Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***พบพระอภิญญาในป่าลึก...๒***

อีตอนนี้ก็สงสัยถามท่านว่า การไปพระนิพพานแบบง่าย ๆ ไปอย่างไร เอาแบบง่าย ๆ เพราะว่าวิธีกรรมในเมืองมนุษย์เวลานี้เขาสอนกันมันยากเหลือเกิน ท่านก็เลยหันไปถาม ท่านถามว่า เวลาที่เธอตายครั้งที่ ๓ แล้วเธอไปพระนิพพานเธอไปแบบไหน บอกว่าเวลานั้นข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้คิดว่าจะไปพระนิพพาน เป็นแค่เพียงคิดว่าทรัพย์สินไม่มี ญาติไม่มี พี่น้องไม่มี พ่อแม่ไม่มี ร่างกายก็ไม่มี มันกำลังจะสลายตัว ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีห่วงอะไร ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของตน เมื่อมันจะพังก็เชิญมันพัง ทำจิตสบาย ใช้อารมณ์ว่างจากสิ่งที่เป็นอกุศล ไม่ใช้อารมณ์เกาะอะไรทั้งหมด สิ่งที่ยึดคือพระบารมี ได้แก่ การนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้า การนึกถึงความดีของพระอริยสงฆ์ผู้มีพระธรรมเป็นประธาน มีพระธรรมเป็นปัจจัย ท่านก็เลยบอกว่า นั่นคุณคิดถูกแล้วนี่ แล้วคุณจะถามทำไม การที่จะไปนิพพานมันเป็นของไม่ยาก มันง่ายกว่าอะไรทั้งหมด ก็ปลดเสียอย่างคุณคิด คุณคิดแบบไหนแบบนั้นแหละเป็นวิธีที่ถูก เอาแบบนั้นแหละเป็นเครื่องคิด ไม่ต้องไปนั่งท่องให้มันเหนื่อยให้มันเมื่อย ไม่ต้องไปนับจิตไม่ต้องไปนับอะไร ปลดมันเสียเลยสบาย ๆ หัดปลด มันง่ายนิดเดียว พอท่านพูดให้ฟังก็เข้าใจ ท่านก็เลยพูดว่าคุณนี่อย่าคุยมากไปสิ นี่พระท่านสั่งให้ไปที่อยู่ของเธอใช่ไหม ก็กราบลงไปบอกว่าใช่พระพุทธเจ้าค่ะ แต่ข้าพระพุทธเจ้าขอมาถวายนมัสการก่อน ท่านก็บอกว่าดี ทำดี รีบไปบ้านของเธอ ก็เลยลาท่าน ฉันก็ไปบ้านของฉัน อีวันที่ฉันขึ้นไปลูกหลานเอ๋ย บ้านของฉันมันสวยเป็นพิเศษ ความสวยงดงามที่เห็นมาในกาลก่อนมันเทียบไม่ติดได้เลย แตะไม่ถึง ไม่มีอะไรจะเข้าไปสู้ได้ วันนี้มันสวยมาก เยือกเย็นมาก มีความสุขมาก ฉันก็เดินไปเดินมาในบริเวณบ้านของฉัน และผลที่สุดก็มองไปที่หอระฆังแอบไปเจอะพระพุธเจ้าองค์หนึ่งท่านประทับอยู่ เมื่อเห็นท่านประทับอยู่ที่เดิม อีตรงนั้นฉันไปคราวก่อน ฉันเข้าไปพบพระพุทธเจ้าตรงนั้น

