Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***หลวงพ่อปานเมื่อเด็ก***

มาฟังกันตอนที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นพระทรงอภิญญา สามารถจะรู้อะไรก็รู้ดี จะทำอะไรทำได้ นี่เรามาฟังกันตอนปลายเหตุนะ ฉันก็เป็นอย่างนั้น เวลาฉันอ่านหนังสือก็เหมือนกันอ่านตอนจบก่อนว่ามันจบตอนไหนแล้วถึงมาอ่านตอนต้น เวลาฉันเล่าเรื่องหลวงพ่อปาน ฉันก็มาเล่าเรื่องตอนปลายเสียก่อน ตอนที่ท่านธุดงค์นั้นมันตอนปลายเหตุใกล้จะตาย แต่ตอนปลายยังไม่ได้เล่าให้ฟัง ก็บุญตัวด้วย ตายยังไม่เล่านะ ไปเล่าเอาตอนหลัง ทีนี้มาเล่ากันตอนต้นใหม่เถอะ วันหนึ่งฉันจำได้ว่าเป็นวันโกนของอะไรนะ มันเป็นวันแรม ๑๕ ค่ำ วันสารท เอ๊ะ ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ วันโกนนี่ หลวงพ่อปานถือว่าเป็นวันประชุม คือว่าท่านมีหมายกำหนดของท่านไว้ ประกาศพระในคราวเดียวว่า ให้ถือวันโกนทุกวันโกนเป็นวันประชุมใหญ่ พระอะไรจะขาดไม่ได้ ถ้าป่วยก็ต้องแจ้งมา ไม่ว่าพระเล็กพระใหญ่พระกี่พรรษาก็ตาม ถ้าป่วยต้องมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมา ผมขอลาการประชุม แล้วก็สั่งกันคราวเดียว วันโกนทุกวันโกนเป็นวันประชุม แต่พวกเราไม่ขาดเพราะขาดไม่ได้ ถ้าหากว่าขาดก็ไม่ได้ฟังของดีของถูกใจ เวลาท่านประชุมก็เริ่มกัน ๒ ทุ่ม ไปเลิกกัน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม บางทีมีเรื่องคุยกันมากก็ ๖ ทุ่ม แต่ว่าถ้าหากว่าท่านพูดเรื่องสำคัญหมดท่านก็อนุญาตว่า ต่อแต่นี้ไปใครจะคุยกับฉันก็คุย ใครไม่อยากคุยอยากจะนอนมีธุระที่ไหนก็ไป ถ้าอยากจะคุยกับฉันก็อยู่คุยกับฉัน นี่เป็นกรณีพิเศษ พอท่านสั่งงาน เสร็จประชุมแล้ว ท่านก็แนะนำสั่งสอน พร่ำสอนเสร็จ แต่คำสอนของท่านก็ไม่ผิดละ เรื่องศีลธรรมและวินัยไม่ผิด รู้สึกว่ามีอาการเครียดอยู่มาก

การปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา และในสำนักของท่าน พระที่ไม่เอาถ่านก็เยอะ อย่าเข้าใจว่าดีทุกองค์นะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ แม้แต่ในสมัยของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน วินัยปรากฎว่ามีตั้งหลายร้อยข้อก็เพราะความชั่วที่พระทำขึ้น ถ้ายังไม่มีใครทำความชั่วเพียงใด พระพุทธเจ้าก็ยังไม่ประกาศพระวินัย ไม่ประกาศเป็นกฎบังคับ แต่กฎบังคับแต่ละข้อ ๆ ที่มันปรากฎตั้ง 200 กว่าข้อ นี่แสดงว่าหลวงพี่สมัยนั้นแกก็ทำความเลวตั้ง ๒๐๐ กว่าข้อเหมือนกัน นี่แม้แต่สมัยพระพุทธเจ้ายังเป็นอย่างนั้น แล้วสมัยของหลวงพ่อปานอย่าไปคิดนะว่าพระจะดีทุกองค์ พระประเภทที่ต่ำกว่าดีก็มาก แต่ว่าท่านแบ่งประเภทของพระไว้ ท่านแบ่งไว้ว่าพระองค์ไหนขี้เกียจเจริญพระกรรมฐาน พระพวกนี้อยู่กองโยธาธิการทำงานก่อสร้าง องค์ไหนขยันเรียนหนังสือ ขยันเจริญกรรมฐาน พระประเภทนี้ไม่เรียกทำงาน ใครจะสมัครไปทำก็ได้ ถ้ามีงานเกี่ยวกับหนังสือท่านก็เรียกใช้ นี่เป็นปฏิปทาของท่าน ถ้าพระอะไรก็ตาม เป็นพระประเภทไม่เอาถ่าน อยู่ไม่ได้นาน ขี้เกียจ นอนกินอืด แล้วก็เป็นนักเบ่งแต่งตัวสวย ๆ อย่างนี้ไม่มีหวัง อยู่สำนักนั้นไม่ได้นาน ถูกขับ ไม่ใช่ว่าท่านจะมายิ้มกับคนดีคนชั่วทุกอย่างนั้น เป็นอันว่าทราบกันแล้วนะ ว่าพระของท่านไม่ใช่ว่าดีเสมอไป ที่เลวก็มี ที่ท่านด่าพระของท่าน ทีนี้พระของหลวงพ่อปานเป็นพระประเภทนั้น ท่านด่าของท่านด่าดี เวลาท่านจะรู้พระดีพระชั่ว ท่านย่องไปฟังตามหลังกุฏิ ใต้ถุนกุฏิ บางทีท่านก็นั่งที่หลังกุฏิของท่านก็มีเทวดาบ้าง มีพระบ้างบอกท่าน คำว่าพระ ไม่ใช่พระคน พระผี ใครทำอะไรไม่ดีตรงไหนถูกฟ้อง มีนางตะเคียนอยู่ ๒ ต้น คอยฟ้องท่านเสมอ อันนี้ ฉันก็เคยถูกนางตะเคียนฟ้องเหมือนกัน ถ้าทำไม่ดีไม่ได้ คนนี้แกเคร่งมาก ถ้าใครไม่ดีไม่ช้าถูกขับ วิธีด่าพระ ท่านใช้ความเป็นคนแก่ของท่านเป็นเครื่องมือด่าพระ หมายความว่าท่านไปที่วัดนู้น วัดทางเหนือก็ตาม วัดทางใต้ก็ตาม ท่านไปเห็นพระร้องเพลง พระทำไม่ดี แต่ว่าตาของท่านไม่ดี ท่านอ่านไม่ออกว่าวัดอะไร นี่เรียกว่าท่านเอาความแก่ของท่านมาสู้ เอาความแก่เข้ามาชนเอา แล้วท่านก็ใช้วิธีด่า จะเล่าให้ฟังวิธีด่าพระ

