Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***ปฏิปทาของหลวงพ่อปาน***

ลูกหลานทั้งหลาย วันนี้วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ วันนี้อากาศอุ่นมากแต่เช้า ฉันเป็นคนแก่มีความจุกจิกหลายเรื่อง แม้แต่อากาศมันร้อนฉันก็ไม่ชอบ มันหนาวฉันก็ไม่ชอบ รวมความว่าฉันไม่ชอบโลกนี้ทั้งโลก เพราะฉันมองไม่เห็นจุดของความสุขมีในโลกนี้เลย วานนี้วันที่ ๒๘ เจ้าพนักงานไฟฟ้าเขามาเก็บค่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้ ฉันไม่มีสตางค์ให้เขา นนทา อนันตวงษ์ เขาสงสาร เขาออกไปให้ ๒๒๖ บาท เมื่อเขาทราบว่าฉันไม่มีสตางค์ติดตัวแล้ว ฉันยังเป็นหนี้ค่ายารักษาโรคหมออีก ๓๐๐ บาทเศษ เขาเลยให้อีก ๑,๒๐๐ บาท คนนี้เขาเมตตาฉันเสมอ ฉันอาศัยเขาในความเป็นอยู่มาก ที่เมืองนี้มีอาจารย์สบสุข ประกอบไวทยกิจ อีกท่านหนึ่ง มีเมตตาสงเคราะห์เป็นปกติให้กินให้ใช้อยู่เสมอ นี่ดีว่ายังไม่ลงทุนไปกรุงเทพฯ นะ ถ้าไปฉันคงรบกวนกระเป๋าใครเข้าให้อีก เช่น คณะบ้านท่าน พล.อ.ต. ม.ร.ว. เสริม ศุขสวัสดิ์ พ.อ. แสวง แก้วมณี คุณฉลวย ปิณินทรีย์ บ้านคุณสนั่น วาสนา หุตะสิงห์ บ้านคุณพงษ์ พิมพา คุณากร และคณะของท่านเจ้ากรมเสริมอีก มีรายนามไม่จำกัด เขาสงสารเขาจึงพากันให้ ชีวิตฉันอยู่ได้เพราะการสงเคราะห์จากท่านผู้มีคุณตามที่กล่าวนามมานี้เป็นส่วนใหญ่ ฉันว่าฉันตายเมื่อไร ท่านที่กล่าวนามมานี้ขาดความสิ้นเปลืองไปมาก ลูกหลานจำไว้ว่า ความเกิดเป็นคนไม่ดี เป็นสัตว์เดรัจฉานไม่ดี เป็นเทวดาและพรหมพอมีดีมั่งแต่ไม่ดีมาก เพราะยังมีกฏบังคับให้เกิดเป็นคนและสัตว์เดรัจฉานอีก สู้ไปพระนิพพานไม่ได้ ใครเขาจะว่าเราบ้าช่างเขา เราบ้าไปสู่สถานที่สิ้นทุกข์ดีกว่าบ้าสะสมความทุกข์ ฉันเป็นคนแก่พูดบ่นพล่ามเสมอ กว่าจะรู้ตัวก็เข้าไปเกือบ ๑๐ นาที ต่อไปนี้มาพูดกันตามหัวข้อเรื่อง คือปฏิปทาของหลวงพ่อปาน อาจารย์ฉันดีกว่า

เรื่องของหลวงพ่อปาน ลูกหลานอยากให้พูดประวัติของท่าน ฉันตรองแล้วเอาประวัติท่านมาพูดไม่ได้ เพราะฉันเกิดทีหลังท่านและไม่ทราบประวัติละเอียด เมื่อพวกเธออยากฟังฉันจะเล่าเรื่องของท่านตามที่ฉันทราบ มันมีส่วนพาดพิงถึงฉันด้วย เพราะนอกจากที่ฉันจะสัมผัสกับท่านแล้วเรื่องอื่นรู้ยาก มีบางส่วนที่ฉันไม่เห็นและเกิดไม่ทันแต่ท่านเล่าให้ฟัง ฉันพอนึกออกก็จะนำมาเล่าให้ฟัง มันคงไม่เรียงลำดับเรื่องได้ เพราะนึกไปเล่าไป เอากันแค่เรื่องก็แล้วกันนะ อย่าเอาลำดับเรื่องเลย