ฉันเข้าไปนมัสการ ไปกราบท่าน ท่านก็บอกว่า เธอจำได้ไหม คราวตายครั้งที่ ๓ เคยมานั่งตรงนี้จำได้ไหม บอกว่า จำได้พระพุทธเจ้าค่ะ เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าคิดว่าพระองค์เสด็จประทับอยู่ และทุกครั้งก็ถวายนมัสการที่ตรงนี้แล้วไม่ยอมนั่ง เพราะเป็นที่ ๆ พระพุทธเจ้าเคยนั่ง ท่านเลยบอกว่าสาธุ ดีแล้ว ตั้งใจดีแล้ว แต่ว่ามันเป็นที่ของเธอ ๆ จะนั่งก็ได้ ตถาคตมานั่งชั่วขณะ ก็นั่งคุยกับท่าน ท่านชี้ชมให้ดูสถานที่ต่าง ๆ ชมไปชมมา ชมมาชมไปก็ไปชมวิมานใหม่ ๆ ที่มันโผล่ขึ้นมาทางทิศตะวันออกอีก ๘ หลัง ถามว่านั่นวิมานใคร ท่านเลยบอกว่าบริษัทของเธออย่างไรล่ะ ในบริษัทของเธอน่ะ มีโอกาสนะ กลุ่มพิเศษน่ะมีด้วยกันหลายกลุ่มนี่เฉพาะกลุ่มนั้น ๘ หลังน่ะ แต่ละคนมีโอกาสทั้งนั้น ไปเตือนเขาให้ไปปฏิบัติตามที่เธอคิดนะ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ไม่ต้องไปใช้วิธีลีลาอะไรมาก มันยุ่งเปล่า ๆ อย่าไปยึดอุปาทาน แล้วอย่าไปเชื่อคนที่เขามองไม่เห็นผี คนที่มองไม่เห็นผี เล่าเรื่องผีให้เธอฟังมันจะเล่าถูกต้องอะไร คนที่ไม่เคยเห็นนิพพานไปให้เขาสอนให้เธอ แล้วเธอไปรับคำสอนของเขามันจะถูกหรือ นี่เธอพบของเธอเอง เธอเห็นของเธอเอง แล้วบริษัทของเธอ ถ้าเขาต้องการก็เอาไอ้ที่เธอได้นั่นแหละให้เขา มันเป็นของกลาง ๆ คือ การตัดขันธ์ ๕ อย่างที่ฉันเล่ามา แล้วท่านก็ชวนชี้ชมสถานที่ต่าง ๆ มันมีความสวยสดงดงามเป็นพิเศษ ฉันเข้าไปในอาคารที่ฉันอยู่หลังหนึ่ง มันมีอยู่ ๓ หลัง พอเข้าไปแล้วเครื่องประดับมันรกรุงรังไปหมด ฉันถามว่ามันรกไป อย่างนี้จะทำอย่างไร ท่านว่าก็เธอสร้างไว้มากมันก็รกมาก ถ้าเธอต้องการให้มันสวยแค่ไหนก็นึกเอาเองสิ นึกว่าจงสวยแค่นั้น พอนึกตามท่านเท่านั้นเอง ปรากฏว่ามันเป็นไปตามรูปที่นึก ก็แปลกเหมือนกัน ไม่ต้องไปหยิบไม่ต้องไปจับ เมื่อเวลาชมดูเป็นที่พอใจ ท่านบอกว่านี่เวลานี้มันหมดเวลาแล้วนะ ประเดี๋ยวคณะบริษัทของเธอเขาจะเลิก เขาจะลำบาก ถ้ากระไรก็ดีกลับลงไปเสียก่อนแล้วก็หมั่นมานะ ที่ตรงนี้ควรจะหมั่นมาทุก ๆ วัน จิตมันจะได้เคย จิตมันจะได้ชิน เพราะเราเป็นหัวหน้าเขา ถ้าจิตของเราเลวแล้วลูกน้องเลวหมดนะ ถ้าจิตของเราดีเสียคนเดียว จิตของเขาเลวก็เลวไปไม่ได้มาก