---ปราบพระเลว...๑---

วันหนึ่ง ท่านไปพบพระของท่านไปนอนร้องเพลงกันที่ศาลาปรก ศาลาปรกน่ะรู้จักไหม รู้จักศัพท์ภาษาเก่าภาษาวัดไหม คือศาลาที่เขาเอาไว้ผีน่ะ เขาปลูกไว้ในป่าช้า สมัยก่อนยังไม่มีกุดัง ใครมีใครตายก็เอามาไว้ป่าช้าที่ศาลา วาง ๆ ไว้กับศาลา ใครเดินมาก็เห็นหีบศพเป็นแถว เขาเรียกศาลาปรก มันแปลว่าอะไรไม่รู้ แล้วก็ที่ศาลานี้ไม่มีศพเอาไว้ พระ ๒ องค์ไปนอนร้องเพลงกันอยู่ที่นั่น บังเอิญท่านเดินเข้าไปในป่าช้าไปเห็นเข้าได้ยินเข้า เมื่อท่านได้ยินเข้าแล้วท่านก็จำหน้าพระไว้ พอเวลาวันโกน ท่านเข้าประชุม เวลาท่านประชุมท่านก็ชม คำว่า สัมโมทนียกถา นี่หมายความว่า ท่านพูดจาไพเราะสรรเสริญความดีของบรรดาพระที่สร้างความดี พระองค์ไหนทำความดีท่านสรรเสริญ ๆ เสียจนเรียกว่าพอใจ แล้วก็กล่าวถึงอานิสงส์ความดีต่าง ๆ อย่างนี้ งานก่อสร้างก็ดี สมถวิปัสสนาก็ตาม หรือว่าสร้างความดีอะไรก็ตาม มีอานิสงส์อย่างไรท่านพูดให้ฟังหมด พูดให้ฟังแล้วท่านบอกว่าเวลาพวกเธอสร้างความดี ฉันติดตามความดีของเธอ เวลาฉันนั่งพระกรรมฐานฉันก็ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปบนพรหมโลกบ้าง หรือว่าไปนิพพานบ้าง และไปดูว่าคุณความดีของใครจะปรากฎ แล้วท่านก็ชี้แจงว่าผลความดีของคนนี้ปรากฎอยู่ที่นั่น ผลความดีของคนนั้นปรากฎอยู่ที่โน่น เรียกว่าท่านไปพบดีมาแล้ว ท่านมาเล่าให้ฟัง ทำให้พระที่ทำความดีปลื้มใจอยากสร้างความดีต่อไป เรียกว่าไม่ยับยั้งในการสร้างความดี คือพยายามดิ้นรนหาความดีอยู่เสมอ ทีนี้สำหรับพระที่สร้างความชั่ว ท่านก็บอกว่าวัดของท่านไม่มีพระชั่ว ไม่มีหรอก ฉันดีใจเหลือเกินที่ลูกของฉันเป็น ลูกดีทุกคน ลูกของฉันไม่มีเลว ฉันไม่มีพระเลวในสำนักของฉัน แต่ถ้าบังเอิญในสำนักของฉันมีคนเลว มีพระเลว มีลูกเลว ฉันจะเสียใจมาก พระเลว ๆ มี ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านก็พูดให้ฟัง ยกตัวอย่างพระเลวว่า

