Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***พบพระอภิญญาในป่าลึก...๑***

เมื่อรอนแรมกันไปตามอารมณ์ กลางป่ามีสิ่งที่น่าสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง คือเสียงดนตรี ไม่ทราบว่ามีมาจากไหน มันเป็นเสียงเพลงไทยธรรมดานี่เอง มีให้ฟังทุกวัน ฟังชัดมากเหมือนกับเรานั่งอยู่ติด วงดนตรี นี่เป็นคำบอกเล่าของคณะธุดงค์ทุกท่าน บางวันแอบมีกลองยาว เสียงโห่ เสียงยั่ว แก้กลุ้ม บางขณะก็เป็นเครื่องสายมโหรีปี่พาทย์ใหญ่วงใหญ่ เป็นอันว่ามีทุกวัน เสียงร้องส่งเป็นเสียงผู้หญิง ฟังหวานแจ๋วคล้ายน้ำตาลเมืองเพชร มันหวานจริงหรือเปล่าไม่รู้ น้ำตาลเมืองเพชรนี่ ว่ามันเรื่อยไปตามเขาว่าอย่างนั้นเอง บางขณะที่เดินไปก็มีคนเอาทรัพย์ใต้ดินออกมาอวด ท่านที่รับฟังอาจจะสงสัยว่า เมื่อสงสัยเสียงดนตรีหรือน้ำทิพย์ปลอมทำไม ไม่ตรวจด้วยญาณ ท่านตอบกับฉันตามที่คิดว่า ทุกคนจะสงสัยเหมือนกัน เพราะฉันก็สงสัย ท่านบอกว่าท่านตรวจ เมื่อตรวจแล้วพบว่าเป็นเครื่องดนตรีคณะเดิมของท่านเองที่ท่านสร้างสมบารมีไว้เดิม คณะดนตรียังเป็นนางฟ้าเทวดากันอยู่ เขาเห็นเจ้านายเก่าเข้าอยู่ในป่าเกรงว่าจะเหงาเลยเอามาบรรเลงให้ฟัง เรื่องเสียงดนตรีนี้ หลวงพ่อท่านเตือนว่า ฟังแล้วอย่าติดเสียงจงจำเสียงที่เกิดขึ้นและขาดไปให้ทราบว่ามันเป็นอนิจจัง เขาตีมันดัง พอหยุดตีมันไม่ดัง เมื่อหยุดตีแล้วไปคลำหาเสียงคิดว่ามันหล่นอยู่ตรงไหนก็หาไม่พบ ท่านว่าตรงนี้มันเป็นอนัตตา เอาซิ ลองเล่นกับพระแก่ซิ พ่อจับอะไรได้เป็นสมถวิปัสสนาไปหมด อย่างนี้บารมีจะไม่เข้มข้นจะทนไหวหรือ พวกเราเอาตรงไหนเป็นสมถะและวิปัสสนา เอาตรงหนังสือ หรือเอาตรงที่ครูบาอาจารย์ว่า หรือเอาที่เนื้อหนังพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ จับไม่ตรงจุดดี ขี้ติดมือเหม็นนะจะบอกให้ เลือกจับเอาตรงที่ดีจึงจะได้ดี จับอย่างหลวงพ่อท่านจับนั่นแหละดี ของท่านมีประโยชน์จริง ๆ เรื่องวิพากย์วิจารณ์ผ่านไป ไปพบพระกันเลยดีกว่า เรื่องก็ไม่มีอะไรมากนอกจากท่านแสดงปาฏิหาริย์โชว์ให้ดูเท่านั้นเอง ก็วันนี้มันหมดเวลาแล้ว เขามาตามฉันข้าว ไปฉันข้าวก่อนนะ ตอนกลางวันถ้าว่างงานจะมาคุยใหม่ ถ้าไม่ว่างก็รอฟังวันต่อไป

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๕ คิดว่าลูกหลานคงจะคอยฉันมาหลายวัน เพราะหลังจากวันที่ ๖ ธันวาคมมาแล้ว ฉันก็พูดอะไรไม่ได้อีก ทั้งนี้เพราะว่าในตอนต้น ๆ พูดมาหลายวันแล้ว ไอ้การพูดมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพูดแล้วก็บันทึกเป็นตัวหนังสืออันนี้ฉันทนไม่ไหว เอาแต่เพียงที่ฉันจำได้ ไอ้ที่ฉันจำไม่ได้น่ะฉันจะไม่เล่าให้ฟัง เรื่องเกี่ยวกับหลวงพ่อปานวัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา ฉันรู้เรื่องท่านมาก แต่ว่ามากเท่าที่ฉันจะรู้เรื่องได้ แต่ไอ้เกินวิสัยหรือไอ้ที่ไม่รู้ก็ไม่เล่าให้ฟัง เห็นว่าปฏิปทาบางอย่างหรือหลายอย่างของท่านไม่เหมือนกับพระในปัจจุบัน แต่ว่าพระในสมัยท่านเองก็เหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ค่อยจะเหมือนกัน เพราะว่าปฏิปทาของพระแต่ละองค์มีความมุ่งหมายต่างกัน สำหรับหลวงพ่อปานวัดบางนมโคนี่ ปกติท่านมีความปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เวลาบำเพ็ญกุศลแต่ละครั้งท่านประกาศท่ามกลางประชาชนว่า ขอผลบุญนี้ที่ข้าพเจ้าทำแล้วจงสำเร็จแก่พระโพธิญาณในอนาคตกาลเถิด นี่ฉันพูดไปบ้าง ก้ำเกินไปบ้างก็อย่ารำคาญนะ เพราะว่าฉันฟื้นจากตายเอาเรื่องหลวงพ่อปานมาเล่าให้ฟัง จะได้รู้ว่าท่านปฏิบัติอย่างไร ประพฤติอย่างไร แต่อย่าไปถือว่าครูบาอาจารย์ของเราดีกว่าคนอื่นไปทั้งหมด นั่นใช้ไม่ได้เหมือนกันนะ