ตามที่ฉันเล่าเรื่องของฉันมาในตอนต้นก็มีความประสงค์จะให้ลูกหลานทราบคุณสมบัติของหลวงพ่อปาน เรื่องนี้ฉันปกปิดมานาน เพราะเกรงว่าท่านนักปราชญ์จะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม จะปรับโทษฉัน เรื่องฉันจะมีโทษเพราะพูดจริงฉันไม่หนักใจ แต่เกรงว่าท่านที่ลงโทษฉันจะเป็นบาป สงสารท่าน เมื่อลูกหลานขอร้องก็ต้องพูด พูดแล้วก็ไม่หนักใจ เพราะฉันไม่ใช่พระตามทัศนะของชาวบ้าน หลวงพ่อท่านบอกให้พวกฉันเป็นฤาษี ตัวฉันเองปกติท่านเรียกว่าอ้ายลิงดำ ฉันเลยตั้งชื่อฉันว่าฤาษีลิงดำ เพื่อนฉันเจ้าสวัสดิ์มันออกป่าไปแล้ว ท่านเรียกอ้ายลิงขาว เพื่อนอีกคนหนึ่งคือเจ้าน้อม ท่านเรียกว่าอ้ายลิงเล็ก รวมความแล้วฉัน ๓ คนไม่ใช่พระไม่ใช่คน เป็นลิงหมดทั้ง ๓ ตัว ถ้าจะพูดกันให้เพราะหน่อยก็เรียกว่า สามสัตว์ดิรัจฉานค่อยเพราะนิดหน่อย เมื่อลูกหลานฟังฉันพูดจงคิดว่าฟังเรื่องของสัตว์ดิรัจฉานพูดให้ฟัง จะสบายใจมาก เมื่อบวชฉันก็บวชแปลก บวชในสังกัดพระมหานิกาย แต่คำขอบรรพชาแบบธรรมยุตินิกาย เป็นลูก ๒ พ่อไป หรือคน ๒ ชาติ อย่างคนที่มีพ่อเป็นเจ๊ก แม่เป็นไทย ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร เมื่อบวชแล้วเรียนแล้วเห็นทั้ง ๒ นิกายท่านไม่ลงสังฆกรรม (ลงโบสถ์) ร่วมกันจึงนึกแปลกใจ ถามหลวงพ่อท่านว่านิกายไหนดีกว่ากัน ท่านบอกว่าราคาเท่ากัน เพราะเป็นพุทธสาวกเหมือนกัน ใช้คำสอนจากพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน แต่แตกสามัคคีกัน ท่านบอกว่าเธอเข้าป่าเป็นฤาษีดีกว่า ไม่ต้องพวกใคร เป็นพวกพระพุทธเจ้าโดยตรงนั่นแหละดี อย่าเมาลาภ อย่ารับยศ อย่าหลงสรรเสริญ อย่ามั่วสุขกับกามสุข จะสบายใจมาก จะได้เป็นพระตามคติของพระพุทธเจ้า นอกนั้นท่านจะมีความเห็นว่าอย่างไรเป็นเรื่องของท่าน เรื่องของพระ ฤาษีไม่เกี่ยว

---หลวงพ่อเป็นพระทรงอภิญญา---

เรื่องอภิญญาเป็นเรื่องธรรมดาของพุทธสาวก ไม่ใช่ของวิเศษมหัศจรรย์อะไรเลย เป็นของธรรมดาสามัญแท้ ๆ หนังสือตำราเขียนยกย่องเลยพอดีไปเองต่างหาก เลยทำให้นักศึกษาภายหลังท้อถอยคิดว่ายากลำบากเต็มที เลยพากันไม่เอาเสียเลย อภิญญาโลกีย์เป็นเรื่องของคนที่เกิดมาในโลกมีสิทธิ์จะทำให้เกิดได้ เพราะเมื่อมาเป็นคนได้เหมือนกัน สิ่งที่มีสิทธิ์เสมอกันตามปกติธรรมดาที่สามารถเห็นกันง่าย ๆ มีอยู่ คือ จะเป็นคนเกิดในตระกูลใดก็ตาม มีฐานะมีความรู้ศักดิ์ศรีเพียงใดก็ตาม มีสิทธิ์แก่ ป่วย ตาย เหมือนกันหมด เพราะเป็นโลกีย์วิสัยคือเป็นวิสัยของคนที่เกิดในโลกจะทำได้ ทีนี้มาพูดกันเรื่องฌานและอภิญญา ท่านบอกแล้วว่าเป็นฌานโลกีย์และอภิญญาโลกีย์ เป็นทรัพย์สินที่คนเกิดมาในโลกจะพึงทำให้มี ให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ของยากเกินไป เพียงแต่ทำให้ถูก ทำพอดี ทำตรงคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่เห็นต้องลงทุนรอนอะไรเลย เสียเวลารวบรวมกำลังใจนิดเดียวก็ได้ ที่ว่าทำไม่ได้ก็เพราะอยากดีเกินไปหรือขี้เกียจเกินไป รู้มากเกินไป หลงลาภ ยศ สรรเสริญ และกามสุขมากเกินไป จึงทำไม่ได้ เรื่องความดีทางใจ คนจนพวก จนยศ จนสรรเสริญ จนพะเน้าพะนอ ทำได้ดีกว่าคนที่รวยประเภทนั้น เพราะเมาน้อย คนเมามาก ขาดสติมาก เมาน้อย ขาดสติน้อย ไม่เมาเลย มีสติบริบูรณ์