เวลาแนะนำเวลาพร่ำสอนกันมันรู้สึกว่าไม่ลำบากนัก ไม่เอาของผิดมาสอน เลยเป็นห่วงเรื่องหนึ่งเรื่องใช้เงินผิดประเภท เลยถามท่านว่า การที่ข้าพระพุทธเจ้าใช้เงินผิดประเภทนี่ เงินที่เขาให้ใช้แล้วไปสร้างอะไรต่ออะไร ให้ความสะดวก ให้ความเป็นอยู่อะไรทุกอย่าง อะไรที่เห็นว่ามันไม่สะดวกก็มาทำให้มันสะดวกขึ้น อาคารไม่มีสร้างมันขึ้นมา เครื่องใช้การติดต่อไม่มีก็สร้างขึ้นมา อะไรก็ตามสร้างให้มันครบ ทำอย่างนี้มันจะเป็นการผิดระเบียบในทางพระพุทธศาสนาไหม มันจะมีอะไรสักนิดหนึ่งไหมพระพุทธเจ้าค่ะที่จะทำให้มันเศร้าหมอง คือกันความดีให้มาถึงในที่นี้ยาก พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์บอก มันจะมีอะไร มีแต่จะดีขึ้น เธอเอาเงินของเขาไปสร้างความสะดวกเป็นสาธารณประโยชน์แล้ว ก็บอกให้เขาโมทนา แล้วท่านพวกนั้นแหละต่อไปจะสะดวก เพราะอานิสงส์ความสะดวกมันให้ จะมีอาการคล่องตัวทุกอย่าง ฟังแล้วก็ดีใจ เมื่อถึงเวลาก็กลับ นี่แหละลูกหลานที่รัก หลังจากวันที่ ๖ ธันวาคมมาแล้วนะ ธันวาคม ๒๕๑๔ โงไม่ขึ้นแล้วก็เดินทางเข้าไปกรุงเทพฯ บ้าง หาทางอีลุ่ยฉุยแฉก ทำอย่างโน้นทำอย่างนี้ หาทางออกกำลัง พูดไม่ไหว คือจะมาพูดให้ลูกให้หลานฟังนี่น่ะพูดไม่ไหว ก็เลยหางานอื่นทำแทน วันนี้พอมีแรงจะมาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานให้ลูกหลานฟัง แล้วเลยอีเหละเปะปะมาเสียเยอะแยะ นี่เวลากาลผ่านมามากแล้วเกือบชั่วโมง ฟังอะไรไม่ได้เรื่องเสียงของฉันน่ะมันจะไปถึงไหนก็ไม่รู้นะ มันจะไปได้มากหรือได้น้อยยังไงไม่รู้ บางวันฉันอาจจะพูดมาก บางวันอาจจะพูดน้อยสุดแล้วแต่แรงนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไหน ๆ ก็พูดกันแล้ว นี่ก็ชักเหนื่อยแล้วเหมือนกัน แต่ว่าเอาเรื่องของหลวงพ่อปานมาต่อกันเลยตรงนี้ดีกว่า ไอ้ที่มันพูดมาแล้วจะเลอะเทอะอะไรตามใจฉันก็แล้วกัน ฉันเป็นคนพูดนี่แล้วฉันพูดคนเดียว ใครจะมานั่งขัดคอฉันล่ะ

