Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***หลวงพ่อปานเรียนหมอ...๑***

วันนี้เอากันตรงไหนดีล่ะ เอาตอนหลวงพ่อปานเรียนหมอเอาไหม วันนี้หมอนิดแกจะได้ชอบใจนะ หมอนิดอยากเป็นหมอทางใจ ฟังเรื่องของหลวงพ่อปานไว้นะ บรรดาลูกหลานทั้งหลายก็เหมือนกัน ฟังเรื่องราวของพระแก่ท่านไว้ ลีลาของพระแก่น่ะมีความดีอยู่มาก เพราะว่าโดยมากท่านไม่ทิ้งแบบฉบับของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทำมาอย่างไร ท่านทำไปตามนั้น เรื่องความเป็นหมอของพระจะหาว่าเลวทรามน่ะ ไม่จริงหรอก มันไม่จริง ถ้าเป็นหมอเพราะอำนาจเมตตาบารมีนี่ไม่ใช่ความเลวทราม มันเป็นความดี แต่ว่าเป็นหมออาชีพเรียกเงินทองเขามา ทำไม่เข้าท่าเหมือนกัน

สมัยที่หลวงพ่อปานอยู่กับหลวงพ่อสุ่น เมื่อเข้าไปเป็นนาค หลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ พูดอย่างนี้แล้วก็อยากจะนึกถึงหมอนิดนะ หมอนิดแกก็เป็นคนชอบฤทธิ์อย่างหลวงพ่อปานเหมือนกัน จะไปโทษหมอนิดแกก็ไม่ได้ ก็ต้องโทษฉันด้วย ฉันก็อีลุ่ยฉุยแฉกชอบเล่นทางนี้เหมือนกัน นี่เป็นคนประเภทเดียวกัน สมัยนั้นหลวงพ่อปานอย่าเผลอ คาถาอาคมไม่ได้ทีเดียว ถ้าเขียนไว้ว่ามีคุณสมบัติแบบไหน ฉันขโมยเอามาทำจนสำเร็จหมด แต่ก็ไม่เอาอยู่คาถาเดียว คือ คาถาทำผู้หญิงให้รัก อันนี้เห็นเข้าฉีกทิ้งเลย ฉีกเลย เพราะมันไม่จำเป็น ไม่มีความจำเป็น ถ้าเราเลวอย่างเดียวก็ไม่มีใครรัก ถ้าเราทำดีทำให้ถูกใจเขาเขาก็รัก นี่มันเป็นเรื่องธรรมดา จะต้องไปนั่งว่าคาถาให้มันเปลืองเวลาทำไม ไม่จำเป็น คาถาประเภทนี้เห็นของใครไม่ได้ พระอะไรถ้าไปเขียนคาถาเสน่ห์เล่ห์ลมอะไรไว้ที่ไหน ถ้าไปเจอะเข้าเป็นฉีกทิ้งเลย ไม่เกรงใจใคร เมื่อฉีกทิ้งไม่ฉีกเปล่า ด่าเจ้าของด้วยหาว่าเลวเกินไป นี่เป็นอย่างนี้แหล่ะ ฉันนี่น่ะความระยำมันไม่น้อย ตานี้มาว่ากันถึงหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานท่านชอบฤทธิ์ หลวงพ่อสุ่นท่านก็รู้ใจเข้าไปทีแรกท่านก็ให้คาถาสะเดาะกุญแจ ท่านก็กล่าวถึงคุณสมบัติของขุนแผน ว่าขุนแผนน่ะเก่ง จะเข้าไปหาใครที่ไหนก็ตาม จะมีกลอนอยู่หรือมีกุญแจอยู่ ขุนแผนเข้าได้ คือว่า ไม่ต้องใช้สว่านเจาะ ใช้คาถาสะเดาะกุญแจ คาถาบทนี้เขาว่าไม่ยากหรอก ว่า นะ มะ พะ ธะ ๔ คำเท่านั้น แต่ก็ถอยหลังนะ ถอยหลังว่ายังไงฉันไม่รู้หรอก ถึงฉันรู้ก็ไม่บอก ถึงใครจำได้อยากจะเป็นขุนแผนบ้างก็เชิญซิ เอาไปว่าเอาไปทำกัน ไม่หวงไม่ห้าม ของดีไม่หวงไม่ห้าม แต่ว่าเวลาจะขโมยของเขาบางทีมันจะเป่าไม่ออกก็ได้นะ หลวงพ่อปานท่านสามารถทำได้ในระยะ ๑ เดือน แล้วก็ทำได้ดี ต่อมาวันหนึ่งหลวงพ่อสุ่นเรียกเข้าไปหาถามว่า ปานเอ๊ย เอ็งท่องขานนาค คือ ว่าคำบรรพชาได้หรือยัง หลวงพ่อปานบอกว่าได้แล้วขอรับ แล้วก็หนังสือสวดมนต์ล่ะลูกเอ๊ย ท่องได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่าได้ กี่บท ๆ ก็ว่าไป หลวงพ่อสุ่นก็กล่าวคำชมเชย บอก เออ ปานเอ๊ย เอ็งเข้ามาอยู่วัดได้เดือนเดียว เจ็ดตำนานจวนจะจบอยู่แล้วนะ ขานนาคก็ได้ เออ คาถาเป่ากุญแจที่พ่อให้นี่น่ะเอ็งทำได้หรือยัง หลวงพ่อปานก็บอกว่า ทำได้แล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนเข้ามา แล้วก็กระทุ้งเสียจนแน่น บอก ลองเป่ากุญแจดอกนี้ซิออกไหม หลวงพ่อปานพอเอื้อมมือเข้าไปจับกุญแจ พอถูกกุญแจลั่นผัวะเลย นี่ท่านเก่งขนาดนี้นะ นี่เป็นวิธีฝึกสมาธิของพระแบบเก่า ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ ท่านก็เลยไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน ท่านบอกว่าเป็นเรื่องของฤทธิ์ เป็นเรื่องของการสะเดาะกุญแจ หลวงพ่อปานทำได้



หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจบอกว่า ปานเอ๊ย ถ้าเอ็งทำได้อย่างนี้นาลูกนา ต่อไปอะไรเล่าที่เอ็งต้องการพ่อให้หมดไม่เหลือ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด แต่ว่าเอ็งจงจำไว้ให้ดีนะลูกนะ การบวชเป็นพระต้องจำไว้คำหนึ่ง คำขอบรรพชาว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์จากพระอุปัชฌาย์เพื่อจะทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน การบวชพระน่ะมีความหมายอย่างเดียวนะลูกนะ มีความหมายเพียงทำให้แจ้งพระนิพพาน ถ้าหากว่าจะบวชเพื่อเป็นประเพณีแล้วก็อย่าบวชเลย ตกนรก เพราะพระนี่ตกนรกง่ายกว่าฆราวาส แล้วฆราวาสเขาตกก็เรียกว่ามีโทษไม่หนักเท่าพระ พระมีบุญมาก ฆราวาสทำบุญร้อยครั้ง พระทำบุญครั้งเดียวมีอานิสงส์มากกว่า ตานี้หากชาวบ้านทำบาป ๑๐๐ ครั้ง พระทำบาปครั้งเดียวก็บาปมากกว่าเหมือนกัน ทีนี้เวลาลงนรกชาวบ้านเขาก็ลงเบากว่า พระลงหนักกว่า พระทุกองค์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานะ ปานต้องจำไว้ เอ็งจะต้องบวชต่อไปตลอดชีวิตนะลูกปานนะ ไม่มีโอกาสได้สึก เอ็งนี่ะชาตินี้เป็นชาติที่สุด