---อภิญญามีสภาพไม่เหมือนกัน---

เรื่องของอภิญญา คนส่วนใหญ่เมื่อฟังว่าอภิญญาแล้วก็มักจะคิดว่า ท่านที่ได้อภิญญาจะต้องมีความรู้แจ่มใสเหมือนพระพุทธเจ้าเสียทุกอย่าง เป็นการเข้าใจผิดถนัด พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญูคือมีบารมีเป็นจอมอรหันต์ ย่อมทรงอภิญญาดีเลิศพิเศษ สำหรับพระสาวกที่ได้มีกำลังไม่เท่ากัน และไม่มีทางจะไปเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้าได้เลย จะเปรียบให้ฟังเอาเพียงทิพจักษุญาณอย่างเดียว อย่างอื่นให้เข้าใจว่าเหมือนกัน

๑. ทิพยจักษุญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความสว่างคล้ายพระอาทิตย์ส่งแสงจัด ไม่มีเมฆบัง ไม่มีเผลอ ไม่มีพลาดในการเห็น

๒. ของพระปัจเจกพุทธเจ้า มีความสว่างเหมือนวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง มองเห็นคนกลางคืนเมื่อเดือนหงายมีสภาพอย่างไร ต่างกับกลางวันอย่างไร พิสูจน์เอาเอง

๓. พระอัครสาวกทั้งสอง มีความสว่างเหมือนคบเพลิงดวงใหญ่สว่าง แต่แสงสว่างไม่ไกลเหมือนความสว่างของดวงจันทร์

๔. ของพระอรหันต์สาวก สว่างเหมือนแสงตะเกียงดวงน้อย

๕. ของท่านที่ได้ฌานโลกีย์ สว่างเหมือนอากาศเมื่อพระอาทิตย์ลับแล้ว กำลังมัวตามองดูอะไรก็ไม่เห็นถนัดนัก

ข้อเปรียบนี้ยังไม่ละเอียดพอ แต่เกรงว่าลูกหลานจะเบื่อฟัง เอามาเปรียบเทียบเพียงย่อ ๆ ท่านที่ได้ฌานและอภิญญาไม่ใช่รู้อะไรหมด ยิ่งเป็นฌานโลกีย์ด้วยแล้วยิ่งมีจังหวะพลาดง่ายเหลือเกิน เพราะมีอุปาทานมาก ต้องระวังให้มาก ถ้าไม่ประมาทคิดว่าตัวดีไม่เป็นไร ถ้าประมาทเมื่อไรเจ๊งเมื่อนั้น สำหรับพระอริยะท่านรู้ว่าท่านไม่ดีเสมอ ไม่มีความประมาทเรื่องเจ๊งไม่มี

ทีนี้เรามาพูดกันเรื่องที่เล่ามาแล้ว ที่ฉันบอกเห็นอะไร ไปไหน คิดอะไร แล้วหลวงพ่อปานรู้เรื่องที่บอกมา ไม่ใช่ฉันอวดตัวฉัน ที่บอกก็เพื่อให้ทราบว่าหลวงพ่อปานท่านรู้อภิญญา ที่เราเรียกว่าทิพยจักษุญาณ แต่ที่แท้แล้วญาณต่าง ๆ ของอภิญญามีชื่อหลายอย่าง จะนำมาเล่าให้ฟัง

---โลกียอภิญญา---

โลกียอภิญญานี้ท่านแยกเรียกว่าวิชชา ๘ ก็มี อภิญญา ๕ ก็มี จะเอามารวมไว้ที่เดียวกันและบอกวิธีปฏิบัติโดยย่อไว้ด้วย ใครอยากได้ เดินไปหาอาจารย์ที่ทำได้แล้วก็เรียนแล้วกัน คนที่อ่านหนังสือจำได้ แต่ทำไม่ได้ อย่าไปขอเรียน จะพากันเลอะใหญ่ ฉันเคยเป็นนักเทศน์สอนคนจนตัวฉันเกือบลงนรกมาหลายที ทั้งนี้เพราะตีความหมายของตำราไม่ตรง เมื่อทราบแล้วต้องกลับไปเทศน์แก้ใหม่เกือบแย่ อยากหุงข้าวเป็นก็ไปเรียนกับพ่อครัว อย่าไปเรียนกับลิงที่ไม่มีวิชาความรู้เรื่องหุงข้าว อยากเดินป่า จงอย่าเอาปลาในทะเลเป็นครู อยากได้อภิญญาถ้าไปหาคนที่ไม่ได้จะเอาอะไรมาสอน ตัวเองยังสอนตัวเองไม่ได้ จะเสียเวลาเปล่า