ต้องคิดว่าปฏิปทาของพระแต่ละองค์ ของแต่ละบุคคล ก็ย่อมมุ่งดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ว่าใครเขาจะมุ่งเอาดีกันตรงไหน เพราะดีมันมีหลายสิบดี ดีฝ่ายสมถะมีถึง ๔๐ ดี แล้วก็ดีฝ่ายวิปัสสนาก็มี ๔ ดี คำว่าดีฝ่ายสมถะมี ๔๐ ดี ก็เพราะว่าวิธีฝึกสมถกรรมฐาน การกระทำใจของตนให้เป็นสมาธิมี ๔๐ แบบ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ๙๐ แบบ ๔๐ อย่าง ให้แต่ละบุคคลต่างเลือกกันเอา เลือกกันปฏิบัติว่าอย่างไหนมันจะดี อย่างไหนเราจะชอบใจ ในที่สุดผลที่จะได้ก็เหมือนกัน สิ่งที่จะได้คือ จิตเป็นสมาธิ มีอารมณ์ตั้งมั่นแล้ว มีอารมณ์เป็นกุศล มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ อันนี้เรียกว่าถึงดีเหมือนกัน รวมความว่าท่านจะทำแบบไหนของท่านก็ตาม หรือบุคคลใดจะทำแบบไหนของตนก็ตาม ชื่อว่าทำดีทั้งนั้น ถ้าเขาทำดี ถูกดี ตรงดี พอเหมาะกับความดีเป็นใช้ได้ สำหรับด้านวิปัสสนาญาณ มีอยู่ ๔ ดี ก็เพราะวิปัสสนาญาณมีผลอยู่ ๔ ประการ คือ (๑) สุกขวิปัสสโก (๒) เตวิชโช (๓) ฉฬภิญโญ (๔) ปฏิสัมภิทัปปัตโต แต่ว่าแต่ละอย่างล้วนแล้วมุ่งความเป็นอรหันต์เหมือนกันหมด แต่ว่าความรู้พิเศษไม่เท่ากัน ความมุ่งหมายของแต่ละท่านคือหมดกิเลส อย่างนี้เรียกว่าทำดีเหมือนกัน เรียกว่าพระแต่ละองค์ คนแต่ละคน ล้วนมุ่งหมายแต่ความดี แม้ฆราวาสก็เหมือนกัน ใครจะเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี เป็นข้าราชบริพารขนาดหนักขึ้น ระดับสูงขนาดไหนก็ตาม หรือว่าจะเป็นพระราชา พระเจ้าจักรพรรดิก็ตาม ทุกคนมีความประสงค์กันเพียงดี ถ้าจะเป็นอะไรก็ตาม จะรวยเท่าใดก็ตาม ถ้ามีใครเขาว่าไม่ดี เราไม่ชอบ แต่ว่าจะเอาดีกันตรงไหน นี่เป็นเรื่องของแต่ละบุคคลจะพอใจ เอาละเรื่องนี้ขอผ่านไป

ลูกหลานเอ๋ย หลวงตาหลวงปู่น่ะเป็นคนแก่นะ มันแก่มากแล้ว แล้วก็ใกล้ตายเต็มที ความจริงไม่ใช่ใกล้ตายหรอก เป็นคนเดนตาย ตายมาแล้วจริง ๆ ถึง ๔ วาระ หลังจากพูดในคราวก่อน มาหยุดลงแค่วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๔ แล้วนี่พอจะมาเริ่มวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๑๕ วันนี้มันหนาวเหลือเกิน ลูกหลานเอ๋ย ป่าเมืองอุทัยนี่หนาวมาก วันนี้หลวงตา หรือว่าหลวงพ่อ หลวงปู่ของหลาน หรือว่าของลูกทั้งหลายที่กำลังพูดอยู่นี่ ที่ทุกคนสถาปนาให้จะเป็นตำแหน่งอะไรก็ตาม แต่ว่าฉันเองนึกว่าฉันเป็นตำแหน่งหลวงตาที่กำลังจะตาย แล้วก็ตายอยู่ทุกวัน หลังจากวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๔ มาแล้ว ฉันพูดถึงวันนั้น ฉันเลยพับฐาน อาการที่มันเป็นขึ้นมาคล้ายอาการตายครั้งที่ ๓ ไม่ผิด มันเหมือนกันทุกแบบ อาการเป็นเหมือนกัน เวลาเป็นเท่ากัน ฉันเลยคิดว่าเอ .. นี่ฉันทำไม่ไหวเสียแล้วนะ ฉันคิดในใจว่าเรื่องราวที่ฉันจะเอาเรื่องหลวงพ่อปานมาเล่าให้ลูกหลานฟังมันจะจบกันลงแค่นี้เสียกระมัง คือ หมายความว่าไม่ใช่เรื่องจบ แต่คนพูดจบ หมายความว่าคนพูดมันกำลังจะตาย เวลาใกล้จะ ๒ ทุ่ม ไอ้ ๒ ทุ่มนี่ก็ ๒๐ นาฬิกานะ ไอ้ฉันน่ะมันเป็นคนวัด ลูกหลานจำไว้ด้วยนะฉันเป็นคนวัด วัดนี่เขาเรียกทุ่มเรียกโมงกันตามภาษาโบราณ

