Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***หลวงพ่อปานเรียนหมอ...๓***

ต่อไปนี้มาว่ากันถึงเรื่องหลวงพ่อปานกันดีกว่า เรื่องอารัมภบทนี่ว่าจะไม่ให้มีมันก็อดไม่ได้ ตอนต้นเป็นพระพุทธบัญชานะ พระพุทธบัญชานี่ขัดไม่ได้ เพราะเป็นประโยชน์ หากไม่เป็นประโยชน์ท่านก็คงไม่บอกมา ตัวฉันเองมันเป็นคนบกพร่อง เป็นคนไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ฉันเคยบอกแต่ต้นแล้วว่าฉันคนไม่เต็มบาทเต็มสลึง ถ้าคนเต็มบาทเต็มสลึงก็ไม่บกพร่อง ความดีของลูกหลานพูดไม่หยุด โดนพระดุเข้ามาต้องมานั่งพูดใหม่ ก็เป็นความดี ไม่โกรธท่านและไม่คิดอะไรกับท่าน รู้สึกว่าท่านมีพระคุณสูง เป็นพระคุณล้นเหลือที่ทรงตักเตือน เอา ว่ากันถึงหลวงพ่อปานต่อไป

เมื่อวานเรื่องของหลวงพ่อปานมาจบเอาตอนกสิณน้ำ อาโปกสิณ ลูกหลานฟังให้ดีนะ ทีนี้เรื่องของกสิณจะเล่าอย่างลัด ๆ เพราะอะไร เพราะว่าสมาธิจิตนี่ถ้าเราทำได้ถึงฌาน ๔ เพียงอย่างเดียว อย่างอื่นอีก ๓๙ กอง ไม่มีอะไรยากเลย มันเหมือนกัน เปลี่ยนนิด ๆ หน่อย ๆ อย่างมากก็ ๒ - ๓ วันเข้าอันดับ ไม่มีอะไรยาก ถ้าชอบใจกองไหนทำกองนั้นให้มันทรงตัว แล้วก็ฝึกการทรงฌานไว้ให้ดี จะเป็นกสิณหรืออะไรก็ตาม มาพูดถึงเรื่องกสิณก็เหมือนกัน นักปฏิบัติใหม่ ๆ บางราย หลายรายละ พอพูดถึงกสิณก็ทำตาโต เล่นกสิณเชียวหรือ เป็นยังงั้นยังงี้ไป ดูท่าทางเป็นของอัศจรรย์ ความจริงมันไม่มีอะไรมากมายหรอกหนาลูกหลานนะ เหมือนกับกรรมฐานทุกกองมีคุณค่าเหมือนกัน คือ ทำจิตให้เป็นสมาธิเท่านั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หลายแบบ ก็เพราะอัธยาศัยของคน วาสนาบารมีของคนไม่เสมอกัน ก็บอกวิธีการไว้เท่านั้น ไม่ใช่อะไรจะวิเศษวิโสเกินกว่ากันหรอก เป็นการทรงสมาธิ แต่หากว่ารักจะทำอภิญญาเท่านั้นแหละจะต้องใช้กสิณเป็นพื้น แต่ว่าสมาธิก็ไปทรงอยู่ระดับฌาน ๔ เหมือนกัน ไม่มีอะไรมากเลย เวลาใครเขาพูดกันถึงเรื่องกสิณเป็นเรื่องอัศจรรย์ บอกเขาด้วยว่าเคยทำหรือเปล่า คนไม่เคยเห็นผีมันกลัวผีเกินพอดี แต่เห็นผีเสียแล้วไม่มีความรู้สึกอะไร นี่เป็นเรื่องของธรรมดานะ เอามาว่ากันไป เมื่อหลวงพ่อปานเพ่งน้ำเป็นแก้วประกายพฤกษ์ก็จัดเป็นฌาน ๔ บังคับให้เล็กได้ให้ใหญ่ได้ ให้สูงได้ต่ำได้ หลวงพ่อสุ่นท่านนั่งอยู่ในกุฏิของท่าน เวลามาทำท่านไม่ได้มานั่งคุยกันอยู่ตลอดวันหรอกนะ ท่านสอนแล้วท่านก็บอกให้ไปทำเอาเอง ลูกหลานที่รัก จำให้ดีนะ แบบฉบับตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เวลาท่านสอนแล้วไม่ใช่ท่านไปนั่งคุมกันทุกวี่ทุกวัน คอยจี้คอยไชไม่ใช่ยังงั้น ลูกศิษย์ลูกหาเขาได้รับคำสอนแล้วเขารีบไปทำตามคำสอน เว้นไว้แต่สงสัยตรงไหน ถ้าสงสัยตรงไหนเท่านั้นแหละเขาจึงจะมาถามใหม่เพื่อความแน่ใจ แล้วเกิดอาการขัดข้องอะไรมันเกิดขึ้นละก็มาถามใหม่ เพื่อความมั่นใจและเพื่อความโปร่งใจ จะได้ไม่ขัดข้องในอารมณ์

