Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***เข้าเขตกาสาวพัสตร์***

วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ เป็นวันที่ ๓ ของการบันทึกความทรงจำ การเขียนกำหนดแน่นอนไม่ได้ เพราะว่างก็เขียน สบายใจก็เขียน ถ้าไม่ว่างหรือไม่สบายกายใจก็ไม่เขียน สุดแล้วแต่อารมณ์หลวงตาแก การเขียนนี้ตั้งใจจะเขียนไม่มากนัก เพราะหนังสือหนามากอ่านนานจบ คนขี้เกียจอ่าน เปลืองเงินคนออกสตางค์ค่าพิมพ์ เขียนยาวไปก็ได้ประโยชน์น้อย เพราะไม่ใช่หนังสือสอนวิชาร่ำรวย ไม่ใช่แบบบอกหวยบอกไป เขียนมากก็ไร้ประโยชน์ จะเขียนเท่าที่พอใจ

วันนี้จะเขียนเรื่องเข้าเขตผ้ากาสาวพัสตร์ คือ เข้าบวช ท่านผู้อ่านจงทราบเจตนาในการบวชของฉันเสียก่อน คนอื่นที่เขาจะบวชเขามีเจตนาอย่างไรฉันไม่ทราบ แต่ฉันก่อนบวชฉันมีเจตนาอย่างนี้ คือ ไม่บวชตามประเพณี พอครบอายุจะบวชได้ก็บวช ก่อนที่ฉันจะบวช ฉันอยากหาอาจารย์ต่อวิชาให้ฉัน เพราะปกติฉันไปเที่ยวนรกได้ แต่ไปเพียงแขตแดนนรกกับแดนอิสระ ยังเข้าเขตนรกจริงไม่ได้ เมื่อไปถึงชายแดนก็ต้องไปนั่งจ๋องคอยถามตาลุง อยากเห็นอะไรก็ต้องนึกให้ภาพนั้นมาปรากฎข้างหน้า มันเป็นอย่างนี้มา ๑๐ ปีเศษ เรื่องของคนที่มีตัณหาบังคับสันดานมันมีคำว่าพอที่ไหน เห็นได้รู้ได้แล้วมีความพอใจเมื่อไร อยากลงไปท่องนรกได้ด้วยตนเองก็ไม่กล้าไป เพราะตาลุงแกสั่งไว้ไม่ให้ไป แกห้าม ความดีของตาลุงฉันลืมไม่ได้ ฉันมีธุระไปกวนแกทุกวัน เพราะท่านยายชอบฟังเรื่องคนลงนรก และก็ชอบถามว่าเขาทำบาปอะไรถึงลงนรก แล้วก็ถามต่อไปว่าเราจะช่วยเขาได้ด้วยการทำบุญอย่างไร ฉันก็เลยต้องกลายเป็นพระมาลัยลอยไปลอยมาระหว่างนรกกับมนุษย์เป็นกิจประจำวัน ท่านยายเมื่อทราบว่าใครลงนรก ถ้าเขาผู้นั้นอยู่ไม่ไกลท่านมักจะสอบถามญาติของคนที่ลงนรกว่า เมื่อก่อนตายคนที่ตายทำบาปอย่างที่เคยทราบมาหรือเปล่า เมื่อเจ้าภาพรับว่าเคยทำ ท่านก็จัดแจงทำบุญสงเคราะห์ทันที และตัวท่านเองก็เกาะหลวงพ่อปานแจ เรียนพระกรรมฐานและร่วมบำเพ็ญกุศลเป็นประจำ

ท่านหายใจเป็นหลวงพ่อปานทุกวัน อะไร ๆ ท่านก็ว่าหลวงพ่อปานบอกท่านมา ท่านทำตามทุกอย่าง มีอย่างเดียวที่หลวงพ่อปานไม่บอกแต่ท่านทำก็คือ เรื่องลูกและหลานเจ้าชู้ น้าหลาน ๒ คนเป็นคนมีเมตตาสูง สงเคราะห์สาวเรื่อยตลอดมา คือ พยายามหาเมียมาฝากแม่เสมอไม่รู้ว่ากี่คน เมื่อนำมาท่านก็รับภาระปกครองให้เสมอ บางรายยังเด็กมาก แม่ผัวต้องปอกอ้อยให้ลูกสะใภ้กินก็มี เพราะเมื่อท่านสั่งให้ลูกสะใภ้ปอกอ้อยให้กิน คุณลูกสะใภ้เกิดปอกอ้อยไม่เป็น ภาระปอกอ้อยก็เลยต้องเป็นภาระของแม่ผัว เมื่อมีสาวน้อยและสาวมากมาบ้านมาถามหาท่านน้าหรือเจ้าเล็ก ท่านมักจะออกปากบอกว่าเจ้า ๒ คนหมายถึงน้าหรือเจ้าเล็กไปทำอะไรเอ็งบ้าง ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นหมายถึงมีครรภ์เอ็งบอกแม่นะ แม่จะรับภาระเอง แล้วท่านก็ประกาศเป็นกฎของท่านว่า เจ้า ๒ คนน้าหลานนี้เจ้าชอบเป็นคนเจ้าชู้ ถ้ามีใครเขามาแจ้งว่าพวกเอ็งไปทำเขาตั้งท้องฉันจะรับทันที โดยที่พวกเจ้าจะค้านไม่ได้ นี่เป็นกฎของท่านยาย และท่านก็ทำจริงตามท่านพูด เมื่อมีใครมาแจ้งว่าท่านน้าย่องไปทำให้แกมีลูก ท่านไม่สอบสวน ท่านรับทันที เมื่อน้ามาจากทำงานสอบถามน้าปรากฎว่าจริงทุกราย สำหรับรายการของเจ้าเล็กก็จอมซุกซนเหมือนกัน แต่ทว่ามียาวิเศษไม่ต้องกินไม่ต้องทาไม่ต้องรักษาก็ไม่มีใครมีลูฏ ท่านยายเลยไม่ต้องแบกภาระ การรับลูกสะใภ้แบบสาธารณะนี้หลวงพ่อปานไม่ได้สอนมาแต่ท่านทำของท่าน เมื่อท่านอาจารย์ทราบปฏิปทาเข้าก็ชมเชยเป็นการใหญ่ ท่านเลยทำใหญ่ ท่านบอกว่าที่ท่านทำเห็นใจลูกผู้หญิงด้วยกัน ไม่ประสงค์ชื่อเสียงความดีเด่นอะไร

