Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***หลวงพ่อปานออกธุดงค์***

ต่อไปนี้มาเข้าเรื่องหลวงพ่อปานกันเสียที จะลืมบอกเสียแล้วว่าวันนี้วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ อากาศยังหนาวเย็นสบายใจของอากาศ เรื่องดินฟ้าอากาศอย่าไปทะเลาะกับแกเลย แกไม่มองหน้าใคร แกเคร่งครัดกับหน้าที่ของแก เมื่อแกจะหนาวจะร้อน ใครจะไปทัดทานห้ามปรามหรือให้สินจ้างรางวัล บวก ๒๐, ๕๐ หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์อะไรกับแก ๆ ไม่เอาด้วย แกมีระเบียบวินัยแน่นอน น่าจะยึดถือเป็นแบบฉบับไว้ปฏิบัติบ้าง พวกเธอและฉันที่กำลังคุยกันอยู่นี้ก็มีระเบียบปฏิบัติที่ดี แต่พวกเราคอยพยายามไม่สนใจมีอยู่ คือ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องตายแต่หาคนคิดว่าจะตายยากเต็มทน มีแต่คนคิดว่าจะไม่ตาย แก่ขนาดหาข้าวน้ำมาให้กินยังไม่คิดว่าจะตาย มันน่าแปลกไหม เรื่องธรรมชาติปล่อยไป เขาดีเราจงพยายามมองความมีระเบียบวินัยของธรรมชาติ กฎธรรมดามีสภาพเที่ยงไม่ผันแปร จงยอมรับนับถือกฎนั้นแล้วเธอทั้งหลายจะมีความสุขใจ พระอรหันต์ทุกองค์เข้าพระนิพพานได้ท่านไม่ได้เอาอะไรมาเป็นกำลัง นอกจากอารมณ์ตั้งมั่นและยอมรับนับถือกฎธรรมดา เท่านี้ท่านก็เข้านิพพานได้ เรื่องของหลวงพ่อปานธุดงค์มีหลายตอนรอก่อนนะ เพราะเมื่อคืนวันที่ ๒๗ ฉันฝันสองรอบ จะเล่าเรื่องฝันให้ฟังก่อน คนแก่ขี้ฝัน แต่พวกลูกหลานต่อไปก็จะแก่เหมือนฉัน อาจจะฝันหรือขี้บ่นเหมือนฉัน ความฝันของฉันถ้าเห็นว่าดีก็จงจำไว้ใคร่ครวญ ถ้าเห็นว่าไม่เป็นเรื่องก็กองทิ้งไว้ตรงนี้ อย่านำไปใคร่ครวญให้เปลืองเวลาที่เป็นประโยชน์เลย

คืนวันที่ ๒๗ ฉันนอน ๒ รอบ คือ รอบหัวค่ำและรอบเช้ามืด รอบหัวค่ำเริ่มนอนตั้งแต่ ๒๐ น. ตื่น ๒๑ น. แล้วไปหลับเอา ๒๓ น. เศษ ตื่น ๒.30 น. ตามแบบฉบับของคนแก่