เมื่อหลวงพ่อปานท่านซ้อมจนดีแล้ว หลวงพ่อสุ่นอยู่ที่กุฏิรู้ ท่านรู้ว่าไปแอบไปทำที่ไหน ในเมื่อหลวงพ่อสุ่นท่านทราบ ท่านก็เรียกว่า ปานเอ๊ย มาหาพ่อหน่อยซิ หลวงพ่อปานก็ห่มจีวรเรียบร้อยพาดสังฆาฏิ ไปถึงแล้วกราบ นี่พระเก่าเขาทำกันอย่างนี้นะ เดี๋ยวนี้พระแบบใหม่ติดฝรั่งหมด เวลาครูบาอาจารย์เรียก ทำเป็นยืนทื่อเหมือนไม้ท่อน ความเคารพนบนอบก็ไม่ค่อยมี เต็มที ลุงพุฒิว่ายังไง จดลงนรกไป วันนี้เอาบัญชีมานี่ เลยคุยใหญ่ บอกแบบนี้เอาลงนรกไปเลย ถามว่าแล้วก็เขายังไม่ได้ว่าครูบาอาจารย์เขานี่ ยังไม่ได้ดูถูกดูหมิ่น ทำไมลงนรก ว่าไงนะ เสียจริยาพระ จริยาของพระเสีย ทำตนไม่เป็นพระตามสมควร เอาลงนรกเลยหรือ เอา แกบอกว่าเอา อย่างนี้เอา เอาหนักด้วย เพราะอะไร เพราะบวชแล้วทำตนเป็นพระหลอกลวงชาวบ้าน เอาเข้านั่นสิ ฟังเอาไว้ลูกหลานนะ นี่ลุงพุฒิแกนั่งอยู่ใกล้ฉัน วันนี้คุยกันถนัด นั่งกันอยู่ใกล้ ติดกันเลย ยิ้มตลอดวัน ใจดี น่ากลัวตอนบ่ายจะไปล่อใครเขาก็ไม่รู้ เยอะหรือ เท่าไรล่ะ เจ้ดถึงแปดร้อย โอ้โฮ นี่แกตัดสินความวันหนึ่งน่ะเจ็ดถึงแปดร้อยคนเชียวหรือ เขาว่าบางทีมากกว่านั้นก็มี เห็นไหมลูกหลาน นี่ผีคนตายน่ะ ไปคอยตาพุฒิอยู่ตั้งเจ้ดแปดร้อยคน ตอนบ่ายวันนี้ตาพุฒิจะไปตัดสิน จำไว้ เขาตายให้ตาพุฒิตัดสิน ลูกหลานตายอย่าให้ตาพุฒิตัดสินนะ อย่าผ่านสำนักแกนะ ว่าไง ไม่ต้องผ่านหรือ เออ ถ้ามันคิดยังงั้นไม่ต้องผ่านงั้นเหรอ เขารับรอง ๆ เขาบอกว่าคิดอย่างสมเด็จท่านสั่งไว้เมื่อกี้ ไม่ต้องผ่าน แล้วเขาก็ยิ้มชอบใจ เขาบอกว่า ลูกหลานของท่านมันก็ลูกหลานของผมเหมือนกัน ผมก็ห่วงมันเหมือนกัน เขาว่ายังงั้น แกห่วงเหมือนกันนะที่แกขึ้นมานี่ ที่แกพูดอย่างนี้อย่างนั้นเพราะแกห่วงว่าลูกหลานทั้งหลายจะเผลอ จะย่องลงไปในนรก อย่าไปนะ ทำตามพระพุทธเจ้าท่านว่า

ในเมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปกราบหลวงพ่อสุ่นแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็ถามว่า ปานเอ๊ย กสิณน้ำหรือว่าคาถาดูน้ำของลูกน่อได้ดีแล้วใช่ไหม หลวงพ่อปานก็บอกว่า เห็นเป็นสีแก้วขอรับ หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่านั่นมันถึงที่สุดแล้วนะลูกนะ แล้วก็หัดทรงเวลาหรือเปล่าล่ะ หัดตั้งเวลาทรงหรือเปล่า หลวงพ่อปานว่าหัดตั้ง หัดตั้งเวลา คือ เอาเทียนขี้ผึ้งมา เอาเงินเหรียญไปติดหรือสตางค์ไปติดไว้ที่ตรงไหนก็ตามที่เทียน แล้วก็จุดเทียน ทำกสิณทรงภาพทรงสมาธิ จับนิมิตนั้นให้ทรงอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งเทียนนั้นไหม้มาถึงสตางที่ติดไว้ สตางค์มันก็หล่นลงขัน ก๊งหรือหล่นลงบนพื้นเก๊กหนึ่งก็แสดงว่าหมดเวลา นี่หลวงพ่อปานท่านทำจนใช้เวลาตั้ง ๔ - ๕ ชั่วโมง ท่านเก่งมากนา ไม่ใช่เก่งน้อย สามารถจะทรงนิมิตไว้ได้ถึง ๔ - ๕ ชั่วโมงได้อย่างสบาย ๆ หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า ลูกปาน พ่อรู้แล้ว เอ็งน่ะทรงสมาธิไว้ได้ ถ้ายังไม่ดีพ่อไม่เรียกมา เพราะเอ็งมันเป็นคนดีนี่ พ่อสอนอะไรทำได้ทุกอย่าง ลูกหลานฟังให้ดี วิธีนี้น่ะมันเป็นวิธีทำคนให้มีกำลังใจ แต่ก็เป็นความดีที่เขาทำได้ด้วย หลวงพ่อสุ่นมีวาทะสละสลวยเหลือเกิน หลวงพ่อปานบอกว่าหลวงพ่อสุ่นี่น่ะเสียงกังวาน ไพเราะ เสียงชัด ฟังชัดมาก เพราะมาก แล้วลีลาการพูดของท่านจับใจ ที่เขาร้อนเขากลัดกลุ้มจัดน่ะ เราก็เอากสิณน้ำนี่แหละเพ่งเข้าไป ให้มันเข้าไปอยู่ในร่างกาย ชโลมกายเขาไว้ เขาจะมีความเยือกเย็น นี่เราเป็นหมอ มันต้องมีวิชาอย่างนี้ช่วยคนไข้นะ ไม่ยังงั้นมันก็แย่ซี คนไข้มันถูกทรมานกันแย่ แล้วเวลาอากาศร้อย ๆ ถ้าเราอยู่ที่ไหน เราร้อนมาก ที่เราไม่มีพัดลมกับเขา สมัยนั้นไม่มีเครื่องปรับอากาศ ถึงมีคงไม่ได้ใช้เพราะไฟฟ้าไม่มี เราไม่มีพัดลมกะเขา เราก็ใช้กสิณน้ำนี่ช่วย บันดาลอากาศเฉพาะที่เราให้มันเย็น อย่าไปยุ่งกับชาวบ้านเขานา เขาจะหาว่าเธออวดอุตริมนุสธรรม ชาวบ้านน่ะย่อมไม่ค่อยจะมองในแง่ของความดี แม้แต่พระก็เหมือนกัน พระที่เขาไม่เอาดีน่ะ ถ้าพวกเรามีดีเขาก็มักจะกดขี่พวกเรา เขาจะหาว่าพวกเรานี้ทำผิดพระวินัย อวดชาวบ้าน เอาสิ่งที่ไม่จริงมาอวดชาวบ้าน ข้อนี้ลูกปานจงจำไว้