เมื่อฉันมีศรัทธาอยากจะบวช ที่จะบวชไม่ใช่เลื่อมใสใคร อยากได้อาจารย์ดีที่ต่อวิชาความรู้ให้ได้สิ่งที่ต้องการก็คือ

๑. อยากไปเที่ยวในเขตนรกด้วยตนเอง

๒. อยากไปเที่ยวสวรรค์ เขาว่ามีนางฟ้ามากและสวย ๆ เสียด้วย

๓. อยากไปชมพรหมโลก เห็นคุณยายบอกว่าหลวงพ่อปานท่านว่าเป็นดินแดนที่สวยกว่าเมืองเทวดา

เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อปานท่านก็รับรองทุกอย่าง ท่านว่าท่านไปได้และท่านสามารถสอนให้ไปได้ ถ้าคนที่เรียนจะเรียนกับท่านอย่างโง่ ๆ คือไม่ทำอะไรเกินอาจารย์สั่ง ฉันชอบใจมาก ในอันดับแรกฉันบอกท่านว่าฉันกลัวผี แต่ทว่าฉันสงสัยเรื่องผีว่ามันมีจริงเพียงใด เรื่องของสัตว์นรก ตาลุง หลวงพ่อองค์ยิ้ม ฉันไม่คิดว่าเป็นผี ท่านสามารถให้พิสูจน์ด้วยการภาวนาคาถา ๔ คำ การพิสูจน์คราวนั้นมีคนร่วมพิสูจน์ไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คน แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงศักดิ์ทางราชการ เมื่อต่างภาวนาไม่เกิน ๕ นาที ทุกคนยอมรับว่าเห็นผีกันทุกคน สำหรับคนอื่นเขาเห็นอย่างไรเป็นเรื่องของเขา ฉันจะแอบไปรู้เรื่องคนอื่นเข้ามันจะเกินพอดี ฉันเองเห็นหลายผี มันเป็นคนที่ฉันรู้จักเสียส่วนใหญ่ที่เขาตายไปแล้วนั่งอยู่ข้างตัวฉัน ที่ไม่รู้จักก็มีบางคนก็เหมือนคนธรรมดา บางคนก็สวยมาก ฉันไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน บางรายสวยเสียจนอยากเห็นบ่อย ๆ เมื่อทุกคนยอมรับว่าเห็น ท่านก็เลยเทศน์เรื่องสวรรค์ นรก พรหม และพระนิพพาน อีก ๔ รายการท่านก็ทำให้เห็นได้ คราวนี้ฉันกับเพื่อนฉันเป็นยอดนักเบ่งด้วยกันเกิดอยากเห็นสวรรค์ขึ้นมาทันที ที่อยากเห็นนั้นไม่ใช่อะไร เขาเล่ากันต่อ ๆ มา และพระก็ชอบเทศน์ว่าบนสวรรค์มีนางฟ้ามากกว่าเทวดา เทวดา ๑ องค์มีนางฟ้าเป็นร้อย ๆ พัน ๆ สงสารนางฟ้าแกจะเหงา จะหาโอกาสไปเป็นเพื่อนคุยกับแก อ้ายคนเราลงมีใจเลวลงเสียอย่างเดียวมันก็เลวหมดตัว เขาเรียนกรรมฐานกันเพื่อพระนิพพาน แต่ฉันอยากเรียนเพื่อจะไปเป็นผัวนางฟ้า อารมณ์อย่างนี้ถ้ายังไม่ว่าเลว คนประเภทใดที่เลวกว่านี้ยังมีอีกหรือ

เมื่อท่านเทศน์จบท่านถามว่า ใครอยากเห็นสวรรค์ พรหมโลก และพระนิพพานบ้าง ฉันกับเพื่อนเกลออีก ๓ คนยกมือก่อนเพื่อน ท่านเห็นเข้าท่านก็กวักมือเรียกให้เข้าไปหา ท่านถามว่าอยากเห็นจริงหรือ เรียนท่านว่าอยากเรียนขอรับ ท่านบอกว่า สำหรับคณะของเธอ ๔ นี้เรียนได้และได้ผลมากเกินคาด จะเรียนไหม เรียนท่ารนว่าคณะผมพร้อมที่จะเรียนครับ ท่านบอกว่าฉันรับเธอเป็นศิษย์ฉันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ทว่าถ้าเธอเรียนกับฉันเพื่อเอาดีต้องเรียนอย่างคนโง่นะ คือว่าถ้าฉันสอนแบบไหน ให้ทำอย่างไร เธอต้องทำและคิดเท่านั้น การเรียนเอาดีต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เรายอมตายดีกว่าปฏิบัติไม่ได้ผล หรือยอมตายดีกว่าฝ่าฝืนคำสั่งครูบาอาจารย์ เต็มใจรับท่าน เพราะเรื่องการรับคำสั่งแล้วรักษาคำสั่งเป็นของปกติ ไม่มีอะไรหนักใจเลย ด้วยทำมาตั้งแต่รู้ภาษาคน ไม่เคยขัดคำสั่งที่ประกอบด้วยเหตุผล แต่ทว่าคนที่ไร้เหตุผลถ้าสั่งงานก็มักจะพบศอกกลับที่คาดไม่ถึงทุกราย จนเป็นที่รู้กันในวงงานที่ทำ เขาหาว่าบ้า โต๊ะคนบ้า ใครอย่าก้าวก่าย ถ้าขืนสั่งนอกเหนืออำนาจดีไม่ดีชักปืนไล่ยิงเอาเฉย ๆ ใครอย่าไปยุ่งกับคนบ้า