---ชื่ออภิญญาโลกีย์---

๑. อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้

๒. ทิพยโสตญาณ มีประสาทหูเป็นทิพย์

๓. มโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ ถอดกายใจออกท่องเที่ยวได้

๔. ทิพยจักษุญาณ มีอารมณ์เป็นทิพย์ คล้ายตาทิพย์

๕. จุตูปปาตญาณ รู้สัตว์ที่ตายแล้วไปเกิดที่ไหน สัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากไหน

๖. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์ใจของคนและสัตว์

๗. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติที่เกิดมาแล้วได้ตามความต้องการ

๘. อตีตังสญาณ รู้เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้ว

๙. อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวที่ยังไม่ได้เกิด

๑๐. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เรื่องราวในปัจจุบันที่ปรากฏขึ้นในที่ไกลหรือโลกอื่น

๑๑. ยถากัมมุตาญาณ รู้กฎของกรรม

---วิธีฝึก---

อิทธิฤทธิ์ฝึกด้วยการทรงกสิณ ๑๐ อย่างครบถ้วน นอกนั้นทรงกสิณอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นบาท แล้วก็สามารถทำให้เกิดได้ไม่ยากเลย ที่ทราบว่าหลวงพ่อปานท่านเป็นพระทรงอภิญญา ในอันแรกทราบจากท่านรู้อารมณ์คิด คิดว่าจะทำอะไร ผิดหรือถูก ท่านทราบก่อนเสมอ ตามที่ลูกหลานฟังมาแล้วในตอนต้น จะเห็นว่าท่านรู้ก่อนบอกเสมอ แถมรู้ก่อนฉันเกิดด้วย ที่ท่านกล้าบอกว่า พวกแกบำเพ็ญบารมีด้านพุทธภูมิกันมาคนละมาก ๆ แล้ว อันนี้ท่านรู้ก่อนฉันเกิด ท่านจะพูดตรงตามความเป็นจริงหรือไม่ก็ช่าง แต่ที่พบในปัจจุบันท่านพูดตรงทุกอย่าง ฉันเชื่อว่าท่านทรงอภิญญา คำว่าอภิญญาแปลว่ารู้ยิ่งกว่าความรู้ปกติ ความรู้ปกติจะรู้อารมณ์คิดโดยตรงไม่ได้นอกจากเดาจากอาการ มันก็ไม่แน่นักว่าจะถูกเสมอไป เท่าที่ท่านใช้ ส่วนใหญ่ท่านใช้เจโตปริยญาณได้คล่องมาก พวกฉันตั้งอารมณ์กรรมฐานอยู่ในป่าผิด ไม่มีใครพูดบอกใคร พอพบท่านตอนเช้าท่านเตือนทันทีว่า ตั้งอารมณ์ผิดควรแก้ไข เป็นอย่างไรก็บอกกันเลยไม่ใช่มานั่งสอบอารมณ์ศิษย์ ปล่อยหรือหัดศิษย์เป็นคนชอบโกหกครู ตามที่พระองค์หนึ่งห่มจีวรคร่ำหาว่าฉันเป็นเถรส่องบาท ทำตามแบบเก่าไม่ทันสมัย ท่านเองปล่อยให้ศิษย์โกหกเล่นตามสบายใจ ทำกันไม่เท่าไรก็สำเร็จ อย่างนี้พุทธสาวกท่านไม่ใช้ ครูกรรมฐานถ้าไม่ได้เจโตปริยญาณ ฉันคิดว่ามีผลแก่ศิษย์น้อยเหลือเกิน เรื่องนี้ขอพักไว้เท่านี้ มาพูดกันถึงปฏิปทาของหลวงพ่อปานต่อไป คำว่าปฏิปทาแปลว่าความประพฤติ คนอื่นเขาแปลว่าอย่างไรช่างเขา ฉันพอใจแปลอย่างนี้ มันฟังง่ายดี