วันที่ ๖ ธันวาคม ดูเหมือนจะจำแว่ว ๆ นะ ฉันพูดไปแล้ว ฉันจำไม่ค่อยได้เหมือนกัน เรื่องน่ะฉันจำของฉันได้ แต่มันไปจบตรงไหนซิ ฉันคิดว่าฉันคงจะพูดพาดพิงไปถึงเรื่องท่าน เพื่อนหลวงพ่อปานที่ได้อภิญญาที่เชียงตุง เอาอย่างนั้น เป็นอันว่าไปธุดงค์ครางนั้นเราออกเดินทางกันตั้งแต่ข้างแรมเดือนอ้าย แล้วกลับวัดเอาใกล้จะเข้าพรรษาเดือน ๘ นี่กี่เดือน ลูกหลานนับเอาก็แล้วกัน ไปดงกันจริง ๆ กินข้าวชาวบ้านไม่กี่วัน นอกนั้นกินข้าวในป่า แต่ว่าการไปคราวนั้นก็มีบารมีติดตัวมาจนเดี๋ยวนี้ คือว่าเจ้าลิงมันลูบหัวฉัน ลูบจนกระทั่งหัวล้านจนกระทั่งบัดนี้ เวลานี้ฉันหัวล้านไป เขาเรียกว่าล้านลิงลูบ ไม่ใช่ล้านอะไรหรอก ลิงมันลูบเสียจนล้าน นี่มันจะล้านของมันเองเสียกระมัง แต่ความจริงภาวะการหัวล้านนี้ฉันต้องการ ฉันไม่คิดจะสึก ฉันขี้เกียจให้เขาโกนหัวฉัน เส้นผมมันหนาและใหญ่ เวลาโกนหัวก็เจ็บ คนโกนเขาก็บ่น มีดโกนต้องใช้ ๒ เล่ม ๓ เล่ม แต่อีตอนนี้มันเริ่มล้าน แต่มันล้านไม่หมด ฉันตั้งใจให้มันล้านเกลี้ยงเลย เอ้า มาว่ากันต่อไป เมื่อเข้าถึงเขตเชียงตุง ไปตามถ้ำต่าง ๆ จึงพบพระ เพื่อนของหลวงพ่อปานที่ได้อภิญญา เรื่องก็มีมาว่าเข้าไปพบพระองค์หนึ่ง มีภูเขา ฉันไม่รู้ว่าเขาอะไร ท่านบอกว่าเชียงตุงนี่ เชียงตุงหรือไม่ตุงฉันไม่รู้ เข้าไปในป่ากันเรื่องนี่ ฉันไม่รู้เรื่องจริง ๆ ท่านไม่ยอมเข้าบ้านเข้าเมือง ท่านลัดป่าตะพึด กินข้าวในป่า พอเข้าไปถึงเขาลูกหนึ่ง แล้วก็มีพระองค์หนึ่งผมยาว ไม่ใช่ประบ่านะ ยาวใกล้ถึงเอวเลย และไอ้ที่ตัวของท่านนี่ ท่านห่มผ้าใส่เสื้ออะไรของท่านนี่ มันไม่มีสีเหลือง สีอะไรอย่างพวกเราใช้กันหรอก อีหรุปุปะ สีบอกไม่ถูก พอเข้าไปแล้วพอเห็นกันเข้า หลวงพ่อปานท่านถาม เออ นี่พระหรือคน พระองค์นั้นหันมาทำตาขวาง ๆ แก่ ๆ ผอม ๆ ก็เลยถามว่าไอ้พระมันอยู่ที่ไหน ท่านพูดแบบนี้นะว่า เฮ้ย พระมันอยู่ที่ไหนวะ หลวงพ่อปานท่านว่า เอ้า เห็นผมยาว ผ้าอีหรุปะปะสีเหลืองไม่มี จะรู้หรือว่าพระหรือคน ท่านก็ถามว่าพระมันอยู่ที่ผมหรือวะ หลวงพ่อป่านท่านบอกไม่ใช่ ท่านถามต่อไปว่าพระมันอยู่ที่ผ้านุ่งหรือวะ หลวงพ่อปานท่านบอกว่าไม่ใช่ ท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่าพระอยู่ที่ไหน หลวงพ่อปานบอกว่าพระน่ะอยู่ที่ใจสะอาด แล้วท่านก็เลยหันมาบอกว่าถ้าอย่างนั้นละก็เสือกมาถามทำไมว่าพระหรือคน หลวงพ่อปานบอกว่าเห็นผมยาวเห็นผ้ารุงรังก็ในเมื่อพระไม่ได้อยู่ที่ผม พระไม่ได้อยู่ที่ผ้า แล้วเสือกมาถามทำไม ทำไมไม่ดูใจคน