ความจริงเขาหาว่าฉันและเพื่อนบ้า เพราะฉันบ้าระเบียบวินัยก็เลยสบาย เพราะพวกบ้าฝ่าฝืนระเบียบวินัยไม่กล้ายุ่ง เมื่อฉันมีอารมณ์บ้าระเบียบวินัยอยู่แล้ว ท่านบอกอย่างนั้นจะมีอะไรหนักใจ ทุกคนยอมรับอย่างไม่มีอะไรหนักใจ หลวงพ่อท่านยิ้ม ท่านบอกว่าพวกเธอเข้มแข็งมาก เรื่องนรก สวรรค์ พรหมโลก เธอปฏิบัติกับฉันไม่เกิน ๓ เดือนเป็นอย่างช้า ไปได้สบาย ฉันกับพวกกราบท่านและขอเรียนทันที ท่านบอกเรียนได้ แต่ผมยังยาวยังเรียนไม่ได้ ผมมีสภาพเหมือนเขา เธอมีสภาพเหมือนกระทิงเปลี่ยว เมื่อกระทิงเปลี่ยวตัวเมามันและมีอานุภาพมากยังมีเขาอยู่ ทำพระกรรมฐานเอาดียาก และภาระของเธอก็มาก เธอต้องตัดเขาเสียก่อน คือโกนผมเข้าวัดบวชเป็นพระ เมื่อเธอบวชแล้วไม่เกิน ๓ เดือนฉันรับรองว่าเธอทั้ง ๔ ท่องสวรรค์ นรก พรหมโลกได้อย่างสบาย คณะของฉันยิ้มสดชื่นไปตาม ๆ กัน รับรองท่านว่าจะบวชและก็ยอมบวช เรื่องอาชีพไม่อาลัย ไม่จำเป็นต้องอาศัยอาชีพเดิม ถ้าสึกอาชีพเก่าเขาไม่ให้ทำก็ทำสวนกินตามเดิมก็ได้ ที่ดินก็มี สวนของยายก็ไม่มีอะไรน่าวิตก

เป็นอันว่ารับกับท่านว่าจะบวชแน่นอน เดือนกรกฎาคม ๒๔๘๐ เป็นเดือนบวช เดือนที่ตกลงกันเป็นเดือนเมษายน ๒๔๘๐ เมื่อตกลงแล้วท่านแจกหนังสือวิสุทธิมรรคสมาธินิเทศคนละเล่ม ดูเหมือนท่านจะเตรียมมาให้ ท่านให้อ่านให้เข้าใจ เดือนมิถุนายนท่านให้ไปซักซ้อมความเข้าใจกับท่านที่วัด เมื่อท่านสั่งแล้วเวลาใกล้ ๑๔ น. ท่านก็ลาที่ประชุมกลับ พวกฉันก็กลับ นับตั้งแต่รับหนังสือวิสุทธิมรรคมาแล้วก็พยายามอ่าน หนังสือนี้ต้องพยายามอ่านจริง ๆ อ่านรู้เรื่องยากแท้ ๆ ภาษาพระฉันไม่ชินมาก่อน และก็แถมเกลียดพระที่บวชแล้วชอบอวดรู้อวดวิเศษเที่ยวเทศน์สอนชาวบ้านเรื่องบุญบาปนรกสวรรค์ แต่ตัวท่านเองเมามันดูไม่ได้เลย เป็นพระแล้วยังบ้าลาภ อยากร่ำรวย อยากสวยงาม อยากมียศ อยากให้ชาวบ้านเขาชม เมื่อเทศน์แล้วถามว่านรกสวรรค์ท่านเห็นหรือเปล่า ก็ตอบว่าไม่เห็น

ไม่เคยทำให้เห็นตามที่เทศน์สอนชาวบ้าน แต่เที่ยวสอนคนอื่นเขา เราเห็นมาเองก็ดันมาว่าเป็นเรื่องโกหกพกลมบ้า ๆ บอ ๆ ถ้าหลงทำไปจะบ้าแก้ไม่หาย พระระยำแบบนี้ทำให้ฉันไม่ไหว้พระ ฉัะนเกลียดพวกบ้ารวย บ้ายศ บ้าสรรเสริญ บ้าสวย พระต้องละดันมาเกาะเลว เมื่อเลวเท่ากัน แถมฉันดีกว่าที่เห็นหลวงพ่อองค์ยิ้มได้ ไปนรกได้ ถามตาลุงก็ได้ อยากเห็นอยากรู้เรื่องเมืองนรกตรงไหนก็ได้ เมื่อคนสอนมีความสามารถไม่เท่าฉัน เลวกว่าฉัน บางท่านดันลงอเวจี ฉันจะไหว้จะเคารพให้เสียศักดิ์ศรีฉัน หาทำไมตำแหน่งเจ้าคุณ ดีจริงทำไมไม่กันนรกให้ได้ เป็นอะไรก็ลงนรก เป้นเพื่ออะไร เพราะฉันไม่สังคมกับพระที่ไม่ถูกใจฉัน ๆ ก็เลยไม่ค่อยรู้ภาษาพระ เมื่อมาอ่านวิสุทธิมรรคเข้าก็ชวนนอนหลับเสมอ กว่าจะเข้าใจภาษากันวันเวลาก็ผ่านไปเกือบ ๑๐ วัน พอจะเริ่มรู้ภาษากันบ้าง ท่านผู้ใหญ่ไปหารือกับพระ ฉันบอกว่าพระสวะพระจัญไร ฉันไม่ขอพึ่งบารมี ดีไม่ดีแนะนำผิด เว้นไว้แต่หลวงพ่อปาน ยังไม่อยากไหว้พระองค์อื่นจนกว่าฉันจะเห็นว่าท่านดี เรื่องของกิเลสตัณหาเป็นอย่างนี้ แถมพระท่านก็เป็นทาสกิเลสตัณหาเสียด้วย ก็เลยไม่มีที่พึ่ง

---ซักซ้อมความเข้าใจ---

เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๘๐ ก็ไปหาหลวงพ่อปาน ท่านซักซ้อมความจำในกรรมฐาน ๔๐ กองในวิสุทธิมรรค ท่านบอกว่ากรรมฐาน ๔๐ กองในวิสุทธิมรรคมีความจำเป็นต้องใช้ทั้งหมด เพราะจะปฏิบัติเอาดีกัน ถ้าปฏิบัติอวดชาวบ้านก็ไม่ต้องเรียนมาก ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ก็ได้ ทำนั่งหลับตาหลอกชาวบ้านไปสักพัก คนที่บ้าพระหลับตาก็จะมากันเป็นแถว เวลาเขามาก็ทำท่าสงบเสงี่ยม พูดน้อย ลืมตาน้อย เท่านี้ลอกหนังหัวชาวบ้านกินสบาย เพราะชาวบ้านคลั่งพระหลับตามีมาก แต่ทว่าการทำอย่างนั้นพระมีหวังลงอเวจีไม่ยาก มันเป็นมายา เธอบวชแล้วจงอย่าทำอย่างนั้น เมื่อมายามี กิเลสก็มี ความดีจะไม่ปรากฏ เมื่อบวชแล้วจงเป็นคนปล่อย อย่าปกปิดความเลว อย่าอวดความดีที่ตนยังไม่มี ดีหรือเลวเท่าไรให้ชาวบ้านเขาเห็นสบาย ๆ จงอย่าหวังการกราบไหว้ของคนอื่น เขาไหว้หรือไม่ไหว้จงอย่าเห็นเป็นสาระ เราบวชเพื่อละ ทำแค่ดี อย่าหวังให้ชาวบ้านชมว่าดี ด้วยชาวบ้านนิยมของปลอม ถ้าหวังคำชมเราต้องทำตนเป็นพระปลอม เวลาตกนรกไม่มีใครช่วยเรา ท่านพูดเท่านี้ก็นึกถึงท่านเจ้าคุณนรกได้ คิดว่าชาตินี้ทั้งชาติจะไม่ยอมรับตราตั้งจากใคร ด้วยเกรงว่าถ้าลงไปนรก ดีไม่ดีเจ้าคุณนรกแกไปอยู่ก่อนเกิดมีพวก แกอาจนำพวกมาซ้อมเอาได้

---แนะนำเรื่องการปฏิบัติ---

ท่านบอกในหนังสือวิสุทธิมรรค ท่านแนะแนวปฏิบัติไว้ตรงตามพระพุทธพจน์ (พระดำรัสของพระพุทธเจ้า) เรื่องอารมณ์กรรมฐานแต่ละกองต้องจำให้ขึ้นใจ นิมิตแต่ละกองต้องจำให้ได้ อารมณ์ญาณทั้งหมดต้องจำให้ได้ จริตทั้ง ๖ และกรรมฐานหักล้างแต่ละกองต้องจำให้ได้ เคล็ดลับในการดูวิสุทธิมรรคท่านสอนต่อไปว่า พวกเธอทั้ง ๔ ต่างมีบารมีสั่งสมมาจากชาติก่อนมาก ท่านหันมาทางฉัน ท่านบอกว่า เธอปรารถนาพุทธภูมิไว้ และบารมีก็ใกล้จะจบเต็มที เธอต้องศึกษาให้มาก ต้องจำและทำทุกด้านของพระกรรมฐาน เพราะพุทธภูมิต้องเป็นครูเขา ครูถ้ามีความรู้ไม่ครบถ้วนจะทำให้ศิษย์เสียผล อุปนิสัยของคนไม่เสมอกัน ฌานทั้ง ๘ ต้องศึกษาให้ครบ เมื่อดูพระกรรมฐานในวิสุทธิมรรค ก่อนอ่านควรจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธเจ้าและอธิษฐานว่า กรรมฐานกองใดบ้างที่ข้าพเจ้าเคยเจริญมาและได้ผลมาแล้วในชาติอดีต ขอให้มีใจรักกรรมฐานกองนั้น เมื่อดูไปเกิดความพอใจกองใดบ้างจงทำเครื่องหมายไว้ เมื่อดูตลอดแล้วเห็นว่าเรารักหลายกอง แล้วกลับไปดูใหม่ดูเฉพาะกองที่เรารัก ก่อนดูให้อธิษฐานว่ากรรมฐานกองไหนถ้าจะปฏิบัติได้ผลเร็ซขอให้รักกองนั้นมากกว่ากองอื่น เมื่อรักกองไหนมากทำกองนั้นจะมีผลไม่เกิน ๑๕ วันเป็นอย่างช้า เมื่อขณะเจริญพระกรรมฐานที่เรารัก จงจำนิมิตกรรมฐานทุกกองพร้อมทั้งอารมณ์ไว้ให้แม่น เมื่อกรรมฐานกองต้นถึงที่สุด นิมิตกรรมฐานเก่าที่เราเคยได้จะปรากฏ จงยึดเอากรรมฐานกองนั้น ทำต่อไปไม่เกิน ๗ วัน กรรมฐานกองนั้นก็จะถึงที่สุด เมื่อมีนิมิตกรรมฐานกองใดเกิดขึ้น ก็จงทำอย่างนั้นต่อไป การเจริญพระกรรมฐานจะมีผลเกินกว่าที่เธอตั้งใจ