---ฝันรอบแรก---

เมื่อฉันนอนฉันก็รักษาอานาปานุสสติกรรมฐาน กำหนดลมหายใจเข้าออกตามแบบฉบับของฤาษีลิงดำ เมื่ออารมณ์สบายฉันก็เริ่มฝัน ๆ ว่า ฉันออกจากที่อยู่ของฉันลอยขึ้นไปบนอากาศ มองเห็นพระจุฬามณี ยกมือไหว้แต่ไม่ได้แวะ ลอยเลยขึ้นไป ๆ พบสถานที่ ๆ หนึ่งสวยงามมาก มีแสงสว่างแพรวพราวราวกับแสงพระอาทิตย์สักพันดวง มีพระใหญ่นั่งอยู่ ๑ องค์สวยงามมาก มีพระบริวารนั่งแวดล้อมอยู่หลายองค์ ฉันเข้าไปหา พระใหญ่ท่านยิ้มแล้วพูดว่าคุณ ชีวิตเราเรียกร้องทวงคืนไม่ได้ เมื่อเราเกิดมาและแก่เพียงนี้แล้ว เมื่อเห็นเด็กหรือพวกหนุ่มสาวที่เขามีกำลังกายดี เขาสนุกสนานกัน เราอยากทำอย่างนั้นบ้าง แต่ทำไม่ได้เพราะความแก่ขัดขวาง อยากจะหันหลังกลับไปเป็นเด็กอีก หรือเป็นหนุ่มสาวอีก เราก็กลับหลังหันไม่ได้ ไม่เหมือนสถานที่ที่เราอาศัย ไปสถานที่อื่นแล้วกลับมาที่เดิมไม่ได้ สำหรับชีวิตเดินทางไปหาความตายเป็นปกติ ในที่สุดก็ตาย ทรัพย์สินที่เรามีอยู่ก็เหมือนกัน ส่วนที่เราหามาได้แล้วและเราใช้ไป มันก็หมดไปแล้ว ส่วนที่ยังปรากฏอยู่มันเป็นทรัพย์ที่เรายังไม่ได้ใช้ หรือทรัพย์สินที่หามาได้ใหม่ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เราใช้ไปแล้วกลับคืนมา สำหรับทรัพย์สินแตกต่างกับชีวิตอยู่หน่อยหนึ่ง คือ เมื่อชีวิตสลาย ทรัพย์สินมันคงอยู่กับโลก เราหามาด้วยความเหนื่อยยากมันไม่มีประโยชน์กับเราเลย เมื่อเราตายไปแล้วมันไม่ตามเราไป และกลับเป็นประโยชน์แก่คนอื่น เธอจะมาเมาชีวิตเพื่ออะไร จงคิดว่าเธอจะต้องตายและตายในไม่ช้านี้หรือตายเดี๋ยวนี้

ปล่อยอารมณ์เสีย อย่ายึดถือ ทำงานตามหน้าที่ หามาตามหน้าที่ แต่อย่าเมา อย่าติดในทรัพย์หรือการงาน อาคารสถานที่ที่เธอสร้างไว้ เมื่อเธอตายคนใหม่มาอยู่ เขาจะไม่ทำอย่างเธอ ๆ อย่าห่วงมัน ต่อไปหาทางอบรมลูกศิษย์ลูกหาทางใจให้มาก สอนอารมณ์ให้มาก จะสุขใจเมื่อมีชีวิตอยู่ และตายแล้วจะมีความสุข ฉันฝันแล้วฉันก็รู้สึกตัวคิดว่านี้เป็นอารมณ์ของสมถะผสมวิปัสสนาญาณ การกำหนดรู้ว่าจะตายและจะสบายเมื่อตายแล้วเป็นมรณานุสสติในสมถกรรมฐาน การรู้สภาพของทรัพย์สินและร่างกายสลายตัวเป็นอนัตตาตามอารมณ์วิปัสสนา ฉันฝันแล้วฉันชอบใจ เธอชอบหรือไม่ก็ตามใจพวกเธอ