วันนี้จะเล่าอาการที่มันเป็นหลังจากวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๔ ให้ฟัง อาการทางร่างกายเหมือนการตายครั้งที่ ๓ ทุกอย่าง เวลาใกล้จะถึง ๒ ทุ่มคือ ๒๐ นาฬิกา อาการเสียดอาการจุกปรากฎชัด บางครั้งฉันนำนักปฏิบัติเขาเจริญพระกรรมฐานแล้ว ทุกครั้งในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน ฉันรักและเคารพท่านมาก ฉันก็ต้องบวงสรวง การบวงสรวงหรือการชุมนุมเทวดานี่น่ะ นักปราชญ์คนไหนที่เขาว่าไม่เป็นเรื่องเป็นราว ฉันก็ตามใจเขา ฉันไม่ว่าอะไรเขาหรอก เพราะว่าเขาว่าอย่างนั้นมันเป็นความเห็นของเขา แต่ทว่าสำหรับฉันนี่ซิ ฉันต้องทำ เพราะว่าฉันบวงสรวงทุกครั้ง จะเชิญใครก็ตาม ฉันเห็นท่านมาทุกที เวลาชุมนุมเทวดา ฉันตั้งใจจับเอาตั้งแต่พระนิพพานลงมา ไปจนกระทั่งถึงภูมิเทวดา ฉันก็เห็นท่านมาครบนี่ นี่เป็นเรื่องของฉันนะ มันเป็นเรื่องของปัจจัตตัง คือว่าคนทำจะเห็นเอง ที่พระพุทธเจ้าตรัส ในเมื่อฉันเห็นของฉันนี่นะ มันจะเห็นตรงหรือเห็นไม่ตรงก็ตาม จะเห็นถูกหรือเห็นผิดก็ตาม แต่ฉันเห็นของฉัน ฉันก็ทำของฉัน ฉันเห็นว่ามันไม่ใช่เป็นเรื่องปรัมปราหรือเรื่องที่ไร้ประโยชน์ แล้วท่านที่มาบางครั้งฉันพูดของฉัน คุยกันได้เหตุได้ผลทุกอย่าง แม้แต่เหตุที่จะพึงปรากฏแก่บุคคลใด หรือว่าลูกหลานทั้งหลายที่อยู่ใกล้บ้างไกลบ้าง อยู่ถึงกรุงเทพฯ บ้าง พิจิตรบ้าง อยุธยา ชัยนาท สุพรรณบุรี นี่บางทีฉันถามท่านว่า คนนั้นเป็นอย่างไร คนนี้เป็นอย่างไร ท่านก็ตอบให้ฟังคราวนี้ หลังจากวันที่ ๖ ธันวาคมแล้ว ฉันมีอาการอย่างนั้นทุกอย่าง เวลาที่ฉันนำนักปฏิบัติเจริญกรรมฐาน ฉันบวงสรวง หรือว่าฉันชุมนุมเทวดา ฉันเหนื่อยจริง ๆ เคยว่าระยะยาวว่าได้เพียงครึ่งหนึ่ง เหนื่อยแทบขาดใจ ฉันรู้ว่าความตายมาถึงฉัน แต่ทว่าคนที่เจริญพระกรรมฐานร่วมฉันนี่เขาไม่รู้หรอกนะ เพราะว่าฉันเป็นคนมีเปลือกดี คือว่าเปลือกของฉันน่ะใครจะมองให้เห็นไม่ได้ เวลาฉันป่วยไข้ไม่สบายนะ เวลาเครื่องจักรในร่างกายมันยังหมุนไหวหรือว่าเสียงยังดังพอ ฉันก็ทำท่าเบ๊ะบ๊ะ ๆ ของฉันไปตามเรื่อง แล้วลูกหลานที่รัก ถ้าวันไหนฉันบอกว่าฉันไม่สบายนะ หรือว่าเห็นฉันนอนซม ๆ อยู่ก็ตาม บางทีเสียงฉันก็ดัง เดินกระฉับกระเฉงทุกอย่าง แล้ววันเดียวกันนั่นแหละก็ลงนอนทำตาซึม ๆ เวลาคนมา ฉันบอกว่าไม่สบาย จำไว้เลยนะว่าวันนั้นฉันแย่แล้ว เครื่องจักรกลมันหมุนไม่ไหว แต่กำลังใจของฉันดี นี้หมายความว่าคล้าย ๆ กับคนมีรถ เครื่องมันดีแต่ตัวถังมันพัง ตัวถังรถมันจะพัง ล้อมันไม่หมุน ยางมันแฟบ ถังมันผุ เครื่องมันจะดียังไง รถมันก็ไปไม่ได้ นี่จำไว้ด้วยนะ อาการของฉันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าฉันจะปกปิดอาการ ฉันถือว่าฉันเข็นตัวของฉันไหว ฉันก็เข็นของฉันเรื่อง

ทีนี้อาการป่วยไข้คราวนั้น พอถึงเวลามันจุกเสียดขึ้นมาพอดี เหมือนกับกับอาการตายครั้งที่ ๓ มันเตือนฉันมา ๒ วัน คือวันที่ ๖ ธันวาคม แล้วคืนวันที่ ๗ ธันวาคม หลังจากนั้นฉันก็รู้ตัวว่าฉันจะไปบ้านเก่าแล้ว เมื่อฉันรู้อาการอย่างนี้ฉันก็รีบปลงจิตปลดหมดทุกอย่าง คำว่าปลดของฉัน นี่ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนใจดำนะลูกหลานนะ ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนใจดำ ฉันรักและสงสารเมตตาปรานีลูกหลานทุกคน ที่ฉันทำตนเป็นคนเลวอยู่เวลานี้ นี่ฉันเลวมาก อยู่อย่างหนึ่ง คือว่าเงินที่เขาให้กินให้ใช้น่ะ ฉันเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกเสียหมด หมายความว่าเขาให้กัน อย่างครูนนทา อนันตวงษ์ จังหวัดอุทัยธานี อาจารย์สบสุข ประกอบไวทยะกิจ จังหวัดอุทัยธานี หรือบ้านพลอากาศตรี เสริม ศุขสวัสดิ์ ในคณะของท่านมีหลายคน แล้วก็ ฉลวย ปิณินทรีย์ จังหวัดพระนคร พร้อมด้วยคณะ แล้วยังมีคุณนิดอะไร คุณอรอนงค์ คุณะเกษม แล้วก็คุณติ๋ว วัฒนี นวพันธุ์ น่ะหลายคนด้วยกัน บ้านท่านเจ้ากรมเสริมน่ะ ที่จริงเขาให้ปีละมาก ๆ แต่ว่าฉันก็พยายามเป็นคนเลว ใช้เงินผิดประเภท เขาให้กินให้ใช้ แต่ว่าฉันพยายามสร้างนี่ สร้างโน่น สร้างนั่น แล้วเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้เสียหมด จนกระทั่งบางครั้งปรากฏว่าเวลาป่วยไข้ไม่สบาย ฉันไม่มีเงินซื้อยา จนกระทั่งอีตอนต้นเดือนมกราคมนี้ฉันไปกรุงเทพฯ คุณวัฒนี คุณติ๋ว นวพันธุ์ แกทราบว่าฉันไม่มีสตางค์ซื้อยา แกเลยให้มาเป็นรายเดือนตลอดปี ใส่ซอง เขียนหน้าซอง เขียนประจำหน้าซองเลย ว่าเดือนนั้นเดือนนี้ แกก็ทำของแกดีเหมือนกัน ทีนี้เวลาฉันได้มาแล้วเกรงแกจะดุเอาซิ เดี๋ยวจะเอาของแกไปจิ้มอื่นเสียอีก เดี๋ยวนี้ฉันเลยเอาสตางค์ของแกไปฝากธนาคารออมสิน พอถึงเดือนฉันเบิกมาใช้ตามที่แกสั่ง แต่ทุกคนเขาก็ยังให้มานะ เขาให้กันเยอะ แต่ว่าฉันก็หาเรื่องเอาไปใช้อะไรตามเรื่องตามราว แต่ว่าที่เอาไปใช้นี่เป็นงานก่อสร้างบ้าง งานสาธารณประโยชน์บ้าง แต่ฉันก็ทนต่อการถูกดุถูกว่า ถ้าใครเขาจะดุเขาจะว่าเรื่องนี้ฉันก็ยอมรับผิด นี่หากว่าฉันเป็นข้าราชการคงจะติดตาราง หรือว่าทำงานบริษัทก็คงจะติดตะรางเพราะใช้เงินผิดประเภท แต่ว่าฉันก็ทนทำ เพราะอะไร เพราะฉันรักลูกรักหลานของฉัน ฉันกินเข้าไปคนเดียวใช้เข้าไปคนเดียวนี่เหลือกินเหลือใช้ ที่เขาให้กินน่ะเหลือกินเหลือใช้ แต่ฉันอยากให้ลูกหลานของฉันนี่น่ะเป็นคนมีทรัพย์มาก แล้วมีทรัพย์อย่างประเสริฐ ทรัพย์อันนี้มีแล้วขโมยลักไม่ได้ ไฟไหม้ไม่ได้ น้ำท่วมทำลายไม่ได้ ทรัพย์อันนี้คืออริยทรัพย์