ตอนนี้หลวงพ่อปานท่านบอก ท่านไม่เข้าใจเหมือนกันว่าชาตินี้เป็นชาติที่สุดหมายความว่ายังไง ท่านเล่าให้ฟังนะ ท่านเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นท่านไม่รู้ หลวงพ่อสุ่นท่านก็พูดย้ำลงไปว่า การบำเพ็ญบารมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ต่อไปก็มีการเกิดจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น


หลวงพ่อปานท่านบอกว่า แม้หลวงพ่อสุ่นจะพูดอย่างนั้นท่านก็ยังไม่เข้าใจ แล้วท่านก็สอนต่อไปว่า การบวชเป็นพระ ไม่ว่าใครทั้งหมด หนึ่ง ถ้าปรารถนาความร่ำรวย สะสมทรัพย์สินที่บรรดาพุทธบริษัทมาถวาย แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่ไม่เป็นพระ หมายความว่า เอาไปลงทุนค้าขาย เอาไปซื้อไร่เอาไปซื้อนา จะตั้งใจเอาเงินไปหมั้นสาว ๆ จะแต่งงาน อะไรก็ตามอันเป็นเรื่องของฆราวาส พระองค์นั้นแม้จะบวชอยู่สักกี่ร้อยปีก็ไม่เป็นพระ เพราะว่าการเป็นพระนี่มันเป็นที่ใจ การที่จะโกนหัวห่มผ้าเหลืองอธิษฐานว่าตนเป็นพระน่ะไม่ใช่ นั่นเป็นผีหลอกชาวบ้าน เรียกว่า เอาผ้าเหลืองมาห่มเปรตเข้าไว้ ในตอนต้นเป็นเปรตก่อน เพราะเปรตช่วยตัวเองไมได้ ต้องอาศัยโมทนาบุญจากคนอื่น นักบวชก็เหมือนกัน นักบวชที่เข้ามาแล้วก็บิณฑบาตข้าวจากชาวบ้าน ชาวบ้านถวายเงิน ชาวบ้านให้ผ้าผ่อนท่อนสไบ ชาวบ้านให้ที่อยู่ ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ตนหามาได้โดยชอบธรรม เรียกว่าเป็นทรัพย์สินของชาวบ้านเขา พระก็มีสภาพเหมือนเปรต เห็นไหมลูกหลาน มีสภาพเหมือนเปรตน่ะ เปรตถ้าทำตัวไม่ดีเวลาตายก็ไปนรก นี่ถ้าอยู่อย่างเปรต เราบวชเข้ามาแล้วมีสภาพเหมือนเปรต คือ ต้องอาศัยชาวบ้าน ก็ต้องทำทรัพย์สินของชาวบ้านให้เป็นประโยชน์จริง ๆ ใช้ในฐานะที่เรียกว่าสมณวิสัยจริง ๆ คือ วิสัยของพระ วิสัยของพระนี่น่ะจะทำยังไง ก็เอาเงินของชาวบ้านมาใช้มากิน อะไรมันไม่มีก็ซื้อใช้สอยตามความสุขอย่างพระ ไม่ใช่ความสุขอย่างชาวบ้าน เรียกว่า ตามสมควร ไม่โอ่โถงนัก ถ้าเงินมันเหลือก็เอาเงินจำนวนนั้นไปก่อสร้างสาธารณประโยชน์ จะก่อสร้างวิหารการเปรียญก็ตาม หรือจะสงเคราะห์คนที่มีความทุกข์หิวโหยเข้ามาให้มีความสุขก็ตาม หรือว่าจะสร้างส่วนใดที่เป็นไปตามธรรมของพระพุทธเจ้าก็ตาม ทำให้หมดนะลูกปานนะ อย่าสะสมเงินให้เป็นกองใหญ่ ใจจะไม่ใช่พระ ถ้าลงใจไม่ใช่พระเสียแล้วละก็ ตอนนี้ลงนรก ๆ ที่จะไปก็คือ อเวจีมหานรก ใช่ไหม ลุงพุฒิแหงานหน้าขึ้นมา พนักหน้าบอกว่าใช่ เวลาพูดนี่ลุงพุฒิเขาคุมอยู่ข้าง ๆ นะ เขาคุมอยู่ พูดตอนนี้น่ะ เขาสะกิดข้างบอกให้พูด หลวงพ่อท่านก็รับรอง หลวงพ่อท่านก็มาอยู่ด้วยนะ ตอนนี้น่ะ ทั้งสองหลวงพ่อนั่นแหละ ทั้งหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อปาน ท่านยิ้ม พอบกว่าท่านมาอยู่ด้วยท่านยิ้ม หลวงพ่อสุ่นท่านบอกว่า เออ ดีแล้ว บอกว่าข้ามาอยู่ด้วยยังงี้ดีแล้ว ข้าเป็นพยาน นี่เอาพยานผีนะ

เอ้า ลุงพุฒิอย่างนี้มันถูกไหม ถามจริง ๆ เถอะ พระที่ทำความชั่วอย่างนี้แกเอาไปเก็บไว้ที่ไหน เขาว่ายังไงรู้ไหม เขาบอกว่ามีที่เก็บแห่งเดียว คือ อเวจีมหานรก แล้วประการที่ ๒ นอกจากทรัพย์สินแล้วก็อย่าบ้ายศ (เวลาใครเขาแต่งตั้งยศให้) เวลาใครเขาแต่งตั้งยศให้น่ะ ถ้ามีความดี เขาจะถวายยศก็รับเถอะ รับได้ แล้วก็จงอย่าเมายศที่เขาให้ไป เราอย่าติดใจในมัน อย่าถือว่าเป็นสำคัญ คำว่ายศก็ดี ลาภก็ดีนี่น่ะ เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากคำปฏิญาณว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา การทำให้แจ้งถึงพระนิพพานต้องตัดลาภ ต้องตัดยศนะ ถ้าไปคบลาภไปคบยศเข้าแล้วไปมัวเมาลาภไปมัวเมาในยศ ก็ชื่อว่าเราหาของมาถ่วงใหม่ คนที่จะถึงพระนิพพานได้ต้งอมีความเบาของจิต ต้องละกิเลส ๆ มันหนัก เกาะจิตมันหนัก ให้เข้าถึงพระนิพพานไม่ได้ ได้ลาภก็ดี ยศก็ดี มันเป็นเรื่องของกิเลส แต่ถ้าเราใช้มันถูกมันก็เป็นคุณ ถ้าเราใช้มันไม่ถูกมันก็เป็นโทษ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนา ถ้าดิ้นรนหายศหาลาภ คำว่าดิ้นรนน่ะหมายความว่าเขามาให้ด้วยความเลื่อมใสไม่เป็นไร แล้วก็ไม่เมาในยศในลาภ ถ้าดิ้นรน ไม่มีลาภอยากจะหาลาภ หาอาชีพเป็นเครื่องประกอบ เป็นหมอดู เป็นหมอยา เป็นนักเทศน์ เป็นนักก่อสร้าง หวังจะได้ผลกำไร หรือไม่มียศก็ดิ้นรนอยากจะให้เขาแต่งตั้งยศ เมื่อแต่งตั้งแล้วก็เมาในยศ อยากจะเลื่อนยศ พระประเภทนี้ว่าไงลุงพุฒิ อ๋อ ลงอเวจีหมดหรือ นี่ลุงพุฒิเขาเป็นพยาน เขาว่าลงอเวจีหมด เขาจดไว้ที่เดียวหมด ลูกหลานรู้จักลุงพุฒิไหมล่ะ รู้จักแล้วใช่ไหม รู้จักแล้วก็แล้วไป ไม่รู้จักก็ช่างปะไร จำชื่อแกไว้นะ แกอยู่ไม่นานหรอก พอสิ้นศาสนานี้แล้วแกก็เปิดแล้ว ไม่อยู่แล้ว แกไม่กลับมาเกิดอีก ลุงพุฒิแกเป็นคนบุญบารมีมาก มีเมตตาสูง สงเคราะห์คนและสัตว์อยู่เสมอ