แล้วนอกจากนี้กสิณน้ำนี่น่ะ ถ้าที่ไหนไม่มีน้ำ เราต้องการให้มีน้ำก็ได้ ถ้าของอะไรมันแข็งเกินไป เราต้องการให้อ่อนก็อ่อนได้ อย่างเหล็กหรือหิน เหล็กมันแข็ง ท่านก็หยิบเหล็กขึ้นมาว่า เหล็กนี่มันแข็งใช่ไหม หลวงพ่อปานก็บอกว่าใช่ นี่เราจะทำเหล็กนี่ให้อ่อนก็ได้ แล้วท่านก็ส่งเหล็กให้หลวงพ่อปาน เหล็กอ่อนเหมือนขี้ผึ้ง หลวงพ่อปานถามว่าทำยั้งไง ท่านก็บอกว่าไม่ยากหรอกลูก เวลาหยิบเหล้กขึ้นมาเราก็อธิษบานว่าขอเหล็กนี้จงอ่อน จะอ่อนขนาดไหนก็ได้ แล้วก็เอาจิตจับภาพนิมิตของกสิณ แล้วก็คลายมานะ แล้วก็อธิษบานอีกทีว่าเหล็กจงอ่อน แล้วเหล็กมันก็อ่อน จะเป็นหินเป็นดินก็เหมือนกัน แผ่นดินที่ไหนก็ตามที่มันไม่มีน้ำ เราต้องการให้มีน้ำก็ได้ หรือว่าอากาศมันแล้งต้องการให้ฝนมันตก จะตกตรงนี้ จะตกทั่วโลก จะตกเฉพาะที่ใด จะมากน้อยเท่าไร เราก็ทำได้ตามความประสงค์ นี่เป็นรื่องของอาโปกสิณ กสิณน้ำนะลูกนะ เราเป็นหมอมีความจำเป็น แต่สิ่งเหล่านี้ถ้านอกเหนือจากความเป็นหมอก็ช่างเถอะ ถ้าอากาศมันร้อนจัด ๆ คนไข้ไม่สบายอยู่แล้ว มีอาการร้อนกลุ้มมากหลาย ๆ คน เราก็ทำอากาศภายในวัดของเราให้เยือกเย็น ให้เย็นพอคนไข้สบาย เท่านี้เราก็ทำได้ เป็นการสงเคราะห์บุคคลให้มีความสุข ถ้าเราให้ความสุขแก่เขาได้ ความสุขมันก็เกิดแก่เรา นี่มันย่อมสนองกัน ถ้าเราด่าเขาเขาก็ด่าเรา เราไหว้เขาเขาก็ไหว้เรา ผลมันตอบสนองอย่างนี้นะลูกปานนะ