แบบร่างวิหารหลวงพ่อโสธร(หลังใหม่)

ฉะนั้น ฉันจึงหาทางทำมันกระจุกกระจิกอย่างที่พระหลาย ๆ องค์เขาไม่ทำ นี่ในสถานที่ของฉัน ฉันหาเครื่องบำรุงความสุข หาเครื่องบำรุงความสะดวก คำว่าบำรุงความสุขนี่ไม่ใช่หมายความว่าเอาเครื่องเฟอร์นิเจอร์มาตั้งอะไรมากมายหรอก อะไรที่มันจะให้ความสะดวกทุกอย่าง เงินที่เขาให้มากินข้าวซื้อยานี่น่ะฉันเอาไปทำ บางทีฉันยังไม่ได้มา ฉันก็ต้องไปเชื่อของเขามาก่อน พ่อค้าเขาก็ใจดีเอามาตั้งท่าเข้าไว้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะฉันกลัวฉันรวย ฉันกันความรวย และลูกหลานก็คงจะคิดว่า เอ๊ะ หลวงตานี่หากินเองไม่ได้นะ เขาให้มาก็ยังจะเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉก น่าจะเก็บสะสมไว้ให้มาก และเวลาที่เขาไม่ให้จะได้มีกินมีใช้ ไอ้อย่างนี้ก็คิดเหมือนกันนะลูกหลานนะ คิดเหมือนกัน แต่ก็คิดว่ามองดูร่างกายของฉันมันมีอยู่อีกไม่กี่วัน นี่ฉันต้องการให้ลูกหลานไปเห็นบ้านฉัน บ้านของฉันที่จะไปอยู่ใหม่มันสวยจริง ๆ ฉันจะพูดให้ฟังนะ มันสวยจริง ๆ มีกำแพงรอบ ๆ ๔ ด้าน เป็นแก้วผสมกับทองแพรวพรายประกอบ มีพื้นสีทองประดับแก้วทั้งหมด แล้วมีซุ้มประตู พื้นที่เดินเข้าไปก็เป็นทองผสมแก้ว อาคาร ๓ หลังเป็นแก้วแพรวพรายสวยบอกไม่ถูก ข้างในมีแท่น ข้างหน้ามีหอระฆัง พูดถึงความสวยแล้วลูกหลานเอ๋ยบอกไม่ถูก ด้านทิศตะวันออกมีสระโบกขรณี มีแท่นแก้ว มีต้นไม้แก้ว น้ำก็แลดูแพรวพรายคล้ายกับน้ำเพชร มันสวยจริง ๆ ในสถานที่นั้นมีความสุขบอกไม่ถูก พอขึ้นไปแล้วมีแต่ความเยือกเย็น มีแต่ความโปร่ง นี่บ้านของฉันนะ ที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ทุกอย่าง ๆ เกิดขึ้นตามความปรารถนาของใจ และบางครั้งความปรารถนาของใจยังไม่ปรากฏ แต่สิ่งนั้นจำจะต้องมี ก็มีขึ้นมาก่อนทันที ไม่เหมือนเมืองเทวดา เมืองเทวดาหรือเมืองพรหมนี่ เวลาจะต้องการเขาต้องคิดเสียก่อน ที่เรียกว่าเนรมิต คิดว่าสิ่งนั้นจงมี สิ่งนี้จงมี แต่ก็เป็นไปตามวาสนาบารมี นี่หมายความว่าวาสนาบารมีมีแค่ไหนคิดเอาได้แค่นั้น แค่ทุนนั่นเอง ถ้าทุนมากก็หาได้มาก ทุนน้อยก็หาได้น้อย ทีนี้บ้านฉันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ไม่ต้องคิดหรอก บางครั้งพอฉันเดินไป พอคิดว่าจะนั่งตรงนี้ แท่นมันก็มารองตูดทันที ไม่ทันจะคิดหาแท่น บางทีเดิน ๆ ไปกลางบริเวณคิดว่าตรงนั้นมันเย็นดี ฉันคิดว่าฉันอยากนอนตรงนี้ ก็พอดีที่นอนมันมารองรับทันที ที่นั้นมันมีความสุขความสบายทุกอย่างลูกหลาน (เออ นี่ฉันพูดแล้วมันก็เรอไปด้วย ร่างกายของฉันมันไม่ดี)