เมื่อ ๒ - ๓ วันนี่นะ ฉันนั่งเรือไป ท่านมีเรือนั่งสำหรับคนแจว ท่านไม่ชอบนั่งเรือรถยนต์บอกว่ามันกระเทือนแล้วก็เสียงดัง ท่านบอกว่าให้คนแจวไปทางใต้ ไปได้ยินเสียงคนร้องเพลง คนร้องเพลงนี่เขาร้องเพลงไทยเป็น ๒ เสียง หมายความว่าคน ๒ คน ก็ถามคนแจวเรือเขาว่านั่นใครร้องเพลง คนแจวเรือก็บอกว่าพระขอรับ ถามว่าร้องที่ไหน คนแจวเรือก็บอกว่าร้องที่ศาลาปรก ก็เลยถามวัด ท่านว่าอย่างนั้น คำว่าศาลาปรกมันก็บอกยี่ห้อว่าเป็นวัด แต่ฉันก็มองดูป้ายวัด ตาฉันมันไม่ดี อ่านป้ายวัดไม่ออกไม่ทราบว่าเป็นวัดอะไร นี่วิธีด่าพระของท่าน แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า ลูกของฉันไม่มีใครเลวอย่างนั้น ฉันได้ยินเสียงร้องเพลงเขาบอกว่าเป็นเสียงพระ ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ยินเสียงหมาหอนจะชอบใจมากกว่าเสียงพระร้องเพลง เสียงพระร้องเพลงนี่มันไพเราะสู้เสียงหมาหอนไม่ได้ เพราะว่าพระองค์นั้นมีความเลว ๆ ยิ่งกว่าหมา หมา ไม่มีสภาพหลอกลวงใคร คือว่าหมามันเป็นหมา มันก็ประกาศความเป็นหมาของมันตลอดกาลตลอดสมัย มันไม่ให้ใครมายกมือไหว้มัน แต่พระที่ไปร้องเพลงนี่มีสภาพเลวกว่าหมามาก เพราะว่าพระไปร้องเพลง การร้องเพลงนี่เป็นภาวะของฆราวาสเขา พระถ้าทำตนอย่างฆราวาสเรียกว่าเลวกว่าฆราวาสเขา เพราะพระเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่เขาจะต้องไหว้เขาจะต้องบูชา เวลาเขาให้ของขอทาน ๆ ไหว้เขา แต่นี่เวลาเขาให้ของพระ คนให้ไหว้พระ พระเป็นบุคคลที่ชาวบ้านควรบูชา ทำตนแบบนั้นเป็นคนเลวมาก ฉันได้ยินพระร้องเพลงฉันสลดใจมาก รู้สึกดีใจว่าพระของฉันไม่มีอย่างนั้น ถ้าหากว่าพระของฉันมีอย่างนั้น ฉันคิดว่าชาวบ้านเขาให้ข้าวมานี่ฉันไม่ให้กิน ฉันให้หมากินดีกว่า เพราะพระแบบนี้เลวกว่าหมามาก นี่อย่างนี้เวลาตายตกอบายภูมิเป็นสัตว์นรก พระหลอกลวงชาวบ้าน ตัวมีความเลวยิ่งกว่าหมาแล้วทำตนเป็นพระให้ชาวบ้านเขาไหว้ นี่มันเลวยิ่งกว่าหมามาก นี่ดีนะที่ไม่ได้อยู่ในสำนักของฉัน ในบ้านของฉันไม่มี ในวัดของฉันไม่มี ถ้าในวัดของฉันมีฉันจะเสียใจไม่น้อย ฉันจะสลดใจมาก นี่ท่านว่าต่อไปว่า พระประเภทนี้เวลาตายมันตกอเวจีนรกทั้งหลายหมด ไม่เหลือหรอก เพราะมันหลอกลวงชาวบ้านเขา เวลาจะกินข้าวก็ให้เขาประเคนและเขาไหว้ เวลาเป็นพระเข้าร่วมสังฆกรรม ๆ นั้นเสียหมด เวลาเขาจะบวช พระจะบวชเจ้าจะลงอุโบสถทำปาติโมกข์สังฆกรรมนั้น ไม่มีเหลือเลยเสียหมด เมื่อสังฆกรรมเสียแล้วตัวจะไปอยู่ไหนก็ไปอบายภูมิ คนประเภทนี้บวชแล้วลงนรก นี่ฉันดีใจนะที่ฉันไม่มีพระเลวอย่างนั้น มีลูกเลวอย่างนั้นฉันเสียใจมาก เอาล่ะ พวกเธอทั้งหลาย มีความดีจงรักษาความดีของเธอเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ความดีของเธอแม้แต่นิดหน่อย การสงเคราะห์สัตว์ วัดไหนหมาผอมอย่าไปอยู่นะ วัดไหนตีฆ้องกลองระฆังถ้าสุนัข ไม่หอนอย่าไปอยู่ แสดงว่าขาดความเมตตา หมาก็ดีแมวก็ดีมันมาอยู่ในวัดให้ทานมันนะ เพราะเอามันเป็นเกราะป้องกันภัย หมายความว่าเป็นด่านป้องกันนรกเป็นด่านแรก เอาล่ะ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เอาไว้วันหน้าฟังกันใหม่ สำหรับวันนี้ก็ยุติกันเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลแก่ลูกหลานทุกคน

ลูกหลานทุกคน วันนี้ฉันมีโอกาสมาพบกับลูกหลานทุกคนตายเคย วันนี้ตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๕ หากคนทั้งหลายที่เคยฟังฉันเทศน์ในสมัยก่อน สมัยหนุ่ม ๆ ฟังลีลาการเทศน์ก็ดี ฟังลีลาการพูดก็ดี ถ้าเห็นว่ามันแปลกไปล่ะก็ โปรดทราบด้วยว่า เวลานี้สุ้มเสียงมันไม่ดีเหมือนก่อน และลีลาการพูดก็เหมือนกัน เพราะว่าลีลาสมัยนั้นดี การพูดคนชอบฟัง ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าสมัยนั้นกิเลสมันท่วมหัวฉัน ฉันชอบประจบชาวบ้านชาวเมือง อะไรก็ตามเอาแต่เรื่องโลก เขาว่าดี ๆ เอามาใช้ ใช้ตามแบบฉบับของโลก ก็เพื่อจะให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาชมว่าฉันเป็นคนดี เวลานี้ฉันเห็นแล้วว่าความดีประเภทนี้เป็นเชื้อสายของนรก การประจบประแจงชาวบ้าน ยกย่องสรรเสริญชาวบ้านเป็นเหตุให้ผิดธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำอย่างนี้เป็นเหยื่อของนรก เพราะอะไร เพราะลุงพุฒิแกนั่งยิ้มฟันขาว มองหน้าแกแล้วแกนั่งยิ้มฟันขาว ถามแกบอกว่าแกจดไว้บ้างหรือเปล่า แกตอบว่าตอนนั้นจด อยากทำไม่ดีก็ต้องจด ตอนนี้จดไม่เลือกหน้าเหมือนกัน เรียกว่าไม่กินสินบาทคาดสินบนใครไม่ไหว ตาพุฒินี่ไม่ยอมเป็นพวกกันจริง ๆ เอ้า แกหันมาต่อว่า แกบอกว่างานก็งานสิ พวกก็พวกสิ ไอ้เรื่องความดีความชั่วมันต้องอยู่ในกฎของกรรม มันเรื่องของงาน แต่เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว แกว่าอย่างนั้น