---ฝันรอบ ๒---

เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์ คำว่าภวังค์นักศึกษาทางใจยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่มาก ที่เข้าใจถูกก็มาก ที่เข้าใจคลาดเคลื่อนก็คือ คิดว่าอารมณ์เคลิ้มคล้ายหลับเป็นภวังค์ เข้าใจอย่างนี้ไม่ถูก ภวังค์เป็นศัพท์ที่หมายถึง รู้ตัวตามอารมณ์เดิมคือตื่นนั้นเอง ตื่นจากหลับตื่นจากคิด ตื่นจากหลงผิด มันก็ตื่นเหมือนกัน นักสมาธิต้องเรียกสมาธิตกไป อารมณ์คืนสู่สภาพปกติ อาการเคลิ้มเป็นอาการหลับใน สมาธิไม่ใช่เป็นภวังค์ เมื่อฉันรู้ตัวตามอำนาจของภวังค์แล้วฉันก็คิดถึงความฝัน ใคร่ครวญหาความจริง เห็นว่าฝันมีประโยชน์ก็เลยถือเป็นอารมณ์ พอเวลา ๒๓ น. เศษ ก็หลับตามประสาคนแก่เจ้าอารมณ์ ถึงเวลา ๒.๓๐ น. ฉันตื่นตามปกติ ฉันใคร่ครวญชีวิตฉันตามประสาของลิงเจ้าอารมณ์ เมื่อใคร่ครวญอารมณ์ปลดพอใจแล้วเห็นใจไม่มีสี (จิตตานุปัสสนากรรมฐาน) เขาดูจิตในด้วยอำนาจสมาธิ ใครทำได้เห็นเอง ทำไม่ได้ก็เป็นเรื่องของคน ลิงป่าไม่เกี่ยว ฉันก็เริ่มจับอานาปานุสสติร่วมกับอุปสมานุสสติ อนุสสติแบบนี้พวกสามลิงสามสัตว์เดรัจฉานคล่อง เพราะหลวงพ่อปานสอนเสียจนมีอารมณ์เป็นปกติ ไม่มีอะไรเป็นของหนักเลย

เมื่อฉันใคร่ครวญพระนิพพานตามกำลังของอานาปานุสสติช่วยประคับประคอง อาการเคลิ้มก็ปรากฏ เมื่อมีอาการเคลิ้มปรากฏฉันก็ฝันรอบที่ ๒ คราวนี้ฝันว่าฉันลอยไปบนอากาศไปพบพระที่นิพพาน ท่านเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อไปไหว้กราบท่าน ท่านบอกว่าคุณจงตามฉันมา แล้วท่านก็เดินนำหน้า ฉันเดินตามหลัง



ไปถึงวิมานหลังหนึ่ง มีอาคาร ๓ หลัง มีหอระฆังตั้งอยู่ข้างหน้า มีพื้นเป็นแก้วสวย วิมานก็สวยมาก พระท่านนั่งที่หอระฆัง ฉันนั่งข้างล่างตรงหน้าท่าน ฉันนั่งพนมมือ พระท่านสวยเหลือเกิน สว่างไสวมาก ท่านบอกว่าวิมานหลังนี้เป็นวิมานของคุณ เพราะผลที่สร้างวัด สร้างที่สาธารณประโยชน์ คุณชักชวนชาวบ้านทำ เ ขาก็พลอยมีวิมานไปตาม ๆ กัน แต่ที่นี่เป็นวิมานของคุณ มันสวยงามมากแพรวพราวทั้งหลัง แม้แต่พื้นที่เดินกว่าดีกว่าห้องนอนฉันในชาติปัจจุบันอย่างเทียบกันไม่ได้ ท่านเตือนว่า คุณ ตัวคุณใสเหมือนเพชร ฉันก้มมองตัวมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไม่แก่เหลาเหย่เหมือนที่กำลังคุยอยู่นี่ ฉันนึกชอบใจตัวฉันมาก มีรัศมีสุกสว่างมาก ท่านบอกว่าที่นี้คุณเคยมาแล้วจำได้ไหม มองมามองไปก็จำได้ว่าเมื่อตายวาระที่ ๓ เคยมาจริง ท่านชี้ให้ดูท่อนไม้เสี่ยงทายก็จำได้ เรื่องนี้เอาไว้พูดกันละเอียดเมื่อถึงตอนตายวาระที่ ๓ แล้วท่านบอกว่า คุณจะเอาแก้วมณีหรือเพชรสีน้ำมันก๊าดไปคลุกเปลือกตมเพื่ออะไร