---ผลที่จะได้รับเมื่อปฏิบัติจริง---

ตามคำแนะนำของหลวงพ่อเป็นความจริงทุกอย่าง เพื่อน ๒ องค์เมื่อทำกรรมฐานกองต้นจบ แกมีนิมิตกสิณเกิดติดต่อกันทั้งหมด ๑๐ กอง แกเลยได้อภิญญาไป ส่วนฉันเมื่อกรรมฐานกองต้นจบ นิมิตเตโชกสิณก็ปรากฏ พบกสิณ ๗ กอง ต่อไปกสิณก็ไม่มาอีก กลายเป็นอสุภบ้าง อนุสสติบ้าง เลยเล่นอภิญญษกับเขาไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องด็อกแด็ก ๆ อยู่กับชาวบ้านจนจะแก่ตายอยู่แล้ว และกำลังทำท่าจะตาย จะเข้าป่า หลวงพ่อท่านก็ว่า แกมีหนี้มากต้องใช้หนี้กรรมไปก่อนหมดหนี้กรรมแล้วไปได้ น่ากลัวป่าที่จะไปคงไม่ใช่ป่าชัฏ อาจจะเป็นป่าช้ามากกว่า เวลานี้ก็เตรียมป่าช้าไว้ในกุฏิแล้ว เห็นป่าคราวใดสบายใจมาก มันสุขใจเหลือเกินที่เห็นป่าช้า

---เมื่อถึงวันบวช---

เมื่อบวชมีท่านพระครูรัตนภิรมย์ วัดบ้านแพน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเล็กเป็นคู่สวด หลวงพ่อปานท่านบอกท่านอุปัชฌาย์ว่า เจ้านี่หัวแข็งมากต้องเสกด้วยตะพดหนักหน่อย ท่านอุปัชฌาย์ท่านเป็นพระทรงธรรมเหมือนหลวงพ่อ หลวงพ่อเล็กก็เหมือนกัน ท่านอุปัชฌาย์ท่านยิ้มแล้วท่านพูดว่า ๓ องค์นี้ไม่สึก อีกองค์ต้องสึกเพราะมีลูฏ เมื่อจะสึกไม่ต้องเสียดายนะลูก เกษียณแล้วบวชใหม่มีผลสมบูรณ์เหมือนกัน ๒ องค์พอครบ ๑๐ พรรษาต้องเข้าป่า เมื่อเข้าป่าแล้วห้ามออกมายุ่งกับชาวบ้านจนกว่าจะตาย จะพาพระและชาวบ้านที่อวดรู้ตกนรก จงไปตามทางของเธอท่านปานช่วยสอนวิชาเข้าป่าให้หนักหน่อย ท่านองค์นี้ หมายถึงฉัน จงเข้าป่าไปกับเขาแต่ห้ามอยู่ในป่าเป็นวัตร เพราะเธอมีบริวารมากต้องอยู่สอนบริวารจนตาย พอครบ ๒๐ พรรษาจงออกจากสำนักเดิมเจ้าจะได้ดี จงไปตามทางของเธอ ฉันบวชพระมามากแล้วไม่อิ่มใจเท่าบวชพวกเธอ ฟังดูเถอะ พระแกมีลูกยอแจกเหมือนกัน แล้วพวกฉันก็บ้ายอ พอดีกัน

---อาชีพป่าช้า---

เมื่อท่านพระอุปัชฌาย์มีบัญชาอย่างนั้น ปกติตามพระวินัยพระไม่ครบ ๕ พรรษาต้องอยู่ในโอวาทของพระอุปัชฌาย์ตลอดไปจนกว่าจะครบ ๕ พรรษา เรียกว่า นิสัยมุตตกะ คือ พ้นอกพ่อแม่จะเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าดีไม่พอ ท่านอุปัชฌาย์ก็ปล่อยไม่ได้ ต้องโอบอุ้มต่อไป เมื่อบวชระยะต้น ถูกท่านอุปัชฌาย์เรียกอบรมปีละ ๓ ครั้ง ไม่เหมือนสมัยนี้ อุปัชฌาย์กับพระที่บวชให้ไม่เห็นเขาพบกัน บวชให้ได้เงินแล้วก็หายเงียบไป พระพุทธวินัยถ้าเขาจะเลิกใช้กันแล้วกระมัง ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรไม่ทราบ ตามหัวเมืองขณะนี้ไม่ไหวจริง ๆ