ตอนนี้หลวงพ่อปานท่านบวชแล้วนะ .. ลืมบอกไป เวลาหลวงพ่อปานบวชน่ะ มีหลวงพ่อปั้นวัดพิกุลมาเป็นคู่สวด หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอเป็นอุปัชฌาย์ แล้วคู่สวดอีกคนไม่ทราบว่าเป็นใคร ไม่ได้ถามท่าน จะเป็นหลวงพ่อจ้อยวัดบ้านแพนหรือยังไงไม่ทราบ องค์นี้เก่งไม่น้อย ๒ องค์ที่ว่านี่เก่งขนาดหนักเหมือนกัน เรียกว่าหลวงพ่อสุ่นท่านคัดเอาพระแบบฉบับของท่านมาคู่กับท่าน ถ้าไม่ค่อยจะเหมือนกันท่านไม่ค่อยเอา หลวงพ่อปานก็เหมือนกัน พระนอกรีตนอกรอยนี่ท่านไม่ค่อยเอาด้วยเหมือนกัน ท่านผ่านไปผ่านมาเสีย ตอนนี้ท่านถามหลวงพ่อปานบอก ปานอยากจะดูฝนตกไหมลูก หลวงพ่อปานบอกว่าอยากดู อยากดูน้ำเกิดในแผ่นดินไหม หลวงพ่อปานก็บอกว่าอยากดู ออกไปลานวัดด้วยกันก็พากันไปที่ป่านช้า พอพากันไปถึงป่าช้าแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็บอกตรงนี้มันแห้งนะ เดี๋ยวพ่อจะทำให้มีน้ำ พอท่านชี้ลงไปเท่านั้น ตรงนั้นปรากฏว่ามีน้ำท่วมขึ้นมาทันที แล้วหลวงพ่อสุ่นท่านบอก ประเดี๋ยวพ่อจะให้ฝนตกตรงนี้ วัดพื้นที่กว้าง ๒ วา ยาว ๒ วา ฝนจะตกเฉพาะตรงนั้น พอท่านบอกแล้วก็แหงนขึ้นไปบนอากาศแล้วก็ก้มหน้า เท่านี้ฝนตกเลย นี่เป็นเรื่องน้ำเรื่องฝนปรากฏ ความเยือกเย็นทำได้ ท่านก็เลยบอกให้หลวงพ่อปานทำบ้าง แล้วท่านบอกหลวงพ่อปานว่า ถ้าเอ็งจะให้ฝนตกอย่าให้เลยป่าช้าไปนะ ชาวบ้านเขากำลังทำไร่ไถนาเขาจะลำบาก เอาเฉพาะในเขตของเรา ลองทำซิ หลวงพ่อปานก็ตั้งท่าทำบ้า อธิษฐานว่าขอฝนจงตกภายในบริเวณป่าช้าให้เป็นเม็ดใหญ่ ตกประมาณ ๑ ชั่วโมง แล้วก็เข้าสมาธิ แล้วคลายสมาธิมาอธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง เท่านี้ท่านบอกว่า ปรากฏว่าฝนตกขนาดหนัก เปียกหมดทั้งตัว ทั้งสบง จีวร สังฆาฏิไม่เหลือ ก็ต้องนั่งอยู่อย่างนั้นจนกว่าฝนจะหาย จนกว่าจะหมดเวลา เพราะเป็นการพิสูจน์กันนี่


เมื่อฝนหายหมดแล้วปรากฏว่าหลวงพ่อปานเปียกทั้งตัว หลวงพ่อสุ่นไม่เปียก หลวงพ่อสุ่นไม่มีอะไรจะเปียก ตัวแห้งแกร่ง หลวงพ่อปานแปลกใจถามว่า หลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อทำไมจึงไม่เปียก ท่านบอกว่าก็คุณมันทำฝนตกได้ แต่ว่าคุณเองไม่สามารถจะป้องกันฝนไม่ให้เปียกตัวได้ วิชาอย่างนี้คุณอย่างไม่มี อย่างนี้เขาเรียกกันว่าวาโยกสิณ เวลาที่คุณทำให้ฝนตก ฉันก็บันดาลให้เกิดลมเฉพาะบริเวณร่างกายของฉันปัดน้ำฝนไปเสีย ไม่ให้มาถูกตัวฉัน เอาแค่ตัวฉันห่างไป ๒ ศอก อธิษฐานเท่านั้น เธอลองวัดดูซิ วัดดูว่ามันห่างตัวฉันไปเท่าใดดินมันแห้ง หลวงพ่อปานก็กะประมาณว่าประมาณ ๒ ศอก ท่านก็บอกว่า ปาน วาโยกสิณมีความสำคัญต่อคนไข้มาก ถ้าเราจะเป็นหมอ ตามธรรมดาคนไข้นี่น่ะ เมื่อเป็นไข้ไม่สบายแล้วเดินเหินไม่ค่อยถนัด เดินเหินไม่สะดวก บางทีต้องเข้าปีกประคองกัน เพราะความป่วยไข้ไม่สบาย มันเป็นทุกขเวทนาอย่างหนัก ถ้าหากว่าเราเป็นหมอ ถ้าเรารักษาคนไข้แบบนั้นเราก็ลำบาก เวลาจะลุกก็ต้องประคองลุก เวลาจะนั่งก็ต้องประคองนั่ง เวลาจะเดินต้องประคองเดิน เราก็เอาวาโยกสิณช่วย เวลาคนไข้เขาไม่มีกำลังเดินไม่ค่อยไหว เราก็ใช้วาโยกสิณเข้าช่วย วาโยกสิณนี้จะสามารถทำคนไข้ให้เดินได้คล่อง ลุกคล่อง นั่งคล่อง ทำอะไรคล่อง ๆ ได้ เรียกว่า เราต้องใช้กำลังทางใจของเราช่วย วาโยกสิณก็คืออำนาจทางใจหรือว่าฤทธิ์ทางใจนั่นเอง หลวงพ่อปานชอบใจ



แล้วท่านบอกต่อไปว่าวาโยกสิณนี่ไม่ได้ใช้แต่คนไข้อย่างเดียวนะ เวลาฝนมันจะตกมา เราก็ให้ลมหอบฝนไปตกที่อื่นเสียก็ได้ นี่เราห้ามฝนได้ หรือว่าอะไรจะปรากฏขึ้น เราใช้ลมหอบไปทิ้งเสียก็ได้ และยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถจะใช้วาโยกสิณบันดาลให้ร่างกายของเราเป็นร่างกายเบา แล้วร่างกายของเราจะลอยไป คือ เหาะไปลงตรงไหนก็ได้ ไปช้าก็ได้ จะไปเร็วก็ได้ หลวงพ่อปานท่านบอกว่านึกอยากได้ขึ้นมาทันที ยังงี้หมอนิดก็ชอบใจสินะ หมอนิดก็ชอบเหมือนกันนี่นา ความจริงฉันก็ชอบ ถ้าไม่ถูกห้ามเอาเสียนานแล้ว เพียงตั้งท่าทดลองจะซักซ้อมเท่านั้นถูกตวาด แต่หมอนิดนี่ยังไม่อยู่ในเกณฑ์นั้นนะ ยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ถูกตวาด ยังมีสิทธิ์ทำได้ ว่าไงลุงพุฒิ อ๋อ ยังงั้นหรือ ท่านบอกว่าหมอนิดมันเพลินหมอ ให้มันเล่นหมอไปก่อนเถอะ ท่านว่ายังงั้นนะ ลุงพุฒิเขาว่ายังงั้น บอกให้มันเล่นวิชาหมอไปก่อน ค่อย ๆ ไปแล้วทีหลังมันจะดีเอง