คุณมองดูคนที่หลงอยู่ในกามคุณ ท่านพูดแล้วท่านก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์เห็นสกปรกโสโครกน่าสะอิดสะเอียน ท่านว่ามันมีสภาพเป็นทุกข์ ทุกคนมีแต่ความเร่าร้อน มีความทุกข์ประจำ ร่างกายก็โสโครก จิตใจก็ไม่สะอาด ความปรารถนากามารมณ์หมายถึงการหลงในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ไม่ใช่อารมณ์ใคร่เพื่อร่วมรักอย่างเดียว คำว่ากามแปลว่าความใคร่ รมณ์มีคำเต็มว่าอารมณ์ แปลว่าความคิด คนที่คิดว่ารูปสวยทนทานไม่เปลี่ยนแปลง เสียงเพราะ เพราะฟังแต่เสียงประจบเอาใจลืมฟังเสียงด่า กลิ่นหอม คือ ดมแต่ที่หอม ตรงที่เหม็นแกไม่ยอมดม รสอร่อยดูกันตรงที่อร่อย ของร้อนยังไม่บูดไม่เน่า ตอนที่บูดเน่าจริง ๆ แกไม่ดื่มไม่กิน สัมผัสถูกต้องก็เลือกแต่ตอนที่นุ่มนวลแข็งแรง ตอนเหลาเหย่ไม่มีใครสนใจ ท่านว่าพวกที่หลงใหลในกามารมณ์มีสภาพเหมือนคนที่ถูกขังในเรือนจำต้องถูกลงโทษทรมานด้วยประการทั้งปวง มีกิเลสตัณหาเป็นผู้บัญชาการ ลงโทษตามกฎของกรรมชั่วที่หลงเพ้อละเมอฝันว่ามันเป็นของดี ทำไปแล้วเขาก็ลงโทษ จงอย่าเมาชีวิตเลยคุณ อารมณ์ใดที่เคยมาที่นี้ได้เมื่อ ๑๕ ปีมาแล้ว เธอจงรักษาอารมณ์นั้นให้ปกติ เธอจะไม่มีทางได้รับความทุกข์อย่างชาติปัจจุบันอีก ฝันเท่านี้แล้วฉันก็รู้สึกตัว พอใจไหมลูกหลาน ถ้าพอใจก็จำไว้คิดไม่พอใจก็ตาม ต่อไปนี้ฟังเรื่องหลวงพ่อปานกันต่อไป

---พบโขลงช้างที่สระบุรี---

การธุดงค์ของหลวงพ่อปานมีมากวาระด้วยกัน จะคัดมาแต่ตอนที่เห็นว่าควรคุยกันเล่นเท่านั้น ที่นำมาคุยสู่กันฟังนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะร่วมทางกับท่านทุกครั้ง ที่ไม่ได้ร่วมทางก็มี ทราบจากท่านพูดให้ฟังในที่ประชุม ท่านออกธุดงค์ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ตามที่ท่านมหากัสสปนำไปปฏิบัติเป็นปกติ ท่านไม่เที่ยวปักกลดตามข้างเสาเรือน ตามข้างตลาด กลางใจเมืองหลวง ธุดงค์แบบนี้ควรเรียกว่าธุดงค์ทำลายพระพุทธศาสนา หรือเรียกตามภาษาฉันว่า ธุดงค์จัญไร รับเงินรับทองรับของมีราคาก็ได้ สร้างความเสื่อมเสียให้แก่พระพุทธศาสนา ช่างไม่มีใครดูแลว่ากล่าวกันเสียบ้างเลย ปล่อยให้รกตาลิงอยู่ได้ ท่านสมาทานกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระอุปัชฌาย์ของท่าน เมื่อสมาทาน คำว่าสมาทาน คือ ขอเรียนวิธีปฏิบัติตนเมื่อขณะไปธุดงค์ เมื่อสมาทานแล้วท่านก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปพระพุทธบาท สมัยนั้นหารถยนต์เรือยนต์ที่ไหน ต้องใช้รถเท้าหรือถ่อกันทั้งนั้น เมื่อเข้าเขตสระบุรี ท่านเห็นป่าแห่งหนึ่งว่าทุ่งว่างประมาณร้อยไร่ เห็นหมู่บ้าน ไกลจากทุ่งประมาณ ๒ กิโลเมตร ท่านเป็นหัวหน้า มีพระติดตามมาอีก ๔ องค์ รวมเป็น ๕ องค์ทั้งท่าน สมัยนั้นพระออกธุดงค์อย่างมากไม่เกินชุดละ ๕ องค์ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ลำบากชาวบ้านที่จะสงเคราะห์