เมื่อท่านอุปัชฌาย์มีบัญชาอย่างนั้น ท่านคู่สวดก็ถือเป็นคำสั่ง ฟังพระแก่ไว้บ้างก็ดีท่านปฏิบัติกันอย่างไร พอออกจากโบสถ์ หลวงพ่อปานก็เรียกเข้าอบรมกรรมฐานทันที แม้แต่ส้วมก็ยังไม่ได้เข้า เมื่ออบรมเสร็จเวลาผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมง ท่านปล่อยให้ระบายถ่ายของเก่า และเตรียมตัว เมื่อเตรียมเสร็จก็พาเข้าป่าช้าทันที เป็นอันว่าออกจากโบสถ์ก็เข้าป่าช้า ท่านว่าบวชเอาดีเขาบวชกันแบบนี้ เมื่อเข้าป่าก็ต้องอาศัยกระท่อมที่เขาเก็บศพ กระท่อมไหนว่างอยู่กระท่อมนั้น ต้องแยกกันอยู่คนละกระท่อม ห่างกันมาก ป่าช้าก็รก มีกระต่าย มีเสือปลา นึกเอาเองแล้วกันว่ามันรกขนาดไหน

เดี๋ยวนี้ป่าช้านั้นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันท่านให้รถเหล็กไถเสียเตียนแล้ว เสียดายเหลือเกิน พระไม่มีป่าช้าดี ๆ อาศัยเจริญสมณธรรมอีก เมื่อทราบว่าทางวัดไถป่าช้าหมด ไปดูด้วยตนเองเห็นเป็นเรื่องจริงก็เลยไม่ได้ไปวัดบางนมโคอีกเลย นับตั้งแต่วันที่เห็นป่าช้าเตียน เพราะหมดสัญลักษณ์ของคนบ้าป่าช้า เมื่อท่านนนำเข้าป่าช้า กว่าจะหากระท่อมว่างได้แต่ละองค์ก็กินเวลานาน เมื่อได้ที่แล้วท่านก็กลับ เมื่อจะกลับท่านบอกว่า ถ้าพวกเธอประมาทไม่รักษาอารมณ์กรรมฐาน เธอจะถูกผีหักคอตาย ถ้าเธอรักษาอารมณ์พระกรรมฐานไว้เธอจะปลอดภัยและได้ดีเร็ว แล้วท่านก็กลับ เมื่อท่านเดินออกมาได้ ๒-๓ ก้าวท่านหันไปพูดว่า พวกเธอจะเกิดอะไรผิดปกติก็ตาม ห้ามไปหาฉันในเวลากลางคืน จะพบฉันได้ต่อเมื่อได้เห็นแสงอรุณที่ส่องแล้ว (แสงทอง) แล้วท่านก็กลับ ดูเถอะท่านผู้อ่าน ลีลาของท่านไม่ย่อยเลย สมกับเจ้าตัวดี ๔ ตัวที่อยากแสวงหาคุณธรรมพิเศษ ผลจะเป็นอย่างไรอ่านต่อไป

---ผีสาวอาละวาด---

คืนแรกที่เข้าป่าช้าก็พบความศักดิ์สิทธิ์ของป่าช้า นั่นคือผีดิบอาละวาด เมื่อหลวงพ่อท่านกลับออกมาแล้วต่างก็ตั้งพิธีกรรมตามใจชอบ คือ ใครเห็นว่าอะไรควรก็ทำกันตามอารมณ์ของตัว เพราะต่างคนต่างอยู่ ป่าช้าก็แสนจะรก เดินไปมาหาสู่กันก็แสนจะยาก เกรงว่าเจ้างูร้ายนายป่าช้ามันจะเล่นงานเอา ก็เลยต้องต่างคนต่างอยู่ สมัยนั้นไฟฟ้าที่วัดบางนมโคยังไม่มีใช้มีตะเกียงรั้วคนละลูกจุด มีแสงรำไร น่ากลุ้มไม่น้อยเลย พอค่ำดีฉันก็เข้าสมาธิตามแบบฉบับของหลวงพ่อที่ท่านสอน ท่านสอนว่าก่อนภาวนาให้ปลงสังขารตามแบบไตรลักษณ์ก่อน ฉันจะไม่อธิบายว่าเขาปลงกันอย่างไร เมื่อปลงสังขารพอสบายก็เริ่มภาวนา ท่านว่าอย่างนั้นหรือว่าใครปลงสังขารได้ตลอดเวลาจนกว่าจะถึงเวลาเลิกโดยไม่ภาวนาเลยยิ่งดีใหญ่ ที่ท่านสอนแบบนั้นความจริงท่านป้อนวิปัสสนาญาณให้พอใจ ด้วยพวกฉันทั้งพวกเป็นพวกบ้าสมถะ ฉันไม่ต้องการวิปัสสนา เพราะนิพพานฉันไม่สนใจ ฉันต้องการเห็นสวรรค์และนางฟ้า อยากจะดูนางฟ้าว่าจะสวยขนาดไหน คนสวยเคยเห็นและรู้รสสัมผัส ตอนนี้อยากเห็นนางฟ้า และอยากได้นางฟ้ามาเป็นเมีย คนนี่ถ้าลงได้บ้าแล้วมันบ้าไม่น้อย บ้าพอกับวาสนาบารมีทีเดียว