นี่แหละ ฉันมีสมบัติอย่างนี้อยู่ข้างหน้า แต่ถ้าหากฉันเอาเงินของลูกหลานไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก หมายความว่าเขาให้ค่ายารักษาโรค ทุกคนเสียสละเงินมาให้ฉัน การให้เงินให้ทองนี่นะ มันก็เหมือนการเชือดเฉือนปั้นเนื้อในร่างกายมาให้ไม่ได้ผิดกันเลย เพราะเงินทองของใช้ทุกอย่างที่ลูกหลานให้ฉันมานี่ ถ้าว่าลูกหลานจะเอาไว้มันก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีประโยชน์แก่จิตใจ มีเงินอยู่ ความสบายใจเกิดจากเงินก็มี ทีนี้เวลาร่างกายต้องการอะไร เอาเงินไปซื้อของกินของใช้มันมีความสุข ฉันคิดว่าเงินที่ลูกหลานให้ฉันมานี่เป็นเลือดเนื้อในร่างกายเชือดให้ฉันมา ฉันมานั่งคิดว่ามาปล่อยให้เงินทองของลูกหลานมาบูดเน่าอย่างเดียว ประโยชน์มันจะน้อยเกินไป ส่วนใดที่มันควรจะเน่า คือ มาหล่อเลี้ยงร่างกายฉัน ๆ ก็กันเอาไว้เล็กน้อยพอสมควร ถ้ามันเหลือ บางทีไม่ทันเหลือนะ ก่อนจะมากันก็ย่องไปซื้อนั่นซื้อนี่ซื้อโน่น สิ่งที่มันเป็นความสะดวกกับสาธารณชนให้มันเป็นประโยชน์กับสาธารณชนเข้าไว้ ที่ฉันทำอย่างนี้เพื่อประโยชน์อะไร ก็ฉันอยากให้ลูกหลานมีบ้านอย่างฉันน่ะสิ เวลานี้นะ เวลานี้ฉันต้องการให้คนทุกคน ให้ลูกหลานของฉันนี่นะ ไปมีบ้านสวย ๆ อย่างนั้น และก็ผลของการอุลุ่ยฉุยแฉกของฉันนี่ก็ปรากฏ ฉันไปดูบ้านอันดับ ๓ ที่เรียกว่าไม่ต้องทำมาหากินมีที่อยู่กัน มีที่อยู่ที่ใช้สบาย ๆ เพียงแค่นึกอะไรก็ได้ นี่มีบ้านตั้งอยู่ประมาณหมื่นหลังเศษแล้ว ไปถามเขาว่าบ้านใคร เขาบอกว่าบ้านลูกบ้านหลานฉัน ถามว่าบ้านลูกบ้านหลานฉันน่ะเขาทำอะไรไว้ เขาจึงมาตั้งบ้านอยู่แถวนี้ได้ เขาว่าเพราะความอีลุ่ยฉุยแฉกของท่านนั้นแหละ เพราะท่านไม่เอาเงินทองของเขาเก็บไว้ในธนาคาร เอาไว้ซื้อไร่ซื้อนาซื้อทองสำหรับหมั้นสาว ๆ ที่ไหน แล้วก็ไม่ตั้งตัวเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ท่านเอาเงินทองของเขาไปอีลุ่ยฉุยแฉก คือ เขาให้กินให้ใช้เป็นส่วนตัว แต่ท่านก็กลับนำเอาไปเป็นส่วนสาธารณประโยชน์ แล้วเวลาบอกเขาเข้า เจ้าของเขาพลอยโมทนาพลอยยินดีด้วย บ้านทั้งหลายเหล่านี้ปรากฏ

ลูกหลานที่รัก พอฉันเห็นฉันรู้เข้าเท่านั้นแหละ ฉันดีใจเกือบตาย ฉันคิดว่าผลท่านทำอย่างลับ ๆ ที่ไม่เปิดเผยแก่ลูกหลาน แต่ว่าลูกหลานทั้งหลายก็มีความเป็นห่วงฉัน นี่หมายความว่าเวลาเขาให้ฉันน่ะฉันก็ใช้เงินเกินตัว มันหมดก่อนระดับเงินที่เขาให้ และฉันก็ใช้ไปแล้ว พอเขารู้ว่าหมดไป เขาก็เอามาให้ใหม่ ยังจะมี นนทา อนันตวงษ์ ศิริรัตน์ โรจนวิภาต นี่สมัยก่อนเธออยู่ใกล้ นนทาก็ยังอยู่ใกล้ บางทีเธอก็ให้มาแล้วมันเกินกว่าที่ฉันจะใช้หมด แต่ถ้าแผล๊บเดียว ฉันก็เอาไปจิ้มค่าทราย ค่าหิน ค่าไม้เขาเสียหมด ทีนี้เขาอยู่ใกล้ เขาเห็นไม่มี เขาต้องลำบากกัน ฉันก็สงสารเขาเหมือนกันนะ เขาเหนื่อยกัน เขาลำบากกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แต่ฉันคิดว่า ฉันไม่ได้กวนเขาหรอก เขาเมตตาเขาก็ให้ คนอื่นก็เหมือนกัน อย่างฉลวย พิมพา วาสนา นี่แกเคยเตือนว่า หลวงพ่ออย่าอีลุ่ยฉุยแฉกนักซิ ให้กินให้ใช้ก็เอาไว้กินไว้ใช้ นี่เอาไปทำอะไรต่ออะไรเสียหมด ยังพงศ์ คุณากร แกก็เคยบ่น ฉันก็เลยทนเขาบ่น ก็เขาบ่นถูกนี่นะ จะไปว่าอะไรเขา แต่ว่าเขาไม่รู้จิตใจว่าฉันกินฉันใช้ไปคนเดียว อานิสงส์เขามีเหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นอานิสงส์ฝ่ายปาติ ปุคคลิกทาน ผลมันน้อยมาก ฉันอยากให้เขาได้กำไร ฉันก็เลยไปลงทุนให้เขา คือ ซื้อบุญหนักให้เขาเป็นส่วนสาธารณประโยชน์