---ธุดงค์---

ต่อไปนี้จะนำปฏิปทาของหลวงพ่อปานเรื่องธุดงค์มาเล่าให้ลูกหลานฟัง คำว่าธุดงค์ลูกหลานคงเห็นว่าเป็นของปกติธรรมดา คือ พระเดินถือกลด (ร่มผ้าขาว) มีมุ้งกลม ๆ พอจะกางกับกลดได้ เที่ยวปักกลดตามข้างเสาเรือนชาวบ้านบ้าง ตามกลางทุ่งนาบ้าง เข้าปักกลดในตลาดแม้ใจกลางกรุงเทพฯ ก็มีบ้าง ท่านพวกนี้ท่านธุดงค์เหมือนกัน แต่ทว่าเป็นธุดงค์ตามแบบของพระพุทธเจ้าบ้าง แบบเดียรถีย์บ้าง เอาแน่นอนอะไรไม่ค่อยได้ คำว่าธุดงค์มีข้อปฏิบัติอยู่ ๑๓ ข้อ จะออกป่า ออกทุ่ง หรืออยู่ในวัดก็ทำได้สุดแล้วแต่ใครจะชอบแบบไหน แบบที่อยู่ในวัดก็ทำได้ เช่น ฉันอาหารเวลาเดียว ถือนั่งเป็นวัตร บิณฑบาตทางเดียว ถือผ้าใช้นุ่งห่มเฉพาะ ๓ ผืน ดังนี้เป็นต้น หรือจะออกป่าอยู่ตามโคนไม้ก็ได้ เรื่องข้อปฏิบัติธุดงค์จะไม่พูดให้ฟังละเอียด จะพูดแต่ธุดงค์ออกนอกวัดที่พวกเธอเห็นกันเป็นประจำ สมัยนี้ฉันสงสัยเห็นท่านธุดงค์กันแปลกมาก เที่ยวปักกลดใกล้บ้านเกินไป ปักอยู่แห่งละหลาย ๆวัน รับเงินที่เขาถวาย แจกพระแจกตะกรุดและให้หวยบอกบุญให้ชาวบ้านไปทำบุญที่วัด ฉันแปลกใจมากที่พระสมัยนี้มีความรู้มาก มีตำแหน่งหน้าที่เป็นใหญ่เป็นโตกันมาก ทำไมปล่อยให้เรื่องธุดงค์แปลกไปมาก พระธุดงค์ความจริงเป็นพระละ ตามระเบียบท่านให้ปักกลดไกลบ้านไม่น้อยกว่า ๑ กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เสียงชาวบ้านรบกวนเมื่อยามที่ต้องการความสงัด และไม่ไกลเกินไปสำหรับเมื่อต้องการอาหารจากชาวบ้าน ท่านบัญญัติให้ปฏิบัติเพื่อละ แต่เห็นพระท่านรับเงินรับของถวายที่มีค่า ฉันแปลกใจคิดว่าพระพุทธศาสนาสิ้นแล้วหรืออย่างไร ปฏิปทาภายนอกจึงเข้ามาแทรกแซงได้ ธุดงค์ที่ฉันจะเล่าให้ฟังนี้มีระเบียบดังนี้

๑. พระธุดงค์มีหลักปฏิบัติเหมือนกันหมด คือ ไปหาที่สงัดเพื่อปฏิบัติละกิเลส ไม่ใช่ไปแสวงหากิเลส (ลาภผลหรือบอกบุญชาวบ้าน)

๒. ปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์ คือ ออกจากวัดแล้วมุ่งเข้าป่าสูง ไม่ต้องการอาหารจากชาวบ้าน ถ้าไม่ดีจริงให้มันตายไปเลย

๓. ออกธุดงค์แบบธรรมดา ปักกลดไกลบ้านเกินกว่า ๑ กิโลเมตร ไม่รับเงิน ไม่ให้หวย ไม่แจกของขลัง มุ่งปฏิบัติความดี เงินทองก็ไม่มีติดตัวไป

๔. ก่อนออกธุดงค์ฝึกพระกรรมฐานด้านสมถภาวนาดีพอควรที่จะเลี้ยงตัวรอด

๕. ถือการละกิเลสเป็นสรณะ

ตามที่กล่าวมาเป็นการบอกแต่โดยย่อพอเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตามใจ การธุดงค์ที่จะพูดต่อไปจะแสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อปานเป็นพระอภิญญา พวกฉันที่เป็นศิษย์เมื่อฝึกตามครบ ๑ พรรษา เมื่อออกพรรษาแล้วก็อยากออกธุดงค์ ท่านฝึกฝนวิธีการธุดงค์อย่างเครียด เพราะพวกฉันสามสัตว์หรือสามลิงหรือสามองค์ จะเรียกว่าอย่างไรมันก็ถูกทั้งนั้น อยากปฏิบัติแบบอุกฤษฏ์ เมื่อไม่ดีก็ให้ตายเสียในป่า ฉันเคยบอกแล้วว่าคณะฉันไม่มีใครเต็มเต็งเลย บ้า ๆ บอ ๆ เกินชาวบ้าน หลวงพ่อปานชอบคนบ้า ท่านสั่งมาเราบ้าทำทุกอย่าง เรื่องกำหนดเวลาหรือไม่ทันครบเราทำกันเสร็จก่อนเป็นไหน ๆ ท่านชอบใจ เมื่อบอกว่าจะออกธุดงค์แบบยอมถวายชีวิต ท่านก็ตกลง ซ้อมพระกรรมฐานทุกแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรหมวิหาร ๔ ต้องรักษาเป็นฌานได้ตลอดเวลา หลักสูตรวิชชา๓ ๒ข้อต้นต้องคล่อง มันเป็นเรื่องหมู ๆ ไม่มีอะไรยาก ก็พวกเราที่มาบวชพวกเราต้องการวิชชา๓ ๒ข้อต้น เพียงไม่กี่เพลงพวกเราเอามาครองเสียสบายใจ เมื่อของในกระเป๋าเป็นของสำคัญที่ต้องมีไปในระหว่างธุดงค์ เมื่อถึงเวลาซักซ้อมไม่มีอะไรหนัก การซ้อมหาข้าวที่ไม่ต้องหุงกิน พวกฉันได้ป่าอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสนามซ้อม ไม่มีอะไรบกพร่อง