อย่างฉันเป็นตัวอย่าง เมื่อท่านเห็นว่าไม่ชอบวิปัสสนา ท่านทราบว่าอารมณ์สมถะเป็นเพียงกำลัง วิปัสสนาเป็นอาวุธที่จะประหัตประหารกิเลส เมื่อผู้ปฏิบัติไม่ชอบก็เลยบอกวิปัสสนาเป็นสมถะเสีย เจ้าจอมโง่ที่บรมบ้าไม่ฉลาดเท่าท่านก็เลยคิดว่าวิปัสสนาเป็นสมถะ เมื่อปลงขันธ์ ๕ ตามรูปสักกายทิฏฐิในแนวไตรลักษณ์แล้ว พออารมณ์สบายก็ขยายอารมณ์ออกในแนวพรหมวิหาร ๔ เมื่อเห็นอารมณ์ชุ่มด้วยปีติ ความอิ่มใจปรากฏ ฉันก็เริ่มบทภาวนา คือ ตั้งจิตจับลม ๓ ฐานตามวิสุทธิมรรค หลวงพ่อท่านก็สอนตามนั้น หายใจเข้ารู้ว่าลมกระทบจมูก กระทบอก กระทบท้อง หายใจออกรู้ว่าลมกระทบท้อง กระทบอก กระทบริมฝีปาก ฉันทำได้ ไม่เห็นจะยากเลยง่ายจะตายไป นึกในใจว่าของกล้วย ๆ แบบนี้นะหรือที่เรียกว่ากรรมฐานระดับที่ ๒ เมื่อกำหนดลมอยู่แล้ว คือ สติคอยจับการกระทบไม่พลาดเป้าหมาย ท่านให้ภาวนาว่า พุทโธ อันนี้ยิ่งหวานจ๋อยใหญ่ เพราะว่ามาเป็นปกติ อันดับที่ ๓ ท่านให้กำหนดรูปพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่ชอบให้เห็นว่าลอยอยู่ภายนอกหรือในอก อันนี้ก็กล้วยอีก ได้แล้วตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี เอาของที่ได้แล้วมาสอนง่ายจะตายไป แปลกอยู่อย่างเดียวที่กำหนดลมเท่านั้นเอง เห็นว่าเป็นของใหม่ ฉันทำตามท่านไปพักหนึ่งประมาณชั่วโมงครึ่ง เห็นอารมณ์สบายฉันเกิดนึกถึงหลวงพ่อองค์ยิ้มของฉันขึ้นมา ฉันเลยขอเห็นหลวงพ่อองค์ยิ้มแทนพระพุทธรูป

พอหลวงพ่อองค์ยิ้มมา คราวนี้ท่านพูด ท่านเรียกฉันว่า สัมพเกษี ฉันอาจจะได้ยินเพี้ยนไป คงจะเป็นคำว่าสรรพเกษีกระมัง ท่านพูดว่าการรักษาลมหายใจเข้าออกเป็นฌานนะลูก จงรักษาให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ จิตของลูกจะมีกำลัง จะท่องเที่ยวไปไหนก็ไปได้เอง นรก สวรรค์ พรหม แม้พระนิพพานก็สมามารถไปได้ ฉันดีใจเกือบตายที่หลวงพ่อองค์ยิ้มของฉันพูดกับฉัน เวลาผ่านมา ๑๐ ปีเศษที่ฉันพบท่าน ท่านยิ้มอย่างเดียว ท่านไม่เคยพูดเลย แต่ยิ้มท่านยังมีประโยชน์ ฉันจะไปนรกท่านยิ้มปัปเดียวฉันถึงนรกเลย เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ ๔ ชั่วโมง ฉันก็พักหยิบนาฬิกาข้อมือที่ติดตัวมาออกดูเห็นบอกเวลา ๒๓ น. ฉันพักจากทำสมาธิ วันนี้ดูอารมณ์ชุ่มชื่นผ่องใสมากเหมือนเมื่อยังไม่ได้บวช มีความสุขบอกไม่ถูก ฉันออกมาเดินนอกกระท่อม รอบ ๆ กระท่อมที่ฉันอยู่มีกระท่อมที่ยังมีศพอีก ๓ กระท่อม พระท่านบอกว่าเมื่อวันวานนี้เขาเอาศพหญิงอายุ ๑๘ ปี ตั้งครรภ์อ่อน ๆ เธอตายด้วยโรคอะไรไม่ทราบมาไว้ ฉันเดินไปใกล้กระท่อมหลังนั้น ตอนดึกมันเงียบสงัดดีจริง แสงไฟนอกจากกระท่อมฉันแล้วไม่มีที่ไหนเลย เสียงสิ่งมีชีวิตไม่มีเสียงปรากฏเลย มองไปดูบนวัดเห็นแสงไฟดับหมดแสดงว่าพระหลับ มองไปทางกระท่อมเจ้า ๓ เพื่อนก็เงียบสงัด ฉันมันอิ่มใจที่หลวงพ่อองค์ยิ้มท่านพูดกับฉัน ใจมันฟูไม่อยากนอน ไม่อยากหลับ เดินไปเดินมาอยู่คนเดียว มองความวิเวกด้วยอารมณ์เป็นสุข