แล้วต่อไป การนินทาและสรรเสริญอีกเหมือนกัน ความสุข ความทุกข์ รวมความว่าพระต้องเป็นพระละ เอายังงี้แล้วกันนะ มองง่าย ๆ นะลูกหลานนะ พระจะรวยไม่ได้ เขาให้เงินมาแล้วเก็บไว้ได้ถ้ายังไม่ถึงโอกาสที่จะทำ แต่ขณะเมื่อได้เงินมาต้องใช้ในส่วนที่เป็นสาธารณะประโยชน์ หรือในสมณวิสัยจริง ๆ จะไปทำพินัยกรรมให้น้อง ทำพินัยกรรมให้พี่ ให้พ่อให้แม่ นี่ไม่ได้นะ นี่เป็นเงินที่ได้มาในระหว่างความเป็นพระนะ ถ้าเป็นมรดกตกทอด อันนี้เป็นส่วนที่ทำได้ไม่บาป ไม่เป็นไร หากถ้าเงินที่เขาถวายมาแล้วสะสมแบบนั้นมีหวังลงอเวจี นี่ลุงพุฒิแกว่ายังงั้นนะ ลูกหลานที่รักเคยเห็นไหม เคยเห็นพระไหม พระรวย ๆ มีไหม และมีเงินเป็นล้านมีไหม ถ้ามีแล้วอย่าเพิ่งตำหนิท่านนะ ไปถามท่านก่อนว่าเงินก้อนนี้ท่านจะเก็บไว้ทำไม หากท่านบอกว่าท่านคิดสร้างนั่นสร้างนี่ ยังงี้ใช้ได้นะ ไม่ใช่หรือ ยังงี้ใช้ได้ บางทีท่านสะสมไว้เพื่อทำความดี นี่ลูกหลานเคยเห็นพระที่มียศไหม ไปถามท่านซิว่ามียศน่ะดีตรงไหน ถ้าท่านว่าในฐานะที่พระราชาถวายยศให้ ท่านก็รับเพื่อสนองความตั้งใจของพระราชา และตัวท่านเองก็ไม่ตั้งตัวเต๊ะท่าในตำแหล่งที่ท่านมีอยู่ เว้นไว้แต่พระราชฐานที่พระราชาท่านนิมนต์ วางตนให้สมกับตำแหน่งที่พระราชท่านทรงแต่งตั้งถวายมา ในยามปกติท่านก็เป็นหลวงตาม หลวงพี่ หลวงน้า หลวงปู่ตามปกติ อย่างนี้ท่านไม่เลวนะ ท่านไม่ถูกจดตามบัญชีที่ลุงพุฒิว่า แต่ลุงพุติเขาว่ายังไง เขาว่าประเภทนี้มีไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นติดยศหมด ติดลาภหมด จริงไม่จริงก็เป็นเรื่องของหมอพุฒิเขานะ หมอพุฒิเขาเป็นหมอดูนี่ ฉันไม่ดูหรอก เป็นอันผ่านตรงนี้ไปก็แล้วกัน เพราะว่าเขาให้พูดตรงนี้ หลวงพ่อท่านก็ว่าให้ผ่านไป

หลังจากนั้นมา ปรากฏว่ารุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง หลวงพ่อสุ่นกำลังรับแขกอยู่ แขกของหลวงพ่อสุ่นก็คือแขกคนไข้ คนไข้มาให้ท่านรักษาโรค เออ จะพูดถึงการรักษาโรคของหลวงพ่อสุ่นไว้ก่อนนะ เพราะว่าหลวงพ่อปานท่านก็เรียนมา ยาของท่านมีอยู่ ๒ ขนาน คือ ใบมะกากับข่า ๑ ขนาน ใบมะกากับหญ้าแพรก ๑ ขนาน บอกขนาดไว้ก็ได้ อีตอนนี้ฉันรู้ ท่านใช้ข่า ๔ ตำลึง แล้วก็ใบมะกา ๔ ตำลึง คำว่า ตำลึง ๆ เอาสมัยนั้นนะ เขาชั่งด้วยตาชั่ง ข่า ๔ ตำลึง ใบมะกา ๔ ตำลึง ใส่ลงไปในหม้อ เอาน้ำใส่ลงไป สวดอิติปิโสภควาไปทั้ง ๓ ห้อง