เวลานี้ถ้าทุกคนที่ได้รับฟังโปรดทราบไว้ด้วยว่า ไอ้เงินท่านเอาไปอีลุ่ยฉุยแฉกน่ะ ฉันเอาไปสร้างบ้านให้แล้วนะ ยิ้มไว้ ตั้งใจไว้ บ้านที่หลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่ ที่แกไปแอบ ๆ สร้างเอาไว้น่ะ คิดว่าเราตายจากชาตินี้เราจะไปอยู่ที่นั่น จำไว้นะ ทีนี้มาพูดถึงบ้านชั้นสาม เวลานี้ก็ปรากฏกลุ่มหนึ่งมี ๘ หลัง อีกกลุ่มหนึ่งปรากฎว่ามี เดี๋ยว ๆ ฉันมองดูก่อน อ๋อ หลวงพ่อท่านร้องบอกว่ามี ๑๔ หลัง แล้วอีกกลุ่มหนึ่งมันมีอยู่ ๓ หลัง ๓ หลังครึ่งกระมัง งั้นใช่ไหมครับ อ้อใช่แล้ว ถามทำไมถึงเป็นครึ่ง ท่านบอกว่า อีกคนหนึ่งน่ะมันยังทำไม่เต็มที่ ไอ้เจ้าคนดำ ๆ อ้วน ๆ หัวโกร๋น ๆ เหมือนแกน่ะมันยังทำไม่เต็มที่ มีอยู่ครึ่งหลังแล้ว หมายความว่าบ้านสีดำไปครึ่ง นี่บ้านพิเศษ แล้วต่อไปล่ะครับเขาจะทำอย่างไร เขาจะไปได้ไหม เขาจะชำระได้ไหม อ้อ งั้นหรือครับ นี่พูดกับหลวงพ่อนะ ท่านร้องลงมา เออ อย่าถือฉันเลยนะ ฉันเป็นคนแก่ บางทีมันเผลอไผลพูดคนเดียวก็นึกว่าพูดกับคนอื่น เอาล่ะ เห็นว่าหลวงพ่อท่านว่าเจ้าคนดำ ๆ อ้วน ๆ หัวโกร๋น ๆ เหมือนฉัน อายุ ๖๒ ย่าง และต่อไปก็ประมาณ ๗๐ เศษ ๆมีหวังแน่นอน ถ้าเขาตั้งใจทำจริง ๆ มีหวังไปอยู่บ้านพิเศษ เอาล่ะ นี่ฉันพูดเรื่องะไรนะ นี่ฉันจะพูดเรื่องป่วยให้ฟัง แต่ฉันก็มาอีเหละเปะปะอย่างนี้ เอ๊อ อย่าถือคนแก่เลยนะลูกหลานนะ นี่เล่าให้ฟังว่าเอาเงินของลูกหลานไปทางไหนบ้าง ไปอีลุ่ยฉุยแฉกอะไร ความจริงเอาไปกินเข้าใช้เข้าไปก็ไม่ค่อยได้กินได้ใช้เข้าไปเท่าไรนักหรอก จะนึกว่าบางคน จะคิดว่าไม่มีสตางค์ซื้อยา ลูกหลานใจจืด เปล่า เขาไม่ได้ใจจืดใจดำ เขาให้เกินกว่า แต่ฉันเอาไปสร้างส่วนอื่นเสีย ทุกคนฟังแล้วก็โมทนาเสียนะ ทำให้ใจชื่นบานว่าบ้านพิเศษของเรามีแล้วทุกคน ฉันพยายามสร้างให้ นี่ฉันบอกตรง ๆ นะ บางคนที่เขาไม่เห็นด้วยเขาก็ไม่ให้ ฉันเลยไม่บอก เวลานี้ฉันตั้งได้แล้ว ฉันเห็นว่าเป็นของดี ฉันบอกได้แล้ว เอาหวังไว้แล้วกัน เจตนาหัง ภิกขเว ปุญญัง วทามิ เราตั้งใจไว้ เราก็ไปสถานที่นั้นได้

เอาล่ะ ทีนี้มาเล่ากันต่อไปว่า หลังวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ ฉันป่วยเพราะพูดมาก พูดไม่ได้หยุด พูดแล้วจารึกลงเป็นตัวหนังสือ มันสะเทือนอก เส้นศูนย์ท้องมันก็ตึง อาการมันเครียดขึ้นมาทุกที ในที่สุดก็ทำไม่ไหว ก็เลยต้องพัก นี่ดำดินมาตั้งแต่วันที่ ๖ ธันวาคม มาโผล่ขึ้นวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๕ มันจะถึงเดือนรึยัง เอ้า วันนี้วันที่ ๑๗ เมื่อกี๊ฉันพูด ๒๗ หรือ ๑๗ ก็ไม่ทราบ วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๕ มันหนาวจริง ๆ ความเย็นมันเยือกเย็นเหลือเกิน มาดูเครื่องวัดอากาศ เห็นเข็มบอกว่า ๒๐ เซนติเกรด นี่ขนาด ๒๐ เซนติเกรดนะ ที่ลดลงขนาด ๕ - ๖ เซนติเกรด มันจะหนาวขนาดไหน มาว่ากันต่อไป หลังจากนั้นฉันป่วย อาการไม่ได้ผิดฉันจะตายหนที่ ๓ ที่ลูกหลานจะรับทราบในวันหน้า เมื่อฉันเห็นอาการมันเหมือนกัน ฉันก็ตั้งมุมเหมือนกัน การตายครั้งที่ ๓ ของฉันไปนิพพานได้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะไปนิพพงนิพพานอะไรหรอก ฉันอีตอนนั้นฉันคิดว่านิพพานสูญอยู่แล้ว ฉันเที่ยวเทศน์สอนชาวบ้านเขา สอนลูกศิษย์ลูกหานิพพานสูญ ฉันเลยนึกว่ามันสูญ

ทีนี้ตอนฉันป่วย ตอนนั้นความทรมานมันเข้ามาบีบคั้น ฉันคิดอย่างเดียวว่า เวลานี้ฉันจะตาย ฉันไม่คำนึงถึงญาติถึงพี่ถึงน้อง ถึงทรัพย์สินกิจการใด ๆ ทั้งหมด ใครจะมาเยี่ยมไข้ฉัน จะต้องถามได้อย่างเดียวว่า อาการโรคเป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือเลวลง ถ้าหากว่าใครมาพูดเรื่องอย่างอื่นบอกให้หยุดทันทีว่าฉันไม่เกี่ยว เวลานี้ฉันกำลังจะตาย เรื่องทั้งหลายแหล่อย่ามาพูดกับฉันนะ ฉันไม่ยอมรับฟังเรื่องของใครทั้งนั้น เรื่องที่จะเป็นเรื่องของฉันก็ตาม เรื่องของชาวบ้านชาวเมืองก็ตาม มาพูดกับฉันไม่ได้ ฉันไม่ต้องการ ให้พูดได้อย่างเดียว คือ ถามว่าฉันป่วยนี่มันดีขึ้นหรือเลวลง ถามได้เท่านั้น ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะตอนนั้นฉันคิดว่าฉันตาย คนตายไม่มีใครแบกอะไรไปได้ แม้แต่ร่างกายก็ไม่มีใครแยกเอาไปได้ ในเมื่อความจริงมันเป็นอย่างนี้แล้ว ฉันจะมัวเอาจิตไปแบกมันทำไม ฉันปล่อยอารมณ์เฉย ๆ พอวันที่ ๓ ฉันก็รู้สึกว่าฉันไปถึงพระนิพพาน แล้วก็ไปโต้กับพระท่าน ทั้งที่ไม่รู้ว่าตรงนั้นเป็นพระนิพพาน ตอนนี้ฉันจะเก็บไว้นะ ฉันจะเก็บไว้ตอนท้าย ตอนตายครั้งที่ ๓ คราวนี้ก็เหมือนกัน อาการเหมือนคราวโน้น ฉันก็คิดว่าควรจะคิดเหมือนกัน ฉันก็ปลงทุกอย่าง วิธีปลงของฉันไม่ยากหรอก ฉันไม่ได้ทำเหมือนชาวบ้านเขานี่ ฉันก็คิดอย่างเดียวว่าฉันไม่มีอะไร ทรัพย์สินของฉันก็ไม่มี เพื่อนฝูงก็ไม่มี ร่างกายของฉันมันก็ไม่มี นี่มันของกิเลสตัณหา จะพังก็เชิญ ฉันไม่เอาอะไรหมด ฉันทำใจสบาย บอกเชิญ เชิญ พ่อคุณ อยากจะพัง อยากจะสลายก็เชิญสิพ่อคุณ เอาเถอะ พังไปเถอะ ฉันจะได้ไปอยู่บ้านฉัน ใจฉันก็เลยสบาย โปร่งแจ่มใส