หลวงพ่อปานท่านเกิดความสนใจก็ขอเรียนกับหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นก็บอกว่ามันเป็นของไม่ยาก กสิณน่ะถ้าเราได้เสียอย่างใดอย่างหนึ่ง อีก ๙ อย่างมันได้ไม่ยากเลย มันของเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอเป่ากุญแจหลุด เก่งมาแล้ว แค่แตะกุญแจก็หลุด อันนี้สมาธิสูงมาก แล้วได้อนุสสติ แล้วได้ปีตกสิณ คือ กสิณสีเหลือง เป็นพระพุทธรูปองค์เหลือง ๆ ได้มาแล้ว เพราะนั่นเป็นการทรงฌาน ๔ เราได้ฌาน ๔ แล้ว เราจึงทำกสิณอย่างอื่นได้คล่อง ทีนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอตั้งเวลารักษานิมิตได้เป็นชั่วโมง ๆ แบบนี้ กสิณอีก ๙ กองเป็นของไม่ยาก ฉันจะสอนให้ เอากันเดี๋ยวนี้เลย การขึ้นการบูชาก็ทำกันคราวเดียว ต่อไปเธอก็บูชาของเธอเองที่หน้าพระพุทธรูปก็แล้วกัน ท่านก็ชี้ให้ดูกิ่งไม้มันไหว ๆ อาการของกิ่งไม้ไหว ๆ อาการของกิ่งไม้ไหวเป็นอาการของลมพัด ให้จับภาพนั้น บอกให้ดูกิ่งไม้ไหว ๆ เป็นอาการของลมพัด จับภาพนั้นไว้ในใจให้ปรากฏแก่ใจจนกระทั่งเกิดนิมิตขึ้น นิมิตก็เป็นภาพประกายพฤกษ์ เห็นอาการไหวได้ทั่ว เห็นลมพัดไปได้ทั่วโลก เพียงเท่านี้ หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านทำเท่านี้แหละ อาการอย่างนี้ทำแล้ว ๓ วัน หลับตาลงไปหรือลืมตาก็ดี เห็นกระแสลมพัดแบบสบาย เวลารวมกำลังจิตเป็นกระแสลมพัดอยู่ในอากาศ บางทีแม้แต่อารมณ์นี้ไม่ปรากฎแก่ตัวเลยก็ยังเห็นว่ามันไหวอยู่ ยังมีอาการของลมเคลื่อนอยู่ แต่คนเราขาดสติสัมปชัญญะ ยังมีสติสัปมชัญญะน้อย ยังไม่รู้ว่าอาการของลมเคลื่อนที่อยู่ในอากาศ ลมหายใจในร่างกายท่านบอกว่าเห็นชัด เห็นชัดมากคล้าย ๆ กับน้ำไหลขึ้นไหลลง ลมเข้าลมออกจากร่างกายมันไหลไปถึงไหนแล้ว ร่างกายมีลมพัดไปถึงไหน เห็นชัด การได้กสิณแบบนี้ แล้วก็การเพ่งดูภาพลมมันละเอียด มันก็กลายเป็นทิพยจักษุณาณไปด้วย แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวแท้ ท่านบอกว่าท่านทำได้ ๓ วัน หลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าไป พอเรียกเข้าไปก็บอกว่า ปานเอ๊ย เอ็งมันได้แล้วนี่ลูก เห็นไหม มันของไม่ยากหรอกนา ลูกหลายที่รัก เป็นของไม่ยาก แต่ว่าถ้าเราจะไม่รักกันเท่านั้นเราจะทำไม่ได้ ต่อไปท่านก็สั่งให้ทำลมไปปรากฏ มันก็เป็นของไม่ยากอะไร จะทำให้มันพัดเท่าไรก็ได้ แล้วต่อไปท่านก็สั่งว่าทำตัวให้ลอย อธิญฐานให้ตัวลอยจากตรงนี้ไปลงตรงโน้น จากตรงไหนไปลงตรงไหน หลวงพ่อปานก็ทำได้ตามความประสงค์ ขนาดที่ท่านบอกว่าอยากจะมาเที่ยวบางกอก กรุงเทพฯนี่นะ นครหลวงอะไรล่ะ กรุงเทพธนบุรีนี่นะ กรุงเทพฯสมัยนั้นเขาเรียกว่า บางกอก บอกว่าวันหนึ่งฉันนั่งอยู่หน้าสะพาน สะพานท่าน้ำ นึกอยากจะมาเที่ยวบางกอก พอนึกในใจก็นึกถึงวาโยกสิณ ไอ้ร่างกายมันก็มาบื๋อ มาลงที่สนามหลวงพอดี ตั้งใจว่าจะลงที่สนามหลวงก็มาถึงบางกอกได้ เดินเที่ยวเสียพักหนึ่ง แล้วเวลาจะกลับก็ไปที่ลับ ๆ นึกถึงวาโยกสิณขึ้นมามันก็กลับมาถึงที่สะพานตามเดิม