เอ วันนี้ฉันเพ้อไปกระมังนี่ น่ากลัวฉันจะเพ้อไปเสียกระมัง นี่ฉันมาเล่าเรื่องอะไรให้ลูกหลานฟัง กลับไปคุยให้ลุงพุฒิลุงเพิดที่ไหนนี่ มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะลูกหลานนะ ถ้าอยากรู้ว่าลุงพุฒิแกมีหรือไม่มี ลูกหลานที่รักทำอย่างนี้ซินะ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ พยายามบำเพ็ญทานบารมีให้ครบถ้วน แล้วก็รักษาสมาธิจิต ระงับนิวรณ์ ๕ เสีย ทรงพรหมวิหาร ๔ และพิจารณาตัวเราให้เป็นไปตามความเป็นจริง เห็นว่าร่างกายมันไม่เป็นแก่นสารไม่เป็นสาระ กระทั่งตัดอุปาทานได้เป็นบางส่วน เท่านี้แหละ ลูกหลานทั้งหลายจะเห็นว่าลุงพุฒิแกมีจริงหรือไม่จริง ถ้าได้ทิพยจักษุญาณละจะได้เห็นตัวแก แล้วจะได้คุยกับแก เรื่องที่ฉันพูดให้ฟังนี้จะจริงหรือไม่จริงไปสอบสวนกันตอนนั้นนะ ที่บอกให้ทำอย่างนี้ไม่ใช่เกินวิสัยของคนที่จะทำได้ คนในโลกเกิดมามีสิทธิจะทำได้เหมือนกันทุกคน เออ เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงคนให้สตางค์ฉัน แต่ความจริงคนให้สตางค์ฉันมีด้วยกันหลายคนนะ มีมากแต่ฉันจำชื่อไม่ค่อยจะได้หรอก บางทีคนนั้นก็ฝากคนนั้นไว้ คนนี้ก็ฝากคนนี้ไว้ วานนี้ไม่ได้พูดชื่อคนประจำที่ให้ประจำที่บ้านท่านเจ้ากรมเสริมอีก ๓ คน คนนี้เป็นหญิง ถ้ารวมผู้ชายด้วยเป็น ๖ คน คือว่า คุณนิดกับคุณปวิณนะ คุณกะละมัง คุณนิดกับคุณปวิณ กะละมังนี้ก็ให้เป็นประจำเหมือนกัน และคุณอัญชัญกับคุณอันเชิญ กับสามีคุณบัณเย็นและนาวาอากาศโทอะไรนี่ หมอน่ะ จำชื่อไม่ได้แล้ว นึกไม่ออกแล้ว นึกกันเองนะ นี่เขาให้สตางค์กินกัน