อีตอนนี้ท่านทำท่าโมโหจัดแล้วบอกว่า ไอ้พระบ้านพระเมืองพระกินข้าวชาวบ้านแบบนี้อวดดี มันจะต้องเห็นดีกัน หันไปคว้าไม้แบบหวายยาวสักวาเห็นจะได้ขว้างปั๊ป ขว้างตกไปข้างหน้าท่านกลายเป็นงูใหญ่เบ้อเร่อ ยาวหลายวา ใหญ่มาก เผ่นเข้ามาทำท่าจะกัด บรรดาลิงหน้าพลับพลาทั้งหลายหลบไปอยู่หลัง หลวงพ่อปานกันหมด ชักแปลกใจเห็นไม้เป็นงู หลวงพ่อปานเห็นงูเผ่นเข้ามา ท่านก็เลยบอกเฉย ๆ เสีย แล้วก็หยิบใบไม้ขว้างลงไป ใบไม้กลายเป็นนกเฉี่ยวเอางูติดเล็บขึ้นไปนู่นยอดไม้ยอดไร่ แล้วก็เล่นกันอยู่อย่างนั้นล่ะ ทำเป็นเสือเป็นสางเป็นอะไรต่ออะไรของท่าน ไม่เห็นท่านเสกท่านเสิก คว้าอะไรได้ก็ขว้างลงไปมันก็เป็นขึ้นมา อีกองค์ก็คว้าขึ้นมาได้ ก็ขว้างไปลงเป็นตัวอะไรมาได้แล้วก็รบกัน อย่างนี้น่าจะให้ท่านเจ้ากรมสื่อสาร คุณเสริมได้ไปมั่งก็ดี เพราะชอบอ่านหนังสือจีน แบบนี้เล่นหนังจีนไม่ต่างกันเท่าใดนัก ดูจะดีกว่า หนังจีนมันยังโกหก นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก เป็นเรื่องของพระได้อภิญญา เมื่อล่อกันเหนื่อยแล้วต่างคนต่างนั่งหัวเราะกัน แล้วก็คุยให้ฟังว่า นี่ข้าเพื่อนกัน ล่อกันเสียพักเราก็เข้ากราบท่าน หลวงพ่อปานพยักหน้าเลยเข้าไปกราบ เห็นเลิกเป็นข้าศึกกันแล้ว เข้าเซ็นสัญญาทำสัมพันธไมตรีกัน เรียกว่าเซ็นสัญญาสันติภาพกัน แล้วเลยเข้าไปกราบท่าน ท่านเอามือมาลูบหัว หลวงพ่อปานก็บอก พระพวกนี้เขาอยากเห็นของจริง แล้วเขาเป็นคนเอาจริง นี่พวก ๓ - ๔ องค์นี่เขาเอาจริง ก็เลยอยากจะพามาให้พบ อยากจะให้สอน ๒ องค์นี่ในด้านอภิญญา ท่านชี้ไปที่ฤาษี ๒ องค์ ที่ฉันท่านไม่ชี้ แล้วท่านก็บอกองค์นี้ไม่ได้ เล่นอภิญญาไม่ได้ คือว่า ต้องอยู่บ้านอยู่เมืองเป็นหนี้เขาอยู่มากต้องใช้หนี้เขา ลูกหลานมาก บริวารมาก บริษัทมาก ให้เล่นอภิญญาไม่ได้ ถ้าขืนเล่นอภิญญาเดือดร้อน ดีไม่ดีพระเขาจะหาว่าอวดอุตริมนุสธรรม แล้วพากันจับสึกเข้าอะไรเข้าจะพากันลงนรก พระพวกได้อภิญญานี่ดีไม่ดี ถ้าเป็นอภิญญาโลกียวิสัย ถ้าละกิเลสไม่ได้หมดก็จะล่อพระหรือชาวบ้านที่มาว่ามากลั่นแกล้งอานไปตาม ๆ กัน ดีไม่ดีก็ชี้ให้ง่อยไปเสียบ้าง ขาเป๋ไปบ้าง ตาบอดไปบ้าง เดี๋ยวก็เอาปากทำตูดเอาตูดทำปาก ให้ขี้ออกทางปากกินทางตูด อะไรอย่างนี้ อย่างนี้เรียนไม่ได้ เรียนอภิญญาไม่ได้ สอนไม่ได้ องค์นี้ให้มันได้วิชชา ๓ ช่วยให้มันทรงโมนยิทธิเท่านั้นพอแล้ว

พอหลวงพ่อปานบอกเท่านั้น ไม่เห็นว่าท่านตั้งท่าอะไร ท่านหันมายิ้มฟันขาว แต่บอกว่า เฮอะ จะสอนอะไร ไอ้พวกนี้มันได้หมดแล้ว ไอ้นี่ มโนมยิทธิมันก็ได้แล้ว ไอ้เจ้าเขียนนี่มันก็ได้แล้ว บอกว่า เออ เขียนเอ๊ย หันไปถามท่านเขียนว่า เขียนเอ๊ย เอ็งน่ะมันรีบตายนะ ตั้งใจวิปัสสนาญาณนะโว้ย มุ่งเอาพระนิพพานเป็นที่ไป อย่าไปยุ่งกับใครนะ เอานิพพานอย่างเดียวนะเอ็งนะ กลับไปนี่ตายแน่ เอาเข้านั่น มันตายดีวะ ตายดีกว่าอยู่ อยู่นานเท่าไรลำบากเท่านั้น ตายเร็วเท่าไรสบายเท่านั้น นี่ท่านพูดกับท่านเขียนแล้วกับพวกฉันนะ พอหันมาถึงฤาษี ๓ องค์ บอก เออ เอ็งได้แล้วนี่หว่าอภิญญา เอ็งจะมาเอาอะไรกับข้า เอาละ ถ้ามันมีอะไรสงสัยถามข้าได้ แต่ข้าไม่มีอะไรบอกวะ อาจารย์แกเขาเก่งอยู่แล้ว ข้าน่ะไม่ได้เก่งกว่าเขาหรอก ไอ้เขาน่ะทำถ่อมตัวเพราะเขาอยู่ในบ้านในเมือง นี่เขาหายใจไม่ออก เรียกว่าเขาอดกลั้นไม่ไหว เขาก็ออกมาหาข้าเสียที นี่เขาทำแบบนี้มานานแล้ว เออ ข้ามันเป็นชาวดงชาวป่า จะเอาได้แต่วิชาป่าอย่างเดียว ต่อไปนี้ ๒ องค์ เราไม่มีหนี้กับเขา เออ ไอ้เจ้านี่…แล้วท่านก็หันมาหาฉัน เอ็งนี่ลูกมากหลานมาก เป็นหนี้เขามากนะลูกนะ เอามันแค่วิชชา ๓ ก็พอฮิ ลูกฮิ เอ็งจะเข้าป่าเข้าดงกับเขาได้ ก็เข้าได้ไม่นานหรอก ต้องไปใช้หนี้เขา ไอ้เด็ก ๆ เล็ก ๆ มันยังไม่เกิดก็มีอีกมาก สงเคราะห์เขาไปนะ เรามันพวกพ้องมากนี่ เรามีพวกมีพ้องมาก มีอะไรก็แบ่งปันเขาไปช่วยสงเคราะห์เขาไป เป็นการช่วยสงเคราะห์ตัวเองนั่นแหละ ท่านว่าอย่างนั้น ว่าเสร็จก็คุยกัน พักอยู่กับท่านประมาณครึ่งเดือน ท่านสอนวิปัสสนาญาณสวยงามมาก ว่าถึงลีลาที่ท่านสอนไพเราะเหลือเกินบรรดาผู้ฟัง แต่ลูกหลานที่รัก เวลาพูดจริง ๆ นี่นะ เวลาท่านสอนพระกรรมฐาน วิปัสสนาญาณ เห็นชัดพูดแจ่มใส พูดช้า ๆ และพูดสั้น ๆ การพูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง พูดชั่วโมงเอาเรื่องไม่ได้ ท่านพูดไม่กี่คำ ประโยคสั้น ๆ เข้าใจง่ายเห็นชัด นี่ท่านเป็นพระอรหันต์เสียเยอะแยะ