แต่ว่าการเที่ยวอย่างนั้นจะพ้นสายตาของหลวงพ่อสุ่นก็หาไม่ หลวงพ่อสุ่นท่านจำวัดอยู่ในกุฏิ ท่านรู้ พอกลับมาอาบน้ำขึ้นไปแล้วท่านถามว่า ปาน วันนี้ไปเที่ยวบางกอกมาเรอะ ไปซื้ออะไรมาบ้างล่ะลูก หลวงพ่อปานบอกไม่ได้ซื้ออะไรหรอก ท่านก็เลยสั่งว่าทำได้นะลูกนะ อย่าให้ชาวบ้านเขาเห็นนะ การแสดงฤทธิ์จงอย่าให้ชาวบ้านเขาเห็น ถ้าชาวบ้านเขาเห็นเป็นโทษตามที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม นับตั้งแต่นี้ต่อไปถ้ามีคนไข้มานะ ถ้าคนไข้เขาไม่แข็งแรงหรือคนไข้เขามีความเดือดร้อน จะให้ปานช่วย คุณปาน คุณจงซ้อมไว้นะ ในระหว่างที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็บอกว่า ถ้าคนไข้เขามีความหนาวก็ต้องเอาไฟช่วย วิธีจะใช้ไฟช่วยทางใจนี่เขาเรียกว่า เตโชกสิณ นี่มันเป็นวิชาหมอนะปานนะ แต่สิ่งที่มันได้เป็นกำไรนี่ก็เป็นส่วนอื่นต่างหาก เป็นผลกำไรนอกจากการใช้ทางหมอ ท่านฉลาด ท่านเห็นว่าหลวงพ่อปานชอบหมอ ท่านก็เลยยกเรื่องของหมอขึ้นเป็นบรรทัดฐาน ท่านบอกว่า ถ้าคนไข้เขามีความหนาว สั่นสะท้าน ผ้าห่มกี่ผืนมันก็ไม่พอ เราก็ต้องใช้ไฟช่วย ตอนนี้ท่านให้ผึกเตโชกสิณ เตโชกสิณนี่ก็นอกจากจะทำแสงสว่างให้ปรากฏ ที่ไหนเป็นที่มืดก็ทำให้ที่นั้นสว่างได้ ที่ไหนมันรก เราจะเผาที่ไหนแค่ไหนก็ได้ ใครเขามีความเย็น เราจะให้ร้อนก็ได้ ที่อยู่สบาย ๆ จะให้ดิ้นร้อนโครมครามก็ได้ นี่อำนาจไฟมีประการใด เตโชกสิณก็ทำได้อย่างนั้น จะให้ไฟลุกในอากาศ ไฟลุกในน้ำ ในที่ไหนก็ได้ทั้งหมด นี่เป็นเรื่องของไฟ แล้วหลวงพ่อปานก็ทำได้ เมื่อทำได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็บอกว่า ตามธรรมดาคนไข้มีร่างกายไม่แข็งแรง เมื่อร่างกายเขาไม่แข็งแรง เราเป็นหมอนี่ เราก็ต้องช่วยเขาให้แข็งแรงให้ได้ ตอนนี้เราก็ต้องเล่นปถวีกสิณ คือ ทำร่างกาย เพราะดินน่ะมันแข็ง เข้มแข็งขึ้นมา แล้วต้องการจะให้ว่องไวก็ใช้ลมช่วย ถ้าเขาร้อนเราต้องเอาน้ำช่วย ถ้าเขาเย็นเกินไป เขาหนาวเกินไป เราก็เอาไฟช่วย นี่หมอต้องทำอย่างนี้ให้ได้นะ ถ้าหมอมีความรูขนาดนี้ไม่ได้ละก็ มันเป็นหมอกันไม่ได้หรอก มันไม่ช่วยเขาได้จริง ๆ การรักษาโรคแบบเดา ๆ ปล่อยไปตามยถากรรมนี่มันใช้ไม่ได้