เมื่อวานนี้ฉันพูดเรื่องนี้แล้ว ตอนกลางคืนฉันก็นอนสบายใจ ฉันสบายใจอะไรรู้ไหม เรื่องที่ฉันทำอีลุ่ยฉุยแฉกน่ะ ใช้เงินของเขาผิดประเภท ฉันมีความหวังอย่างคนแก่ธรรมดา เพราะว่าตามธรรมดาคนแก่เป็นนักสะสม ไอ้โน่นก็ของกู ไอ้นี่ก็ของกู แม้แต่เศษกระดาษก็เก็บ เพราะว่าคนแก่เห็นความหมาย เห็นความหวังว่ามันเป็นประโยชน์ อย่างน้อยที่สุดเศษกระดาษเราใช้เช็ดปากเช็ดมือหรือเป็นอะไรก็ได้ นี่เป็นเรื่องของคนแก่ คนแก่น่ะยุ่งอย่างนี้ แต่แก่อย่างฉันไม่ใช่ยุ่งอย่างนั้น เก็บเหมือนกันสตางค์ที่ลูกหลานให้มาเพื่อกินเพื่อใช้ซื้อข้าวซื้ออาหารซื้อยารักษาโรค ฉันคิดว่าฉันใกล้จะตาย กินมากนักจะเสียเปล่า แต่กินพอมีพอควร บางทีเหลือ แต่ไม่ใช่เหลือไว้กิน ทั้งนี้เพราะเป็นตามธรรมดาของคนแก่ที่ห่วงลูกห่วงหลาน คนแก่ทุกคนมีความหวังมาก นี่ห่วงว่าลูกหลานของฉันจะเป็นคนจน ไอ้ชาตินี้เขาจะจนหรือรวยไม่สำคัญ เพราะชีวิตนี้เราได้รับผลกันแล้ว วันข้างหน้าซิ คนแก่ที่สะสมทรัพย์สมบัติก็สะสมไว้ให้ลูกหลานในวันหน้า เวลาตายไปแล้วทรัพย์สินส่วนนี้ที่ดินแปลงนี้ หรือว่าบ้านหลังนี้ หรือว่าเงินจำนวนนี้ จะมีไว้กับหลานคนนั้น คนนี้ นี่เป็นภาวะของคนแก่ แต่ว่าคนแก่อย่างฉันไม่เป็นอย่างนั้น อยากจะให้ลูกหลานของฉันร่ำรวยในอริยทรัพย์ ชาตินี้มีแค่นี้แล้วชาติหน้าอยากให้รวยกว่านี้ อยากให้มีความสุขกว่านี้ ให้มีทรัพย์สินมาก ๆ ให้มีบ้านสวย ๆ มีความเป็นอยู่อย่างเป็นสุข มีหูมีตาดี มีจมูกดี ทีนี้ฉันก็ทำหมด เอาเงินของลูกหลานไปสะสมสร้างของพวกนี้เข้าไว้ให้ลูกให้หลานของฉัน ส่วนใดที่เป็นทานบารมี อาหารส่วนการบริโภค ฉันก็จัดสงเคราะห์แก่คนและสัตว์ตามสมควร นอกจากนั้นก็เอาไปสร้างบ้านสร้างเรือนเข้าไว้ สร้างเครื่องหูทิพย์ สร้างเครื่องตาทิพย์เข้าไว้ บางทีลูกหลานทั้งหลายเห็นฉันเข้าจะว่าหลวงตาแก่นี่ไม่เจียมตัว หากินเองก็ไม่ได้ต้องอาศัยลูกหลานกิน ยังสร้างโน่นสร้างนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่ ไม่รู้จักเจียมตัวสักที แต่ลูกหลานเอ๋ย ฉันน่ะเป็นคนรวยแล้วนะ เวลานี้ฉันรวยบริบูรณ์สมบูรณ์ครบทุกอย่างแล้วเฉพาะตัวฉัน แต่ว่าลูกหลานเท่านั้นแหละยังไม่ครบ ไอ้ที่ฉันสะสมไว้นี่เพื่อให้ลูกหลานเป็นคนรวยบ้าง ความรวยของคนเรามีอยู่ ๓ ขั้น ที่ฉันต้องการคือ

1. ตายไปแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ มีทุกอย่างเป็นทิพย์ ที่อยู่ก็เป็นทิพย์ ร่างกายก็เป็นทิพย์ หูตาเป็นทิพย์ อวัยวะทุกส่วนเป็นทิพย์ ถ้าหมดจากสวรรค์ลงมาเกิดในมนุษย์โลกก็จะมีทรัพย์สินสมบูรณ์ หูตาดี นี่ความต้องการของฉัน การสร้างวิหารทานจะได้มีที่อยู่ดี การให้ทานแก่สัตว์และบุคคล ลูกหลานก็ได้เป็นคนมีทรัพย์สินบริบูรณ์ ทีนี้การสร้างเครื่องให้ได้รับความสะดวกจากเสียงจากแสง ไฟฟ้าหรือว่าเครื่องติดต่อ ไฟฟ้าเป็นเรื่องของหูตาดี และเครื่องติดต่อเข้าใจง่ายเป็นเรื่องของหูดี นี่ฉันทำไว้หมดเพื่อลูกเพื่อหลาน ถ้าเห็นเข้าก็โมทนากัน รู้เข้าก็โมทนากัน จะได้บุญเพราะอำนาจปัตตานุโมทนามัย คือแสดงความยินดีร่วม การแสดงความยินดีร่วมเป็นบุญเป็นกุศล เป็นกำไรที่ได้อย่างชนิดไม่ต้องลงทุน แต่ความจริงลูกหลานก็ลงทุนมาแล้ว ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้ให้หลวงตาเฒ่าไปซื้อยารักษาโรค หรือว่าซื้ออาหารเป็นเครื่องบริโภค แต่หลวงตาเฒ่าเจ้าเรื่องแกก็ไปสร้างอะไรต่ออะไรเสีย ก็เอาไว้บ้าง ไม่ใช่เอาไปหมดหรอก เรื่องยานี่มันต้องกิน มันเชื่อเขาได้นี่ บางทีหมดแล้วก็ไปเอาเขามาก่อน ก็รู้อยู่นี่ว่าลูกหลาน ใจดี พบหน้ากันเมื่อไรก็ให้กันเมื่อนั้น ก็เลยมาตั้งท่าเป็นหนี้เอาไว้ก่อน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความจำเป็นน้อย ข้าวปลาอาหารฉันเป็นคนกินไม่ยาก ถ้าโรคกระเพาะฉันไม่รบกวน ไม่ว่าอะไรฉันกินได้ทุกอย่าง กินได้อย่างคนธรรมดา โรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน ฉันถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ มันไม่แปลกสำหรับฉัน จึงมีความวิตกน้อย เรื่องวิตกมีอยู่อย่างเดียว คือ กลัวลูกหลานจะเป็นคนจน

2. ทีนี้ความรวยอันดับ 2 ขั้นพรหมโลก นี่เขามีความรวยมีความเป็นสุขมาก ฉันก็หาทางไว้แล้ว

3. รวยอันดับที่ 3 รวยเต็มที่ ที่อย่างฉันคุยว่าฉันเป็นมหาเศรษฐีใหญ่แล้ว เวลานี้ฉันเป็นมหาเศรษฐี รวยอันดับนี้ก็คือรวยพระนิพพาน สิ่งที่เกิดขึ้นตามความประสงค์ หมายความว่าไม่ต้องคิด ไม่ต้องเนรมิต ไม่ต้องคิดว่าสิ่งนั้นควรมี ไม่ต้องคิดว่าสิ่งนี้ควรมี ถ้าถึงความจำเป็นแล้วมันมีของมันเอง นี่เป็นมหาสมบัติใหญ่ เป็นภาวะแห่งมหาเศรษฐี