เมื่อท่านเห็นเหมาะ ท่านสั่งพลพรรคปักกลดตามระเบียบของธุดงค์ เมื่อปักกลดแล้วจะมีอันตรายขนาดไหนก็ตามจะถอนกลดหนีไม่ได้ ต้องยอมตายเพื่อธรรมเสมอ เมื่อท่านจะปักกลด ท่านเลือกชัยภูมิที่ท่านเห็นว่าเหมาะสม คือ เลือกเอาปากทางที่ออกมาจากป่า มีทางเดินออกจากป่าทางเดียวตรงนั้นมีแอ่งน้ำแต่แห้ง แล้วท่านก็ปักกลดตรงแอ่ง กลดของท่านคลุมปากแอ่งน้ำ ทุกองค์ต่างปักกลดเสร็จ พอเรียบร้อยชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ในป่าที่มองเห็นมีบ้านประมาณ ๔ หลังคาเรือน เมื่อเขามองเห็นสีเหลืองก็ทราบว่าเป็นพระมาปักกลด ต่างก็พากันออกมา นำน้ำตาลน้ำดื่มมาถวาย เมื่อพระฉันครบแล้ว เขาก็บอกว่าที่ทุ่งนี้มีโขลงช้างอยู่ ๑ โขลง มันอาศัยอยู่ในป่านี้ มันออกมาอาละวาดเสมอ พระที่มาปักกลดทุ่งนี้ตายเพราะช้างหลายองค์แล้ว เขาขอให้ถอนกลดไปปักใกล้บ้านเขาจะได้ไม่มีภัย ถ้าหากมีก็จะได้ช่วยทัน หลวงพ่อท่านรักธรรมวินัยยิ่งกว่าชีวิต ท่านบอกว่าเมื่อปักกลดแล้วถอนไม่ได้ ถ้าจะมีอันตรายถึงตายก็ยอม เพราะมาเพื่อตายกับธรรม ไม่ใช่มาแสวงหาความสุขทางกาย ชาวบ้านจะอ้อนวอนเท่าไรท่านก็ยืนยันระเบียบ พวกเขาก็จนปัญญาเมื่อเขาหวังดีแต่ไม่มีผล ต่างก็สั่งว่าถ้าบังเอิญช้างออกมาให้เคาะฝาบาตรเขาจะรีบมาช่วย เมื่อเวลาใกล้ค่ำเขาก็พากันกลับ ก่อนกลับแสดงความห่วงใยมาก