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เดือนยี่ มีนาคม ๒๔๘๐ ก็ออกเดินทางเข้าป่า สมัยนั้นการเปลี่ยน พ.ศ. เปลี่ยนกันเดือนเมษายน เดือนมีนาคมยังเป็น พ.ศ. ๒๔๘๐ เมื่อสมาทานเสร็จ ท่านก็สั่งว่านับแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจงพยายามหนีบ้าน รีบเดินให้พ้นเขตบ้านภายใน ๓ วันเป็นอย่างช้า ต่อจากนั้นจงอยู่แต่ในป่าที่ไม่มีบ้านบิณฑบาต ถ้าเธออยู่ในป่าโดยไม่พบบ้านเลยไม่ถึง ๓ เดือนเข้าเขตบ้าน เธอจงอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้า ถ้าอยู่ในป่าเป็นปกติครบ ๓ เดือนโดยไม่อาศัยชาวบ้านกินเลย เธอกลับมาหาฉันได้ เมื่อได้รับบัญชาแล้วสามลิงสามสัตว์หรือสามฤาษีมุนีบวมต่างก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีใครวิตกกังวลอะไรเลย พวกเราหวังเดินเข้านิพพาน นิพพานอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ หวังส่งเดชไปอย่างนั้น ท่านว่าธุดงค์ต้องหวังนิพพาน ไม่ใช่ธุดงค์ไปประจบชาวบ้าน หรือมุ่งขอทานชาวบ้าน หรือขายของให้แก่ชาวบ้าน ท่านบอกว่าพวกนั้นไม่ใช่พระ เป็นเดียรถีย์ปลอมเข้ามาบวช ฉันฟังแล้วฉันไม่เข้าใจว่าเดียรถีย์มันเป็นอย่างไร สนใจอย่างเดียวคือป่าสูง ออกจากวัดร่วมกับสหาย ข้ามหน้าวัด เดินตัดออกทางหัวเวียง มุ่งผักไห่ ปักกลดที่ใกล้ตำบลท่าแก้ว พอฉันข้าวเช้าแล้วเดินตัดเข้าเขตอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ข้ามเขตศรีประจันต์ ปักกลดที่อำเภอไร่รถ รุ่งขึ้นออกจากไร่รถ ตอนนี้ไม่รู้ว่าตำบลอะไรบ้าง เดินกัน ๗ วันก็ถึงป่าที่ชอบใจ คือ มีต้นไม้สูงภายล่างร่มรื่น เตียน อากาศสบาย สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่เดินกันเป็นปกติ ไก่ป่าตัวน้อย ๆ ที่เขาว่าเปรียว เห็นพวกฉันเข้าไม่หนี เพราะมันไม่เคยถูกสัตว์คนรบกวน ด้วยเป็นดินแดนที่พวกพรานเดินไปหาสัตว์ไม่ถึง มีเขาใหญ่ มีธารน้ำที่ใสสะอาด มันจะชื่อว่าตำบลอะไร สามลิงสามสัตว์ไม่สนใจ หาทำเลได้เหมาะก็ปักกลด

---ปฏิปทาในยามอยู่ป่า---

๑. เจริญพรหมวิหาร ๔ ในระดับฌานเสมอ

๒. เจริญเทวตานุสสติ สลับพรหมวิหาร ๔

๓. เอาใบไม้ที่ร่วงหล่น ต้นไม้ที่ยืนตาย กระดูกสัตว์ที่ตายและปรากฏให้เห็นเป็นอารมณ์วิปัสสนาญาณ