พอถึงเวลาเจริญพระกรรมฐานของลูกศิษย์ลูกหา เวลา ๒ ทุ่มตรง ฉันลงไปบวงสรวง แหม ตอนบวงสรวงนี่ลูกหลานเอ๋ย มันจะขาดใจตาย ว่ายังไม่ทันครึ่งมันเหนื่อยจริง ๆ กำลังมันไม่มี แต่คนที่นั่งอยู่ด้วยกันเขาไม่รู้หรอก ฉันทำท่าเป็นคนเก่งไปอย่างนั้น แต่ว่าฉันก็ทน พอนำบวงสรวงเสร็จ สมาทานเสร็จ ฉันก็นั่งของฉันบ้าง ฉันไม่ห่วงใครตอนนั้น ฉันเป็นห่วงตัวของฉัน ฉันชำระจิตใจของฉันพอเป็นแก้วประกายพฤกษ์ แล้วก็มาชำระกายทำใจเป็นแก้วใสสะอาดบ้างพอสมควรแล้วก็เคลื่อนตัวออก เมื่อเคลื่อนตัวออกแล้วก็ไปพบพระท่านมายืนอยู่เป็นแถว ไปกราบท่าน ๆ ก็เลยบอกว่าคุณออกไปจากที่นี่ได้ คนที่นั่งอยู่ ที่นี่ฉันคุมเอง เธอไม่ต้องห่วง เธอตรงไปพระนิพพานที่อยู่ของเธอ พอท่านบอกอย่างนั้นก็กราบท่านลงไป ๓ ครั้ง ท่านเยอะนี่ ก็กราบทีเดียวล่ะ กราบ ๓ หนนั่นแหละ กราบทุกองค์ เมื่อกราบแล้วก็มุ่งไปพระจุฬามณี ไปไหว้พระตรงนั้นก่อน ตามระเบียบของฉันต้องเอาอย่างนั้น เวลานี้ฉันไม่ไปเมืองไหนหรอก ใครเขาจะไปเมืองพรหม เทวดาที่ไหนก็ไปกันเถอะ ฉันขี้เกียจเต็มทีแล้ว ไปที่ไหนก็ไม่เห็นสนุก ตอนก่อนน่ะเห็นมันสนุกทุกอย่าง เพราะมันเป็นของใหม่ เวลานี้เบื่อทุกอย่าง ไม่เห็นอะไรดี ฉันก็ไปนั่งไหว้พระ วันนั้นเห็นพระจุฬามณีเห็นพระท่านนั่งเป็นตับ แล้วก็เห็นพระที่นั่งเป็นประธานที่เราเรียกว่า พระพุทธเจ้าที่นิพพานไปแล้ว ท่านนั่งเป็นประธาน ท่านสวยสดงดงามบอกไม่ถูก สวยกว่าทุกวันที่ฉันเห็น

ฉันเข้าไปกราบท่านแล้วทูลถามว่า ทำไมวันนี้หลวงพ่อสวยกว่าทุกวันครับ ฉันเรียกหลวงพ่อนะ เพราะว่าพระสงฆ์เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ลูกของใคร พระสงฆ์จะคุยว่าเป็นพ่อคนนั้นคนนี้ไม่ถูก เราเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรสด้วยกัน เลยถามท่านว่าทำไมท่านสวยนัก ท่านยิ้มแล้วบอกว่า ฉันสวยอย่างนี้ทุกวัน แต่ว่าใจของเธอมันไม่สวย อารมณ์ไม่สะอาดพอ เลยถามว่าทำไมวันนี้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นสวยล่ะพระพุทธเจ้าค่ะ ท่านก็เลยตอบว่า วันนี้เธอสะอาดพอ วันนี้เธอตัดสินใจว่าจะไปนิพพานใช่ไหม ไม่เอาอะไรหมดแล้วใช่ไหม กราบทูลท่านว่าเป็นอย่างนั้นพระพุทธเจ้าค่ะ ท่านบอกว่าการตัดสินใจเช่นนั้น จิตสะอาดที่สุด ได้เห็นของจริงได้ตามความเป็นจริงที่สุด หมายความว่า ของอะไรมันจะสวยแค่ไหน สีสันวรรณะมีเพียงเท่าใด ก็จะเห็นได้เท่านั้น ขณะใดที่จิตมีความเศร้าหมองด้วยอำนาจกิเลสแม้แต่นิดหนึ่ง ก็จะเห็นของจริงได้ตามความเป็นจริงที่สุด หมายความว่า ของอะไรมันจะสวยแค่ไหน สีสันวรรณะมีเพียงเท่าใดก็จะเห็นได้เท่านั้น ขณะใดที่จิตมีความเศร้าหมองด้วยอำนาจกิเลสแม้แต่นิดหนึ่งก็จะเห็นของจริงตามความเป็นจริงไม่ได้ มาคิดดูในใจว่า เออจริงนะ วันก่อนน่ะเราเป็นคนมีห่วง ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จะไปสร้างบ้านเรือนน่ะ ก็ห่วงคนนั้นคนนี้ ห่วงคนนี้ห่วงคนโน่น คนนั้นได้อย่างนี้ คนนี้ได้อย่างนั้น คนนั้นยังไม่ถึง ก็นึกกังวลไปบ้าง ห่วงไปบ้าง สงสารลูกหลานก็เลยมาตัดใจว่า เออ ถ้ายังไงก็เอาแกไปพะ ๆ อยู่เมืองเทวดา ก่อนก็ยังดี แล้วต่อไปแกมีสติปัญญามีกำลัง แกไต่เต้าของแกไปเอง แต่ใครจะตามไปถึงที่สุดได้ก็ไป นี่อารมณ์ใจเป็นอย่างนั้น มันเป็นกังวลเหมือนกันแต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอกุศล มันเป็นกุศลนั้นแหละ แต่เป็นกุศลถ่วงไปนิดหนึ่งแต่ก็ยังมีจิตดีสบายใจ เวลาต้องการเข้าถึงชำระง่ายแผล๊บเดียว ไม่ถึง ๒ วินาที จิตก็สะอาดผ่องใส เมื่อไปกราบทูลถามท่าน ท่านว่า คุณ ขันธ์ ๕ น่ะมันไม่ดีหรอก ขันธ์มันไม่ดี แล้วท่านก็เลยเทศน์ต่อบอกว่าบรรดาเทวดา พรหม และพระอรหันต์ทั้งหลายก็ตาม หรือพระที่ได้ฌานโลกีย์ ฌานโลกุตตระก็ตาม ที่มานั่งอยู่นี่ ต่างคนต่างละขันธ์ ๕ ได้แล้ว ต่างคนต่างปล่อยขันธ์ ๕ เอาไว้ เอาจิตที่เป็นทิพย์ร่างกายที่เป็นทิพย์มาใช้ในเวลานี้ ความเป็นเทวดาถึงแม้ว่าจะมีมเหสักขาหรือมีบุญบารมีน้อย นี่ฟังเสียงฉันก็รู้ไว้ด้วยนะลิ้นเลิ้นมันไม่ค่อยดีหรอก จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสารก็ตาม แต่ว่าเวลามาเป็นเทวดาหรือว่าได้ฌานโลกีย์ ท่านทิ้งอัตภาพของท่านแล้วก็ขึ้นมาบนนี้ทุกคน