แต่การรักษาโรคนี่ก็ได้อย่างเดียว ทำให้คลายทุกขเวทนา หรือทำให้ทุกขเวทนาสิ้นไป แตว่าเรานี่จะไปบังคับไม่ให้คนตายน่ะไม่ได้นา ตรงนี้ต้องจำไว้นะว่าคนตายบังคับไม่ได้ ถ้าเขาจะตายเราห้ามไม่ได้ หมอเป็นฝ่ายระงับทุกขเวทนาเท่านั้น นี่เป็นวาทะของท่าน แล้วหลวงพ่อปานก็เรียน เรียนปถวีกสิณ เรียนดิน แบบฉบับในการเรียนมีอยู่ในคู่มือพระกรรมฐานแล้ว พอทำดินได้แล้ว หลวงพ่อสุ่นก็สั่งให้ฝึกทำของอ่อนให้เป็นของแข็ง ดินนี้มีสภาพทำของอ่อนให้เป็นของแข็ง เอาน้ำใส่ขันมา ให้อธิษฐานน้ำในขันให้เป็นน้ำแข็ง เอานิ้วจิ้มลงไปมันก็แข็ง ตะปูตอกก็ไม่ลง ท่านก็สั่งว่า อย่างนี้นอกจากจะทำน้ำในตุ่มให้แข็งหรือว่าน้ำในขันให้แข็ง อธิษฐานให้คนไข้แข็งแรงก็ได้ นอกจากนั้นเรายังทำน้ำในแม่น้ำ ในมหาสมุทรให้แข็งก็ได้ แต่น้ำในแม่น้ำ ในมหาสมุทร ถ้าจะให้แข็งจงอย่าให้แข็งทั่วบริเวณ การสัญจรเขาจะลำบาก เป็นโทษ ถ้าเราไปไหนไม่มีเรือข้ามฟาก เราอธิษฐานว่า เท้าของเราที่เหยียบลงไปถูกน้ำตรงไหน ขอน้ำตรงนั้นจงแข็ง เท่านี้เราก็จะเดินข้ามแม่น้ำได้ตามสบาย พูดแล้วท่านก็พาหลวงพ่อปานเดินไปท่าน้ำ แล้วให้ตั้งใจอธิษฐานให้ดี พอตั้งใจอธิษฐานให้ดี ก็ให้หลวงพ่อปานเดินไปอธิษฐานว่า เท้านี้เหยียบลงไปตรงไหน ขอให้น้ำตรงนั้นแข็งเหมือนดิน อันนี้ต้องเพ่งปถวีกสิณไว้ก่อน หลวงพ่อปานก็เดินเล่นข้ามฟาก เดินเล่นในแม่น้ำอย่างสบาย ๆ เวลานั้นปลอดคนนะ เพราะเป็นเวลาค่ำ แล้วต่อมาหลวงพ่อสุ่นก็บอกว่า เอายังงี้ก็แล้วกัน อากาศนี่เราก็ทำให้แข็งได้ แล้วก็เดินไปบนอากาศได้ ถ้าเราไม่ใช้วาโยกสิณเราไม่รีบเหาะก็ไปไม่ได้เร็ว ไปตามกำลังอาการเดินของเรา หากเราใช้วาโยกสิณ เรียกว่า เหาะก็ไปเร็ว ทีนี้เราจะเดินไปบนอากาศ เอ้า ปาน เธอจงอธิษฐานขอให้อากาศทุกจุดที่เท้าเราจะเหยียบลงไปจงแข็งเหมือนดิน แล้วหลวงพ่อปานก็อธิษฐานจิตตามนั้น ยกนิมิตกสิณขึ้นแล้วอธิษฐานจิตว่า ขอให้อากาศทุกจุดที่ข้าพเจ้าย่างเหยียบไปจงแข็งเหมือนดิน อธิษฐานแล้วก็คลายสมาธิจิตจากญาณออกมาถึงอุปจารสมาธิ เมื่อถึงอุปจารสมาธิแล้วก็เหยียบขึ้นบนอากาศเดินสบาย เดินได้แบบสบาย ๆ ท่านบอกว่ามันสบายเหลือเกิน

พอเสร็จแล้วหลวงพ่อสุ่นก็เรียกกลับ ว่า กสิณทั้งหมดนี้ได้แล้วต้องซักซ้อมอยู่เสมอ อย่าปล่อยอารมณ์ อย่าทะนงว่ามันดีแล้ว มันจะเสื่อม ถ้าเราไม่ใช้แล้วมันจะเสื่อม ความปรารถนาในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัสก็ดี ความโกรธ ความพยาบาทก็ดี การสงสัยในคุณพระรัตนตรัยก็ดี อารมณ์จิตที่คิดนอกรีตนอกรอยก็ตาม นอกจากความเป็นพระ จงอย่ามีในจิตของเธอ คิดอย่างเดียวว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา การที่เราบวชนี่เราทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถึงแม้ว่าเธอจะปรารถนาพระโพธิญาณก็ตาม ก็มุ่งพระนิพพานเหมือนกัน เอาจิตจับพระนิพพานเป็นปัจจัย แล้วก็ทำทุกอย่าง ๆ ที่อธิษฐานไว้เพื่อพระนิพพาน คราวนี้วิชาหมอที่เจ้าเรียนนี่มันยังไม่จบ มันยังไม่จบนะลูกปานนะ มันยังมีอยู่อีก คือว่า คนไข้ที่เขามารักษาโรคกะเรานี่ เราต้องตรวจโรคเขานะ โรคนี่เราต้องตรวจ ถ้าเราไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคอะไรละก็ มันก็เสร็จกันเท่านนั้น วิชาเสกหมากนี่เป็นการตรวจแบบเบา ๆ ต่อไป ถ้าหากว่าเราสงสัย เราก็ทำร่างกายของคนไข้ให้เป็นอากาศ ให้มันเป็นช่องว่าง แล้วอธิษฐานให้ตัวโรคจงปรากฏ แล้วเราก็ทำใจของเราให้สว่าง มองเห็นโรคได้ชัด โรคที่มันเป็นจริง ๆ น่ะ มันเป็นตรงไหน อาการมันเป็นยังไง แล้วก็การที่จะรักษาให้หาย ยังไง นั่นมันเป็นเรื่องของทิพยจักษุญาณ มันมีวิชาอย่างเดยวกันนี่ที่ทำพร้อมกันได้ ต่อจากนั้นไปท่านก็สอนอากาสกสิณ ให้หลวงพ่อปานเพ่งอาการว่างของอากาศ เอาเข้าแล้ว ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไร มันสลายตัวหมด ว่างหมด ไม่มีหรอก กอไผ่ ต้นไม้ ภูเขาเลากา ผู้คนที่เกิดมาปรากฏ บ้านเรือนก็ตาม ในที่สุดมันก็มีอาการพังเหมือนอากาศ มันมีสภาพว่าง เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ เวลาเพ่งภาพภาวนาว่า อากาสกสิณัง สำหรับกสิณดิน เวลาภาวานา ๆ ปถวีกสิณัง ต่อมา หลวงพ่อปานท่านก็ทำได้ ไม่เกิน ๓ วัน ท่านบอกว่าไม่เกิน ๓ วันหรอกคุณเอ๋ย มันเหมือนกัน ของมันเหมือนกัน เปลี่ยนแต่วิธีการนิดเดียว ใช้อารมณ์เหมือนกัน มันจะไปยากอะไร วันแรกก็จะได้เสียแล้ว ท่านว่ายังงั้น ท่านพูดแล้วท่านก็ยิ้ม ยิ้มแล้วก็มองเจ้า ๒ เถรเพื่อนฉัน ท่านก็มอง ๆ ดูไอ้ ๒ คน ท่านบอกว่านี่เขามีวิสัยปัจจัยตามนั้นนะ เขาได้เขาทำ เขาได้ไม่ยาก แล้วก็หันมาหาฉันว่า เธอน่ะห้ามนะ ทำได้แต่ทำหมดไม่ได้ ทำได้ไม่เกิน ๗ - ๘ กอง ครบ ๑๐ ไม่ได้ ถ้าทำได้ละก็ห้ามเล่นฤทธิ์นา