๔. ตอนเช้า เช้ามืดทรงพรหมวิหาร ๔ พอใกล้สว่างทรงเทวตานุสสติกรรมฐาน พอสว่างใช้วิปัสสนาญาณและพรหมวิหาร ๔ ออกเดินบิณฑบาตทั้ง ๆ ที่ไม่มีบ้าน เราอยู่กันที่โคนต้นไม้เห็นทางไกลหลาย ๆ กิโล เพราะไม่มีป่าบัง เป็นป่าไม้ใหญ่ มีใบเฉพาะยอด ข้างล่างโปร่งเตียนน่าสบาย และก็สบายจริง ๆ เราเดินกันไปไม่ถึง ๒๐๐ เมตร ก็มีเด็กหญิงชาวป่าแต่งตัวด้วยผ้าเก่ารุ่งริ่ง อายุประมาณไม่เกิน ๑๓ ปี มารอใส่บาตรพวกเรา ข้าวของเธอสีเหลืองหอมใส่มาคนละ ๓ ทัพพีไม่มีกับข้าว มีแต่ดอกไม้ที่ฉันไม่เคยเห็นมาในข้าวองค์ละ ๑ ดอก ดอกไม้มันมีกลิ่นหอมชื่นใจชอบกล คล้ายกลิ่นกระแจะผสมเกสร เมื่อกลับมา ฉันข้าว ๓ ทัพพีอิ่มพอดีและชุ่มชื่น ไม่อยากแม้แต่น้ำ มีอาการปลอดโปร่ง เธอใส่บาตรอย่างนั้น ๒ วัน วันที่สองเจ้าลิงเล็กมันขี้สงสัยว่าเด็กคนนี้มันมาจากไหนวะ บ้านไม่มีสักหลัง เดินสำรวจออกไปประมาณเกือบ ๑๐ กิโลเมตรก็ไม่ปรากฏว่ามีบ้าน เวลาเธอมาใส่บาตรไม่ทราบว่ามาจากไหน พอเดินไปก็พบ เจ้าลิงถุงนี่สร้างความระยำ วันรุ่งขึ้นพอเธอมาใส่บาตร มันถามว่า น้องสาว บ้านเธออยู่ไหน เธอเดินมาคนเดียวไม่กลัวเสือหรือ เธอมองหน้าเจ้าลิงเล็กแล้วเธอก็ไม่ว่าอะไร เธอหัวเราะเสียงดังเข้าป่าไปประมาณ ๑๐ เมตรก็มองไม่เห็นตัว นับตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่มีใครมาใส่บาตรให้กินอีก เจ้าลิงระยำนั่นมันสร้างความเดือดร้อนทั้งพวก มีความรู้แต่ไม่ได้นำออกใช้เพราะเข้าใจว่าเป็นคน ตอนที่ซ้อมนั้น ซ้อมหาจากต้นไม้ ไม่ทันอาศัยต้นไม้ก็มีคนมาดักทางใส่บาตร เลยคิดว่าคนธรรมดา เจ้าลิงปากอยู่ไม่สุข ไปถามเธอเข้าเลยไม่ให้กินทั้งเหล่า ปลาข้องเดียวกัน เมื่อเน่า ๑ ตัวพลอยเหม็นไปด้วยกัน เมื่อไม่มีใครให้พวกเราก็ตัดใจละ ไม่ละเลยทีเดียว ละการออกหากินแต่ไม่ละการกิน คงกินต่อไป ไม่ได้กินข้าว กินหญ้าแทน เห็นเปราะป่าอยู่ใกล้ ๆ ดึงใบที่ม้วนอยู่ตรงกลางมากินแทนข้าว เป็นคนเป็นแล้ว เป็นลิงก็เป็นแล้ว แต่ควายยังไม่ได้เป็น คราวนี้มาสมาทานเป็นควายดูบ้างเห็นมันดีแน่ ไม่เป็นไร อาหารไม่เหม็นคาวดี