องค์หนึ่งแล้ว ต่อไปองค์ที่ ๒ องค์ที่ ๒ นี้ไม่มีอะไรหรอก พอไปถึงแล้วก็ปรากฏว่าทำปืน องค์นี้เอาไม้มาถากทำเป็นรูปปืนไว้เยอะแยะ พิง ๆ ไว้ในถ้ำ ไปถึงก็แต่งตัวแบบฆราวาสนี่แหละ วันนี้ไม่เล่ามาก หลวงพ่อปานถามว่าทำปืนทำไม บอกว่าต่อไปประเทศชาติเกิดสงครามก็เอาไม้นี่แหละแบกไปที่ตักศิลา ไปชุบ ๆ เข้าแล้วมันจะเป็นเหล็กแล้วเอามายิงข้าศึก ท่านถามว่าไม่บาปรึ บอกว่าไม่เกี่ยว บาปไม่บาปไม่เกี่ยว พระชาวบ้านไม่เกี่ยวนี่ มันเรื่องของพระป่า หลวงพ่อปานบอกว่า พระป่านี่ขี้โกหก มันจะมีแบบมีแผนอะไร เอาไม้มาถากเป็นปืนแล้วมาชุบเป็นเหล็ก แล้วเอายิงชาวบ้านได้ แบบแผนประเภทนี้มันไม่มี มันหาตัวอย่างไม่ได้ หาแบบฉบับที่ไหนไม่ได้ โกหกพกลม พระในป่าหาสัจจะความจริงอะไรไม่ได้ เป็นอันว่าทะเลาะกัน หลวงพ่อปานก็เลยบอกเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน มาแสดงกันให้ปรากฏ เอากันให้เห็นชัด เอากันให้ชัดเถอะ จะว่าปืนกระบอกไหนให้เป็นเหล็ก ไหนทำให้ดูซิ แล้วมันจะยิงได้อย่างไร ไอ้กระบอกก็ไม่มีรู ท่านเลยบอก เอา มาไปด้วยกัน ไปเมืองตักศิลา ไอ้เมืองตักศิลานี่มันอยู่ไหนฉันก็ไม่รู้ มาทุกคนไปด้วยกัน ไปเมืองตักศิลา ที่นั่นมีบ่อน้ำทิพย์สำหรับชุบเป็นเหล็ก ได้เป็นเหล็กกล้า ถ้าต้องการเป็นเหล็กกล้าไปชุบที่นั่นชุบได้ถ้าเหล็กไม่ดีนะ ท่านก็แบบปืน ท่านแบกไปกระบอกหนึ่งไม่ยักเอาไปหมด หลวงพ่อปานบอกทำไมไม่เอาไปให้หมด ท่านบอกว่าไม่ได้ เวลาเกิดสงครามเอาไว้ใช้ ท่านบอกว่ามาเดินตามข้ามาไปเมืองตักศิลา แล้วท่านก็ออกเดินเราก็เดินตาม นึกว่ามันจะไปยังไงตักศิลา นี่มันเชียงตุงแล้วท่านจะไปตักศิลา เดินประเดี๋ยวเดียวไม่ถึง 15 นาที ถึงแล้ว และเห็นบ่อน้ำบ่อหนึ่ง ก็เอาปืนชุบลงไปมันกลายเป็นเหล็กออกมายิงไป ปุง ปุง เอ๊ะ ก็แปลกเหมือนกัน แต่ลูกเลิกไม่มีหรอก ถามว่าไหนเมืองตักศิลา ท่านบอกว่านี่แหละ มองไปมองมาเอ๊ะ มันแดนเมืองกำแพงเพชร ท่านบอกว่านี่แหละเมืองตักศิลาสมัยพระพุทธเจ้า มันคือกำแพงเพชรนี่แหละ เอาเข้านั้น หรือความจริงประเทศไทยก็มีความเกี่ยวข้องกับสมัยพระพุทธเจ้าเหมือนกัน สมัยโบราณโน้นนะที่เขาไปเรียนศิลปศาสตร์เมืองตักศิลา ท่านบอกว่าเมืองกำแพงเพชรนี่แหละ เป็นอันว่าสิ่งที่ท่านทำก็เป็นเรื่องของอภิญญา ทำให้ดูไม่ใช่จะไปรบกับใคร แล้วเวลาพักอยู่กับท่าน ๆ ก็สอนกรรมฐานให้ดี