เมื่อชาวบ้านกลับ พระก็ต่างเข้าเจริญกรรมฐานตามความสามารถของตน เวลาผ่านไปประมาณ ๒๒ น. ปรากฏว่าฝูงช้างออกมาจากป่าจริง ๆ เมื่อพระจะเจริญกรรมฐาน ท่านสั่งให้ตั้งอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นฌาน ให้แผ่เมตตาไปทั่วจักรวาลแล้วจึงพิจารณาตามอารมณ์วิปัสสนาหรือภาวนาตามแบบสมถะ ท่านมีอาวุธของท่านครบทุกองค์ พระต่างใช้พรหมวิหารเป็นหลัก เมื่ออารมณ์สบายก็ทรงฌานตามปกติ มันเป็นเรื่องกล้วย ๆ สำหรับพระธุดงค์สมัยนั้น เมื่อฝูงช้างปรากฏมีช้างตัวใหญ่ประเภทสีดอ ช้างงาสั้น ตัวใหญ่มาก ออกมาก่อนช้างตัวอื่น มายืนคร่อมกลดหลวงพ่อปานไว้ ด้วยท่านปักกลดปากทางออกพอดี ช้างตัวอื่นเมื่อจะออกมาต่างก็ต้องเบียดช้างตัวใหญ่ออกมาแล้วเดินไปตามทางเฉย ๆ ไม่มีใครสนใจกลดพระเลย เมื่อโขลงช้างตัวปกติออกไปหมดแล้ว ช้างตัวเอกจอมเกเรมาล่าสุด ชาวบ้านเรียกมันว่าไอ้เกเพราะงามันบิดเก ไม่ตรงอยู่ข้างหนึ่ง พ่อเกพระเอกของโขลงออกมา คำว่าโขลงเป็นศัพท์ที่เรียกแทนฝูงช้าง ถ้าสัตว์อื่นเขาเรียกว่าฝูง แกเบียดช้างนายฝูงออกมาแล้วแกก็เดินแบบคนเก ตอนนั้นเป็นตอนข้างขึ้นเดือนสว่างมากเพราะใกล้กลางเดือน พระเห็นช้างถนัดทุกเชือก คำว่าเชือกแทนคำว่าตัว นายเกเมื่อเดินมาถึงทุ่งกว้างแทนที่แกจะเดินเข้าป่าตรงข้ามอย่างเชือกอื่น แกก็เริ่มวางท่าทางเกของแกออกมา เมื่อแกเหลียวซ้ายแลขวามองเห็นกลดพระธุดงค์ที่ปักอยู่เป็นระยะ แกมองด้วยใจที่ไม่เป็นมิตร แล้วก็วิ่งเข้าใส่กลดหลวงพ่อทันที

ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีอารมณ์เป็นปกติ ฉันคิดถึงพระโพธิญาณเป็นอารมณ์ คิดว่าตายเมื่อไหร่ฉันก็จะสบาย คือ ไปนอนรอเวลาที่ชั้นดุสิต ท่านบอกว่าท่านไปของท่านเป็นปกติจนมีอารมณ์รักชั้นดุสิตเป็นกำลังใหญ่ และพอใจพระโพธิญาณยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อเจ้าเกวิ่งเข้ามา ท่านบอกว่าท่านไปนอนดูมันอยู่ชั้นดุสิต แบบนี้จะหวาดหวั่นอะไร สำหรับพระที่ไปด้วยท่านบอกว่าฉันมองดูใจเขาทุกองค์ เขาเอาใจจดจ่อพระนิพพานทุกองค์ ฉันเลยสบายใจที่ฉันมีเพื่อนไม่เสียทีที่ร่วมทางกันมา เมื่อเจ้าเกวิ่งมาใกล้กลดท่าน พอได้ระยะงวงเจ้าสีดอที่ยืนคร่อมกลดท่านอยู่ เจ้าสีดอก็เอางวงเหวี่ยงเจ้าเกเข้า ๓ ปับ แต่ละทีเจ้าเกหัวซุกเกือบทิ่มดิน เมื่อหวดเข้า ๓ ทีแล้วก็จับงาเจ้าเกบิด ท่านว่าที่งามันเกคงจะเป็นเพราะอานิสงส์เกเรของมันที่ถูกนายของมันจับงาบิดนั่นเอง เมื่อถูกงาบิดเจ้าเกก็เสียหลักล้มลงอย่างแรง เมื่อนายมันปล่อยปรากฏว่าหมดแรง เดินอย่างช้างสิ้นกำลังเข้าป่าตรงข้ามไป เมื่อเจ้าเกไปแล้วสักครู่ นายมันก็เดินวนเวียนสักพักใหญ่ เห็นพระไม่มีอันตราย ไม่มีใครรบกวนแล้วก็หันมาทางกลดพระคุกเข่าลงชูงวงขึ้น ทำท่าเหมือนจะไหว้ แล้วก็ตามโขลงช้างลูกน้องไปท่านบอกว่าสงสัยว่าช้างตัวนี้จะเป็นช้างพระโพธิสัตว์ ท่านสงสัยหรือท่านรู้ก็ไม่ทราบ เพราะถ้าพระองค์ไหนดีท่านมักจะใช้คำว่าสงสัยเสมอ