นี่ฉันเอาเงินของลูกหลานทุกคนไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ฉันมีความประสงค์อย่างนี้นะ ฉะนั้น เวลาฉันตายฉันจะเหลือหนี้ไว้ ไม่ใช่เหลือเงิน เวลานี้ฉันเป็นคนรวยแล้ว ฉันมีเงินอยู่เท่าไร มีอยู่ ๘๖ บาท ฉันฝากธนาคารไว้ ๓ ปี นี่ใครว่าฉันจน มีเงินตั้งชั่งกว่า ฉันฝากธนาคาร ออมสิน ฝากประเภทประจำเสียด้วย ความจริงเงินจำนวนนี้ ศิริรัตน์ โรจนวิภาต และก็นนทา อนันตวงษ์ พร้อมด้วยฉลวย วาสนา พิมพา และคณะของเขา เขาจัดทำบุญวันเกิดของฉันปีแรกได้ไว้ ๘,๐๐๐ บาท แล้วฉันก็ไปดึงเอาของเขามาสร้างเสียหมด เขาหาไว้ให้เพื่อจะได้ใช้ค่าอาหารและยารักษาโรค แต่พอเขาเผลอฉันก็ไปเบิกมา เบิกมามันก็ไม่หมด เอาไว้ ๘๖ บาท เมื่อวานซืนนี้เจ้าหน้าที่เขาบอกว่ามีดอกเบี้ยแล้วมีดอกเบี้ยงอกขึ้นมาหน่อย นี่ฉันไม่ใช่คนจนนะคนขนาดมีเงินฝากธนาคารตั้งชั่งกว่านี้และก็มีดอกเบี้ยด้วย มีดอกมีผลได้ จนที่ไหน ไม่จน และก็พอดีคุณอะไร คุณติ๋ว คุณวัฒนีน่ะ ความจริงเมื่อคราวที่แล้วกลับไปกรุงเทพฯ ได้สตางค์มาเยอะ คิดไม่ถึง เวลาไปไม่ได้คิดจะไปทวงใครไปขอใครหรอกนะ คิดว่าถ้าเขาเมตตาเขาก็ให้ เขาไม่เมตตาก็แล้วไป ไม่รบกวนใคร ให้มาแล้วมานับสตางค์ดูแล้วได้มาตั้ง ๘,๐๐๐ กว่า ของ คุณวัฒนี นวพันธุ์ คุณติ๋ว แกให้มาเป็นประจำเดือน ๆ ละ ๕๐๐ บาท และแกใส่ซองเขียนมาด้วยว่า เดือนนั้นเดือนนี้เดือนนี้เดือนนั้น ๑๒ เดือน ก็เป็น ๖,๐๐๐ บาท แล้วของคณะบ้านเจ้ากรมหมายความเอาเป็น คณะนี้ใครบ้างต่อใครบ้างก็ไม่ทราบ คณะของฉลวยนั่นอีกคณะหนึ่งรวมมาอีกเป็น ๒,๐๐๐ กว่า ๆ นิดหนึ่ง รวมเงินทั้งหมดแล้วก็ได้ ๘,๐๐๐ กว่า ๆ ฉันมาเปิดซองดูแล้ว แหม ฉันนี้รวยมหาศาล รวยมาก รวยอย่างคาดไม่ถึง ในชีวิตของฉันไม่เคยมีเงินขนาดนี้ ฉันเทศน์ได้เงินเป็นปี๊บ แต่ว่าฉันก็เป็นหนี้เขาเลยปี๊บ หนี้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ พอฉันเห็นรวยเงิน คุณติ๋วแกเขียนไว้อย่างนั้น ฉันกลัวแกจะดุเอา ฉันก็เลยเอาของแกไปฝากคลังออมสินไว้ คิดว่าถึงเดือนฉันจะเบิกมาใช้ ๕๐๐ บาท นี่เป็นทุนเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งที่ได้แน่กันละ มีใช้แน่กันล่ะ มันจะพอไม่พอไม่สำคัญ ค่ายานี่สำคัญ แต่ว่าส่วนหนึ่งนอกจากนั้นฉันเอาไปทำไม เวลานี้ฉันกำลังจะสร้างกุฏิตึกนี่ สร้างส้วม สร้างศาลาดิน ฉันก็ไม่มีสตางค์ค่าแรงงาน ฉันก็มาตุนไม้เป็นค่าแรง แล้วเอาเงินของคุณติ๋ว ๕๐๐ บาท ชักเอาไว้สำหรับเดือนมกราคม ว่าถ้ากินไม่หมดใช้ไม่หมดก็จะไปผสมค่าแรงงาน