ต่อมาพบกับอีกองค์ ๆ นี้หลวงพ่อปานเรียก พระทั้งขี้ค้างคาว ท่านนั่งกรรมฐาน นั่งสมาธิจนกระทั่งขี้ค้างคาวท่วมขึ้นมาถึงเอว ขี้ค้างคาวมันท่วมเต็มถ้ำตลอดถ้ำ ไม่ใช่ท่วมนิดท่วมหน่อย มันท่วมตลอดถ้ำขึ้นมาถึงเอวเลย มันท่วมเอวขึ้นมาเลย แต่ว่าพระองค์นั้นท่านไม่ลืมตาเลย เนื้อเหลืองอ้วน อยู่ในถ้ำ ต้องคลานเข้าไป เหม็นขี้ค้างคาวเกือบแย่ เข้าไปหลวงพ่อปานไปสะกิด ๆ เรียกท่าน ๆ ลืมตาขึ้นมาดูทีแล้วก็หลับตาไปอีก เป็นอันว่าไม่ยอมพูดด้วยเลย นี่เป็นอันว่าองค์นี้ใช้ไม่ได้เลย อาศัยไม่ได้ ได้แต่หลับตาอย่างเดียว หลวงพ่อปานบอกมาหลายหนแล้ว นี่ตั้งแต่ฉันธุดงค์มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ มาเห็นทีไรก็นั่งหลับตาแบบนี้ ถามหลวงพ่อปานว่าแบบนี้ไม่ตายหรือครับ ท่านบอกว่า ท่านอยู่ด้วยอำนาจธรรมปีติ เรื่องของพระอริยเจ้านี่เป็นเรื่องลำบากนะลูกนะ ว่าอย่างนั้น เรื่องของพระอริยเจ้าเป็นสิ่งเกินวิสัยที่เราจะเข้าใจได้ พวกเธอจงอย่าเอาจิตใจเข้าไปวัดกับพระอริยเจ้า สิ่งใดที่ยังสงสัยยังไม่รู้อย่าคัดค้านเข้านะมันจะเป็นบาปเพราะเราเองไม่ใช่สัพพัญญูวิสัย มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นสัพพญูวิสัย สามารถจะรู้อะไรได้หมด พวกเธอจงจำไว้นะ

หลังจากนั้นก็พากันกลับวัด แล้วบรรดากองทัพลิงทั้งหลาย ๓๐ ตัวก็มาแยกกันที่สระบุรี กลับวัดคราวนั้นก็ปรากฏเข้ามาถึงวัดวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ พอดี นับเอาก็แล้วกันออกจากวัดตั้งแต่แรมเดือนอ้าย กลับถึงวัดขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ มันจะเป็นกี่เดือนกี่วันก็ช่าง หัวไม่ได้โกนเป็นอันว่าผมไม่โกน มันยาวสวยเหลือเกิน พอเข้าวัดเท่านั้น หมาที่เคยให้ข้าวกินมันจำไม่ได้ มันวิ่งไล่โฮกฮากทีเดียว แต่เจ้าหมาจำกลิ่นเก่ง พอใกล้มันได้กลิ่นมันกระดิกหางเข้าหาหลวงพ่อปาน ท่านก็เลยบอกว่า เราไปธุดงค์กันแค่หมาแปลกใช้ได้นะ ไอ้การธุดงค์นี่ต้องไปกันให้หมาแปลก ถ้าหมายังไม่แปลกก็ไม่ควรจะกลับวัด

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
คัดลอกจากวัดบนเว็บ11 ธ.ค. 2545 08:55:07