เมื่อช้างไปแล้วพระธุดงค์ยังไม่หมดภัย ไม่ใช่เสือหรือหมูมารบกวน คราวนี้เป็นเรื่องธรรมชาติ พระจันทร์ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าดี ๆ มีดาวล้อมดูสวยสดงดงามในราตรีนั้น เพียงชั่วเวลาที่ช้างไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อากาศก็มืดเอาเฉย ๆ มืดจนมองไม่เห็นแสงเดือนและดาว ท้องฟ้าเริ่มต่ำ หยาดน้ำเริ่มไหลลงมาจากฟากฟ้า มันมาแบบไม่คอยใคร ต่างคนต่างแย่งกันมา พระมีระเบียบว่าปักกลดแล้วถอนไม่ได้ยอมตายกับธรรม เมื่อช้างไปฝนมาคาาวนี้เจ้าสีดอยอดเมตตาไม่มาช่วยแล้ว ด้วยตัวเองก็อาจจะกำลังหนีฝน ๆ กระหน่ำชนิดลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พระนั่งไม่ได้ต้องยืนในกลด ออกก็ไม่ได้ ขณะที่ยืนปรากฏว่าพระลูกน้องปักกลดบนพื้นดินน้ำท่วมขึ้นมาถึงเข่า ส่วนหลวงพ่อเองท่านว่าแอ่งมันลึกกว่าพื้นดินประมาณ ๑ ศอก น้ำขึ้นมาถึงโคนขา กว่าฝนจะหายก็ผ่านไปเกือบ ๒ ชั่วโมงโดยประมาณ เมื่อฝนหายแล้วพื้นแผ่นดินไม่แห้ง พระทุกองค์ต่างก็ถือเอาบาตรมารองนั่งตาม ๆ กัน รุ่งเช้าชาวบ้านมาแต่เช้าเห็นพระไม่ตายเพราะอ้ายเก ต่างพากันเลื่อมใสมาก เมื่อเห็นพระเปียกไม่มีผ้าแทน ก็เอาผ้าพื้นผ้านุ่งผู้ชายนุ่งแทนจนกว่าผ้าเดิมจะแห้ง เมื่อจำเป็นนุ่งได้ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต ชาวบ้าน ๕ หลังคาเรือนเลื่อมใสท่าน ขอให้โปรดอยู่ ๓ วัน เมื่อจะจากไปเขาขอของป้องกันเจ้าเก ท่านให้คาถาบทใหญ่และสำคัญที่สุดไว้ คาถาบทนั้นว่าดังนี้ "พุทโธ" ก่อนภาวนาขอให้นึกถึงบารมีพระพุทธเจ้าก่อน และแผ่เมตตาถึงเจ้าเกประกาศเป็นสัมพันธไมตรีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แล้วจึงภาวนาคาถา ปีต่อไปท่านผ่านไปต้องปักกลดที่นั่นทุกปี ด้วยเขาขอร้อง ปรากฏว่าคาถาของท่านได้ผล เขาพากันบอกว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้าเกไม่เคยอาละวาดเลย ในกาลก่อนเคยทำลายฟ่อนข้าวและทรัพย์สิน เห็นคนก็ไล่แทง เมื่อได้คาถาแล้วมันมาก็ไม่อยากมอง เดินก้มหน้าก้มตาไปเฉย ๆ ผลนี้มาจากไหน ใครทราบบ้าง ถ้าไม่ทราบจะบอกให้ มาจากเมตตาบารมีพระพุทธานุสสติกรรมฐานอย่างไรเล่า วันนี้พักเท่านี้นะ วันต่อไปฟังใหม่ เรื่องธุดงค์ยังไม่จบ

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
พิมพ์โดย casnova31 ก.ค. 2545 0:27:58