นี่หลวงตาแก่เลอะเทอะแกทำอย่างนี้นะ นี่เป็นความดีของลูกหลาน เป็นอันว่าเวลานี้ ฉันเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ฉันมีเงินฝากธนาคารไว้เท่าไร ๕,๕๐๐ กับ ๘๖ บาท นี่เป็นเงินต้น ไอ้ดอกเบี้ยของ ๘๖ บาท เท่าไรไม่รู้ นี่ฉันรวยนะ ไม่ใช่ฉันจน คนรวยอย่างฉันหาไม่ได้หรอก ไปถามคนอื่นเถอะ ไม่มีใครเขารวยหรอก มีแต่เขาจนกันทั้งนั้น เขามีเงินตั้งแสนสองแสน ตั้งล้านสองล้าน เขาจนนะ เขาไม่มีหรอก ฉันมีเงินคงคลังอยู่ ๘๖ บาท นี่เบ่งมา ๓ ปีแล้ว ใครเขามาคุยกับฉัน ๆ ก็เต๊ะท่าบอกว่า เอ๊ะ ใครมาว่าฉันจน ฉันมี ๘๖ บาทในธนาคาร แต่เงินจำนวนนี้ที่มันคงสภาพอยู่ได้เพราะอะไร ไม่กล้าไปเบิก อายเจ้าหน้าที่ธนาคารเขา ขายขี้หน้าเขา เขาจะว่าแหมแค่เงินชั่งกว่า ๆ นี่ยังจะมาเบิกอีก ที่มันทรงอยู่ได้ก็เพราะอายเขาหรอกนะ ถ้าไม่อายเขาก็หมดไปแล้ว อ้าว นี่มาเลอะเทอะไปแล้วสิ มาว่ากันต่อไปว่า เมื่อคืนฉันสบายใจเพราะอะไร พอฉันพูดแล้วตอนเช้าพูดแล้ว ฉันสบายใจว่าที่ฉันได้ระบายความรู้สึกที่แท้จริงให้ลูกหลานฟัง แล้วฉันก็ย่อง ๆ ขึ้นไปดูว่าบ้านที่ฉันสร้างให้ลูกให้หลานนี้ด้วยเงินค่ายาค่าอาหารก็ดี เงินที่ลูกหลานบำเพ็ญกุศลมาเป็นกรณีพิเศษก็ดี มันอยู่ที่ไหนบ้าง มีเวลาว่างฉันก็ย่องขึ้นไปดู เห็นมันมีอยู่แพรวพราวไปหมด เยอะแยะ ถามเจ้าหน้าที่ประจำถิ่นเขาอย่างสวรรค์ชั้นกามาวจร ฉันก็ถามพระอินทร์ อย่างชั้นพรหมฉันถามท่านท้าวมหาพรหม เลยขึ้นไปนิดก็ถามท่านใหญ่ นี่ฉันไม่บอกชื่อล่ะ รู้เอาเองนะ ท่านก็ชี้แจงให้ทราบอันนี้เป็นของคนนี้ อันนั้นเป็นของคนนั้น คนนี้มีบารมีขนาดนี้ คนนั้นมีบารมีขนาดนั้น แล้วก็ถามถึงกาลข้างหน้าว่า พวกนี้จะได้ขึ้นมาครองไหม ท่านก็บอกว่ามีร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าชีวิตของเขาจะมีอารมณ์อีลุ่ยฉุยแฉกอยู่บ้าง (ศัพท์นี้มันเป็นศัพท์ภาษาคนแก่นะ ภาษาหนังสือภาษาตำราเขาว่าอย่างไรไม่ทราบ อีลุ่ยฉุยแฉก หมายความ มันไม่ค่อยจะตรงทาง) บอกว่าถึงแม้เขาจะมีอารมณ์อย่างนั้นอยู่บ้างก็ตามที แต่ทว่าเวลามรณภาพลงไป สิ่งที่เป็นความดีจะปรากฎ ถ้าเขานึกถึงสิ่งที่เป็นความดีปรากฎนิดหนึ่งเท่านั้น ทรัพย์สมบัติที่เป็นความดีทั้งหลายที่ท่านสะสมไว้ให้ ทุกคนเขาจะมีสิทธิ์เข้ามาครองได้ทั้งหมด

พอฉันไปพบท่านเล่าให้ฉันฟัง ฉันกลับลงมา ฉันนอนสบายใจ สบายที่ว่าฉันเอาเงินของลูกหลานไปใช้อย่างลับ ๆ ทำงานประเภทที่เรียกว่าปกปิดมานาน เวลานี้ถึงกาลที่จะเปิดเผยกันแล้ว เพราะฉันใกล้จะตาย ฉันใกล้จะตาย ฉันจะได้บอกลูกหลานของฉันมีอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง ฉันมั่นใจว่าลูกหลานของฉันทุกคนเวลาตาย อย่างต่ำก็ต้องไปสวรรค์ชั้นกามาวจร อย่างกลางต้องไปพรหมโลก อย่างดีที่สุดมีอยู่แล้วก็คือพระนิพพาน แต่ใครจะหมุนกลับลงมามนุษยโลก ฉันแน่ใจว่าลูกหลานของฉันไม่จน คนที่รวยอยู่แล้วจะรวยมากกว่านี้ คนที่ไม่เคยร่ำรวยจะพบกับความร่ำรวยอย่างคาดไม่ถึง นี่สิ่งเหล่านี้ฉันมีความมุ่งหวังมานาน ตั้งแต่บวชปีแรกฉันจะทำอย่างนี้ และฉันก็ทำตลอดมา ทำในสมัยที่ฉันมีกำลังร่างกายดี แต่เวลานี้ฉันไม่มีแรงแล้ว หาเงินไม่ไหว เทศน์ก็ไม่ไหว สวดมนต์ก็ไม่ไหว ร่างกายมันก็ไม่อำนวย ไปรับนิมนต์ใครเขาเข้าก็กลายเป็นคนโกหกชาวบ้านไป หมายความว่าไปไม่ได้ตามกำหนด ก็เลยเป็นอันว่าเลิกกัน เงินทองที่จะใช้จะกินเข้าไป นอกจากลูกหลานให้แล้วไม่มี ไม่มีทางได้เลย แต่ก็เป็นความดีจริง ๆ ที่ลูกหลานทุกคนสงเคราะห์ฉันอย่างคาดไม่ถึง ผลความดีอันนี้แหละนะ ในฐานะที่ฉันเป็นหลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ และก็เป็นพระแก่เจ้ากี้เจ้าการถือ พระรัตนตรัยเป็นสำคัญ คือ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด และพระพรหมและเทพเจ้าทั้งหมด ขอทุกท่านจงกำหนดจิตจดจำลูกหลานของฉันไว้ว่า บุคคลผู้ใดก็ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรม และขอให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้ว ทุกประการแก่ลูกหลานของฉันทุกคน เวลานี้ที่ความปรารถนาสมหวัง นี่ฉันตั้งใจไว้นาน ปรารถนาไว้นาน คิดว่าจะทำไม่ได้ แต่เวลานี้ทำได้แล้ว ลูกหลานของฉันทุกคนมีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความดีพอสมควรแล้ว อย่างน้อยที่สุดทุกคนเกิดบนสวรรค์ได้ ตายมาจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นคนรวยได้ หรือไปพรหมโลกได้ หรือไปพระนิพพานได้ มีแล้วทั้ง ๓ ระดับ ฉันดีใจ ฉันพอใจมาก