จะเห็นว่าการทิ้งอัตภาพเสียได้ ทิ้งขันธ์ ๕ เสียได้ ละขันธ์ ๕ เสียได้มีความสุขมาก ทั้งนี้เพราะว่ามันไม่มีการปวด มันไม่มีการเมื่อย มันไม่มีการอะไรต่ออะไรทุกอย่าง ความทุกข์ทุกอย่างมันไม่มี ในการละขันธ์ 5 มาเป็นเทวดาได้มันเป็นการละขันธ์ 5 ชั่วคราว มีความสุขเท่านี้ แต่ว่าความสุขแม้จะน้อยแต่ดีกว่าทรงขันธ์ ๕ มาก ไม่ต้องหุงข้าวกิน ไม่ต้องใช้พาหนะ ไม่มีความเดือดร้อนในความเป็นอยู่ทุกอย่าง ท่านพูดช้า ๆ แล้วมองไปรอบ ๆ เห็นเทวดา พรหม และพระทุกองค์ท่านนั่งพนมมือกันเป็นแถว แล้วท่นก็พูดต่อไปว่า ใครเป็นเทวดาก็เป็นของดี แต่ก็ยังดีไม่เท่าพรหม การเป็นเทวดาเขาเรียกว่าขั้นกามาวจรสวรรค์ ยังมีความสัมพันธ์กับคนหลายชั้นหลายประเภท หมายความว่า ยังมีผัว ยังมีเมีย ยังมีบริวาร ยังมีเจ้านาย ยังมีประเภทของคนหรือของเทวดา ลงมีประเภท ลงอยู่กันมาก ๆ มันอดยุ่งไม่ได้ เทวดาก็ยุ่งแบบเทวดา คนก็ยุ่งแบบคน พรหมก็ยุ่งแบบพรหม ทีนี้เทวดายังมีความยุ่ง ความกระสันในการเป็นผัวเป็นเมีย ยังมีความรัก ท่านบอกว่าถึงแม้ร่างกายจะไม่ปวดไม่เมื่อย จะไม่ต้องหิวกระหาย ไม่มีความหนาวความร้อน มันไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เพราะร่างกายเป็นทิพย์ก็ตาม แต่ทว่าความกังวลของจิตยังมีอยู่สู้เป็นพรหมไม่ได้ พรหมนั้นจัดว่าเป็น เอกายโน อยัง ภิกขเว นี่ตามภาษามคธนะ ว่าส่งเดชไปอย่างนั้นแหละ มันไม่ตรงกับอะไรหรอก มันเคยปาก ลูกหลานจำไว้นะ คนแก่เป็นอย่างนี้ ป้ำๆ เป๋อ ๆ อะไรมันเคยปาก ก็ว่ามันส่งไป (นี่มันเรอเอิ้กขึ้นมาได้ยินหรือเปล่า ได้ยินก็ให้อภัยด้วยนะ) คนแก่ลูกหลานจำไว้นะ เกิดมาแล้วมันต้องแก่ หนีแก่ไม่พ้น ไม่ช้าก็แก่อย่างหลวงพ่อ หลวงตานี่แหละ ในไม่ช้าก็ตายเหมือนกัน ลูกหลานอย่าประมาทนะ ใครเขาคิดว่าเขาไม่ตายก็ช่างเถอะเราจะตาย ทำความดีเข้าไว้ บ้านที่เป็นทิพย์ของเรามีแล้วนะ หวังความดีเข้าไว้ ตั้งใจว่าเราจะไปบ้านหลังนั้น ทำบุญอะไรก็ตามคิดว่าเราจะอยู่บ้านที่เป็นทิพย์ที่หลวงพ่อ หลวงตา หลวงปู่แกปลูกให้ แกชักชวน คือว่าแกโขมยเงินของลูกของหลานไปปลูกไว้ และไอ้สิ่งทั้งหลายนั้นก็เป็นของลูกของหลาน ฉันไม่มีสิทธิจะเข้าไปครอง ความจริงฉันเป็นคนแก่ใช้เงินผิดประเภท ก็หวังดีแก่ลูกแก่หลาน ตั้งใจไว้ให้ดีนะ ความหวังความปรารถนาของเรามีแล้ว ความเป็นเทวดาน่ะมีหวังแน่นอน อย่าทำความชั่วนะ แล้วต่อไปท่านก็เทศน์ว่า สู้ความเป็นพรหมไม่ได้ พรหมเป็นบุคคลคนเดียว อยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติ มีฌานเป็นอารมณ์ สบายกว่า ไม่ยุ่งกับใคร แล้วท่านก็ขยับต่อไป คือว่าท่านเทศน์ดีกว่านี้นะ ฉันพูดให้ฟังย่อ ๆ เดี๋ยวลูกหลานจะรำคาญ เป็นพรหมก็ดี เป็นเทวดาก็ดี ยังมีสภาวะมาจุติเป็นมนุษย์หรือสัตว์ดิรัจฉาน หรือว่าเป็นพรหมโสดา สกิทาคา อนาคา เป็นเทวดาก็เหมือนกัน ที่เป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา ก็เหมือนกัน ยังต้องบำเพ็ญบารมีเพื่อพระนิพพาน สู้เราตัดสินใจไปพระนิพพานเลยไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่าสู้เราตัดสินใจไปพระนิพพานเลยไม่ได้

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
คัดลอกจากวัดบนเว็บ11 ธ.ค. 2545 06:46:25