พอเข้าไปใกล้กระท่อมแม่สาว ได้ยินเสียงอึด ๆ ๆ ๆ แล้วมีเสียงตีข้างโลงดังปัง ฉันหยุดยืนฟังเสียงอึด ๆ ๆ ๆ ดังตลอดเวลา ฉันคิดว่าแม่นี่จะอาละวาดกระมัง อยากจะรู้นักว่าคนตายแล้วจะมีฤทธิ์เดชสักแค่ไหน กลับมาที่กระท่อม ถือตะเกียงหาเครื่องมือด้วย ตอนเย็นเห็นสิ่วกับขวานอย่างละ ๑ เล่มที่สัปเหร่อลืมเอาไว้ จึงไปนำสิ่วกับขวานมา พอมาถึงโลงก็งัดฝาโลง เมื่อเปิดออกไปแล้วกลิ่นแกเหม็นจัง ตอนที่ไปโอ๋สาว ๆ ไม่เห็นมันเหม็นอย่างนี้เลย หรือไม่ได้มองตรงที่เหม็นก็ไม่ทราบ หรือหน้ามืดเลยเห็นของเหม็นคิดว่าเป็นของหอมไปก็ไม่รู้ ยืนท้ายลมทนไม่ไหว ต้องขยับไปทางเหนือลม เอาไฟฉายส่องลงไป เห็นแกนอนลิ้นจุกปาก ขึ้นอืด น้ำเหลืองเดือดทางปากปุด ๆ เสียงที่ดังลอดออกมาเป็นเสียงน้ำเหลืองไหลนั่นเอง เสียงดังปังปรากฏอีก เป็นเสียงที่สายตราสังที่เขามัดมือมัดเท้าขาด มือเท้าแกก็วัดข้างโลงเลยดังปัง เป็นอันว่าแกไม่มีเจตนาหลอก แกทนไม่ไหวต่างหาก ตอนนี้เลยใช้อารมณ์อสุภกรรมฐานตามที่เรียนมาเข้าพิจารณา เลยได้อสุภสัญญาเล็กน้อยพอมองสาวไม่สวย เมื่อไปทะเลาะกับแม่สาวน้อยกลอยใจพอเข้าใจว่าเธอไม่แกล้งหลอก และได้อสุภสัญญาพอควรแก่อารมณ์ก็กลับมานอน ปรากฏว่านาฬิกาบอกเวลา ๒ น. เศษ เมื่อนอนก็ปลงตามภาพที่เห็นมา พอใจสบายอยากจะหลับ ปรากฏว่าพวกที่ยิงตายสมัยก่อนบวชมีจำนวนประมาณ ๓๐ คนกว่า มันมานอนคว่ำหน้าเป็นแถว ได้พยายามแผ่เมตตาขอให้รับส่วนบุญ มันไม่เอาสักอย่าง ทำอย่างไรก็ไม่เอา มันบอกว่ามันจะพยายามขัดขวางการบำเพ็ญฌานด้วยประการทั้งปวง เมื่อมันไม่เอาจริง ๆ ก็เลยนอน แล้วก็หลับไป เมื่อคนจะนอน ผีจะว่าอย่างไรคนไม่เกี่ยว นอนปิดหูปิดตาส่งเดช มันเมื่อยมันเข้าต่างก็ถอยทัพกลับเป็นแถว

เมื่อแสงทองปรากฏก็เตรียมตัวออกบิณฑบาตปฏิบัติตามระเบียบของพระ เมื่อกลับมาและฉันอาหารร่วมกับพระทั้งหมด มีหลวงพ่อปานเป็นประมุข เมื่อฉันเสร็จหลวงพ่อท่านมองหน้าฉันท่านพูดว่า เมื่อคืนนี้คุณทรงอารมณ์ได้ดีมาก ศพหญิงสาวมีประโยชน์ แต่ทว่าคุณตอกตะปูที่เขาตอกไว้ไม่ครบ ฉันแล้วกลับไปตอกเสียให้ครบ ถ้าไม่ทำให้ครบเจ้าของศพเขาจะหาว่ายักยอกทรัพย์สินของเขา เป็นพระต้องระมัดระวังอย่าใช้คำว่าไม่เป็นไร ไม่ว่าของจะมีค่าน้อยขนาดไหน ถ้าเขาไม่อนุญาตมีโทษทั้งนั้น เรียนถามท่านว่าหลวงพ่อทราบได้อย่างไรว่ากระผมเปิดโลงผี ท่านบอกว่าท่านทราบตั้งแต่ตอนกลางวัน คือ ทราบตั้งแต่ยังบวชพระไม่เสร็จว่า เธอจะต้องเปิดฝาโลงผี จึงจัดเธอไว้ที่นั่นเพื่อให้เปิดได้สะดวก ๆ แล้วท่านก็พูดต่อไป พวกที่จองเวรเธอขอให้สัญญากับมันว่าปีหน้า ๒๔๘๑ จะบวชพระให้ ๗ องค์ ทอดกฐินให้ ๗ วัด ขอให้มันอโหสิกรรม (งดจองกันต่อไป) เสีย ถามท่านว่าทราบอย่างไร ท่านบอกว่าท่านทราบพร้อมกับทราบเรื่องงัดฝาโลงผี นี่เป็นเรื่องแปลกที่คาดไม่ถึง เลยเกิดศรัทธาในตัวท่านมากขึ้น พอกลับมาถึงที่พัก เจ้าพวกจัญไรมาปรากฏอีกก็เลยให้สัญญากับมันตามที่หลวงพ่อสั่ง มันยอมรับและไม่มารบกวนอีกเลย เรื่องการสร้างกรรมชั่ว ถ้าเห็นตัวอย่างแบบนี้พอเชื่อได้ สำหรับวันนี้เหนื่อยแล้วขอพักก่อน วันต่อไปจะนำเรื่องที่เห็นว่าควรมาเล่าให้ฟังต่อไป

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
พิมพ์โดย casnova20 มิ.ย. 2545 10:09:04