เอาล่ะ ต่อไปมาพูดกันถึงหลวงพ่อปานดีกว่านะ ท่านทั้งหลายที่เคยเห็นในตอนก่อนกับเห็นในสมัยนี้ หรือฟังในตอนก่อนกับฟังในสมัยนี้ทราบด้วยว่าฉันเปลี่ยนตัวเสียแล้ว ร่างกายภายนอกน่ะไม่ได้เปลี่ยน มันทรุดลงไป แต่เปลี่ยนใจ คำว่าตัวตนในที่นี้หมายถึงใจ ก็มันมีสภาพไม่สวย ฉันเปลี่ยนมันเสียแล้ว สนิมที่มันเกาะอยู่ ฉันพยายามไล่มันลงบ้างแล้ว ฉะนั้น เวลาพูด เวลานี้ต้องการอย่างเดียวคือ สารธรรม แล้วการประจบประแจงใครเลิกกัน เพราะถืออย่างเดียวว่าร่างกายเป็นรังของโรค มันจะต้องเปื่อยเน่า มันจะตาย เมื่อมันจะตายแล้ว เมื่อมันจะประจบสอพลอก็หวังให้เขาบำรุงบำเรอร่างกาย ก็นี่ฉันรู้แล้วว่าร่างกายของฉันมันจะพัง จะให้ใครมานั่งบำรุงบำเรอฉันเพื่ออะไร เอาสิ ถ้าไปหลงเข้าแบบนั้น ลุงพุฒิ นั่งแยกเขี้ยวแหง เอามือชี้หน้าขึ้นมา เอาสิ ประจบสิ จะได้จดลงนรกเสียอีก ไม่ได้หรอกคนนี้ คอยสะกิดข้างเรื่อยนี่ ลุงพุฒิ ว่าง ๆ ฉันทำชั่วแกจดให้ฉันไปนิพพานไม่ได้รึ แกยกมือขึ้น ๔ มือเลย แถมกระดิกเท้าด้วย ไม่ได้ ไม่ได้ ชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี นี่เห็นไหม ลูกหลาน ลุงพุฒิแกเป็นคนตรงไปตรงมานะ แกไม่กินสินบาทคาดสินบนใคร

เอา ต่อแต่นี้ไปมาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานจะดีกว่านะลูกหลานนะ วันนี้ดูท่าจะนิ่มนวลสักหน่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเที่ยวไปชมสมบัติของลูกหลานเพลินไป กลับมาดึก แถมตื่นตี 2 ไปอีก มันปลื้มใจนะลูกหลานนะ ปลื้มใจจริง ๆ ปลื้มใจที่เห็นสมบัติลูกหลานฉันมันสวย ปลื้มใจบอกไม่ถูก ฉันอิ่มบอกไม่ถูก จริง ๆ นะฉันจะบอกให้ เวลานี้ใครเอาทรัพย์สินมาให้ จะตั้งให้ฉันเป็นอะไร อย่ามาตั้งเลยฉันไม่เอาหรอก ตั้งแล้วไปนรก แน่ะ ลุงพุฒิแกขยับดินสออีกแล้ว บอกเอาสิ รับตรงสิ จะได้จดลงนรกไป วันนี้เห็นหน้ากันแจ๋วแหววเชียว ไม่รู้ยังไง ท่าจะอารมณ์ดีขึ้นก็ไม่รู้ ไหน ลมเรอะ แน่ะ เขาร้องขึ้นมาบอกว่าลมดี ฉันจะพูดเรื่องนี้เขาบอกว่าเขาเป็นพยาน แล้วแกอย่าลืมนะ ลูกหลานของฉันทุกคนน่ะ เวลาจะตายนะแกนะ แกจะให้เผลอสติไม่ได้นะ สั่งลูกน้องของแกขึ้นมานะ เพื่อเตือนใจเขาให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง และสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งไว้นะ เขารับปากดี ดีใจ เออ อย่าถือหลวงตาเลยนะ ตาพุฒิตาเพิดแกมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาว่ากันถึงเรื่องหลวงพ่อปาน เมื่อวานมาจบลงตรงไหนนะ ใครจำได้ไหม อ๋อ นึกออกแล้ว จบเอาตอนที่ท่านด่าพระ

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
คัดลอกจากวัดบนเว็บ11 ธ.ค. 2545 09:50:22