ท่านบอกว่าเมื่อทำอากาสกสิณได้แล้ว หลวงพ่อสุ่นก็ให้อาโลกกสิณ กสิณแสงสว่าง พอได้อาโลกกสิณแล้วท่านก็บอกว่า อากาสกสิณนี่น่ะ ถ้าที่ไหนอากาศไม่บริสุทธิ์ เราทำให้อากาศบริสุทธิ์ได้ ที่ไหนมีอะไรเป็นเครื่องปิดบัง เราใช้อากาสกสิณเป็นเครื่องทำลาย กำแพงก็ดี หีบหรืออะไรก็ตามที่เขามีเครื่องปิดบังอยู่ เราสามารถจะเห็นของในนั้นได้อย่งสบาย ๆ คือ เพิกมันออกไปเสีย ให้ของที่ปิดบังอยู่มันเป็นอากาศไป มันจะว่าง พอความว่างปรากฏเราก็ใช้อาโลกกสิณแสงสว่างเข้าไปดู แล้วมันจะเห็น แม้แต่เชื้อโรคที่ในร่างกายเราก็เห็น เห็นได้ชัด เห็นได้ทุกอย่างตามที่มันมีตามความเป็นจริง แต่นอกจากนั้นท่านก็บอกว่า อาโลกกสิณนี่น่ะ หรือว่าอากาสกสิณก็ดีหรือว่าปถวีกสิณก็ดี ยังใช้เป็นญาณได้หลายอย่าง ญาณเครื่องรู้คือทิพยจักษุญาณ เราสามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นพรหม เห็นสัตว์นรกได้ทุกอย่าง หรือเห็นอะไรเป็นที่ปกปิดได้ จุตูปปาตญาณ คนที่ตายไปแล้วเกิดที่ไหน แล้วคนและสัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากที่ไหน เราก็รู้ได้ เจโตปริยญาณ คนที่ตายไปแล้วเกิดที่ไหน แล้วคนและสัตว์ที่มาเกิดนี้มาจากที่ไหน เราก็รู้ได้ เจโตปริยญาณ เราก็สามารถจะรู้วาระน้ำจิตของคนและสัตว์ได้ว่าเขามีสุขหรือมีทุกข์ และก็มีอะไร ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถจะระลึกถึงชาติต่าง ๆ ได้ อตีตังสญาณ รู้เรื่องราวในอดีตของคนและสัตว์หรือบ้านเมืองได้ หรือโลกก็ได้ อนาคตังสญาณ รู้เรื่องราวต่อไปก็ได้ ปัจจุปปันนังสญาณ รู้เรื่องราวในปัจจุบัน หรือคนที่อยู่ไกลว่าเวลานี้เขาทำอะไรอยู่ มีความสุขหรือมีความทุกข์ และยถากัมมุตาญาณ รู้กฏของกรรม คนเราที่มีความสุขหรือมีความทุกข์ที่ตายไปแล้ว ดีหรือชั่ว ที่เกิดมานี้มีความดีหรือความชั่วเป็นยังไง เพราะอาศัยกรรมอะไรเป็นปัจจัย กรรมอะไรเป็นต้นเหตุ นี่เราสามารถจะรู้ได้ แล้วหลวงพ่อสุ่นก็สอนให้หลวงพ่อปานฝึกจนหมดครบถ้วนทุกอย่าง เป็นอันว่ากสิณสำคัญหมด ยังเหลือกสิณ ๔ อีก ๔ อย่าง เป็นอันว่าหลวงพ่อสุ่นท่านมีแบบฉบับในการสอนด้วยวิธีล่อใจคน คือ คนชอบวิชาหมอ ท่านก็เอาวิชาหมอเข้าไปสอน แต่ความจริงเอากสิณเข้าไปสอน ถ้าพูดกันตามหลักแล้วท่านก็สอนไม่ผิด เพราะว่าหมอทางใจนี่นะ ถ้าไม่ได้กสิณเสียอย่างเดียวไม่มีทางจะช่วยใครได้เลย ช่วยได้ก็ช่วยไม่จริง เป็นการช่วยแบบนั้นแหละ เป็นการช่วยแบบตุ่ย ๆ นะ เขาเรียกว่า ช่วยแบบตุ่ย ๆ ช่วยจริงจังไม่ได้

เอาละ สำหรับวันนี้ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่ลูกหลานทุกคนที่รับฟัง

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
พิมพ์โดย Amine7 ธ.ค. 2546 12:13:36