---หลวงพ่อเมตตา---

ขณะที่อดอาหารเข้าวันที่ ๓ แม้จะอดอาหาร เรื่องอาหารเมื่ออยากอดก็อดไป แต่ระเบียบใด ๆ ที่หลวงพ่อสั่งไป พวกเรารักษากันด้วยชีวิต ไม่ละ ไม่ขาด ไม่บกพร่อง เพราะพร้อมที่จะตายเพื่อพระนิพพาน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าพระนิพพานอยู่ที่ไหน ท่านสั่งอย่างไร พวกเราทรงไว้อย่างนั้น คืนวันที่ ๓ จากวันที่อดข้าว เวลาประมาณ ๒ ทุ่ม ๒๐ น. เรื่องเวลานี่เอาแน่นอนไม่ได้ เพราะไม่มีนาฬิกาไป ใช้แต่นาฬิกากะคือกะ ๆ เอาอย่างนั้นเอง ด้วยฉันเวลาเดียวไม่ต้องมีนาฬิกา นั่งทำสมาธิกันตามปกติ ทุกองค์ต่างก็เห็นหลวงพ่อปานไปหา ท่านพูดว่าคนที่เขาใส่บาตรเขาเป็นเทวดา ทำไมเจ้าขัดคำสั่งพ่อ เรื่องของเขา ๆ จะอยู่ที่ไหน มีอาชีพอะไร เราไม่ควรสนใจ เราต้องการอย่างเดียวคืออาหาร เขาให้แล้วก็แล้วกัน ไปถามเขาทำไม พรุ่งนี้ไปสายเดิม (ทางเดิม) พ่อตกลงกับเขาไว้แล้ว จะมีคนใส่บาตรเพิ่มเป็น ๓-๔ คน จงอย่าคุยกับเขาอย่าสนใจเขา เราต้องการแต่อาหารจงจำไว้ แล้วท่านก็หายไป เมื่อเลิกกรรมฐานก็ลืมตาและคุยกัน ต่างคนก็ต่างพูด แย่งกันพูด เล่าเรื่องที่หลวงพ่อปานมาบอก ท่านบอกเหมือนกันกันทั้งสามสัตว์ อาการที่ต่างคนต่างบอกช่างเหมือนกับพวกดูหนังดูละครมาด้วยกัน ต่างคนต่างเล่าเรื่องเหมือนกับฉันและเพื่อนต่างคนต่างเล่าเรื่องที่หลวงพ่อปานมาสั่ง เป็นอันว่าท่านสงเคราะห์ และท่านมีญาณพิเศษจริง รุ่งเช้าเมื่อเดินไปบิณฑบาตก็ปรากฏว่ามีคนใส่บาตร ๔ คน มีผู้ชายรวมอยู่ด้วย ๑ คน ท่านแน่มาก อย่างนี้ถ้าไม่เรียกว่าอภิญญา เราจะเรียกว่าอะไรดี

ตอนกลางคืนหลังจากที่เห็นหลวงพ่อปานแล้ว พวกฉันก็คุยกันตามประสาลิงสามสัตว์เท่านั้น เมื่อคลายอารมณ์ก็คุยกัน เรื่องที่คุยกันก็ปรารภพระนิพพานและอารมณ์พระกรรมฐาน เจ้าสองลิงชำนาญกสิณ ฉันมีกสิณกับเขา ๗ กอง ไม่ครบ ๑๐ กอง หลวงพ่อท่านให้พักหันไปเจริญอนุสสติและอสุภ และอย่างอื่นตามที่เห็นว่าสมควร พวกสองลิงเขาสงสัยเรื่องอสุภ ฉันบอกเขา ฉันสงสัยวิธีฝึกอภิญญา เขาก็บอกให้ คุยกันไปพอเพลิน เจ้าเพื่อนรักเพื่อนเกลอย่องมาเมื่อไรไม่รู้ มานั่งพับเพียบขาหลังขาหนึ่งเรียงหน้าอย่างเรานั่งพับเพียบ อีกรายขาหนึ่งไปข้างหลัง สองขาหน้ายันพื้น เจ้าเพื่อนนี้เป็นใครลูกหลานคงสงสัย เขาคือเสือโคร่งตัวมหึมาทำท่าคล้ายยิ้ม เขามองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีแล้วขยับหนวด ไม่รู้มันคุยเรื่องอะไรของมัน ท่าทางมันไม่น่ากลัวเลย พวกฉันมีอาการและใจปกติ เขาคุยอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็อำลาไป มันคงจะคิดว่า เอ เจ้าเสือ ๓ ตัวนี่ทำไมไม่มีลายและหัวก็โล้น เขี้ยวก็สั้น หรือมันจะคิดว่าเจ้าลิง ๓ ตัวนี่ทำไมไม่มีหาง เสือกมานั่งอยู่ทำไมที่โคนไม้ เมื่อมันไปแล้วพวกฉันเข้ากรรมฐานทรงฌานกันใหม่ พอเหนื่อยก็หลับสบาย เรื่องตายไม่สนใจ เรื่องธุดงค์ของฉันที่นำมาเล่าก็เพื่อให้ทราบว่าเมื่อทำอะไรผิดหลวงพ่อปานท่านรู้ด้วยญาณจริง พอมาถึงวัดท่านพูดเรื่องปากเสียก่อนอื่น เจ้าลิงเล็กทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมชอบกล เป็นอันว่าธุดงค์ของคณะฉัน ฉันเล่าให้ฟังเท่านี้ด้วยไม่ต้องการโฆษณา ที่นำมาเล่าเพราะเกี่ยวพันกับเรื่องของหลวงพ่อ ต่อไปจะนำเรื่องของหลวงพ่อปานโดยตรงมาเล่าสู่ลูกหลานฟังตามที่จะพึงทำได้ วันนี้ขอเอวังกันเท่านี้ วันหน้าฟังต่อใหม่

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
พิมพ์โดย casnova30 ก.ค. 2545 21:10:58