แล้วก็ยาใบมะกากับหญ้าแพรกอีกขนานหนึ่ง สวดด้วยอิติปิโสเหมือนกัน เสกด้วยอิติปิโสเท่านั้น ไม่มาก ยาใบมะกากับข่าสำหรับไว้รักษาโรคคนผู้หญิงที่ไม่มีครรภ์ หรือว่าคนไข้จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตามที่ไม่ปวดศีรษะ ถ้าเขาไม่มีครรภ์ ไม่ปวดศีรษะ ก็ให้กินใบมะกากับข่า หรือถ้าคนไข้หญิงมีครรภ์หรือว่าปวดศีรษะ ให้กินยาใบมะกากับหญ้าแพรก ยามี ๒ ขนานเท่านั้น ถ้าหมอนิดอยากจะเป็นหมออย่างนี้บ้างก็ใช้ได้ ว่าอิติปิโสเสียให้คล่อง เวลาเขาเอายามาให้แล้วก็เอาธูปเทียนปักลงไป น้ำใส่ลงไป เวลาหลับตาลงไปให้เห็นภาพหม้อยา แล้วตั้งใจอาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระอริยสงฆ์ทั้งหมด พรหมและเทวดา ครูบาอาจารย์ทั้งหมด มีหลวงพ่อปานเป็นที่สุด อธิษฐานว่าขอให้ยานี้รักษาโรคนั้นให้หาย แล้วก็ว่าอิติปิโสตามชอบใจ เวลาไปก็ให้ใจนั้นมองเห็นหม้อยานั้นให้แจ่มใสนะ ถ้าใจเห็นหม้อยาไม่แจ่มใส โรคนั้นหายยาก ยาขนานนั้นไม่ค่อยศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใจเห็นหม้อยานั้นแจ่มใส ยาขนานนั้นศักดิ์สิทธิ์ ดีไม่ดีหม้อเดียวโรคหายเลย

อีกอย่างหนึ่ง ท่านเป็นหมอน้ำมนต์ อีกอย่างหนึ่งท่านก็ใช้คาถาสับกระดาน คนไข้นั่งเรียงกันเป็นแถว เรียง ๒ เรียง ๓ ก็ได้ เหยียดขามาทางท่าน ใช้มีดหมอสับกระดาน โก๊ก ๆ ๆ ว่าคาถาไปด้วย คนไข้ก็ดิ้นกันตึงตัง ๆ ๆ อย่างนี้เรียกว่าคาถาเรียกลม นี่ก็อีกคาถา นะ มะ พะ ธะ ถอดกันไปถอดกันมาฉันว่าไม่ไหว ฉันย่องไปเปิดตำราของหลวงพ่อปานดูแล้วไม่เห็นมีอะไร วิธีตรวจโรคคนไข้ที่จะมารักษาโรคจากท่าน ท่านมีตำรา มีวิธีตรวจโรค คือ เสกหมากให้กิน หมากจะมีรสหวาน รสเปรี้ยว รสขม รสเฝื่อน รสยัน ร้อนหูร้อนหน้า ถ้ามีอาการอย่านี้ท่านจะรู้เลยว่าคนนี้เป็นโรคอะไร ถ้ากินไปแล้วหมากมีอาการปกติเป็นโรคธรรมดา ถ้าเป็นโรคธรรมดาท่านก็อยากจะรู้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นโรคไทฟอยด์ เป็นมาเลเรีย หรือว่เป็นโรคพวกมดลูกหรืออะไรก็ตามนะ ท่านก็ใช้อำนาจอาโลกกสิณเข้าไปพิสูจน์ดูไข้ภายใน ท่านจะเป็นไข้ ท่านบอกว่าเห็นแจ่มใสแล้วก็ให้ยา รดน้ำมนต์ เรียกสับ เวลาเสกขาก็อธิษฐานขอให้ยานี้รักษาโรคนั้นโดยเฉพาะให้หายไปเดี๋ยวนี้ หมอนิดชอบใจไหมล่ะ ถ้าชอบใจก็จำเอาไว้นะ จุดธูปจุดเทียนขอจากท่าน ฉันไม่ได้เรีนยจากท่านหรอก ขี้เกียจ ฉันขี้เกียจเรียน ฉันไม่เอาหรอก แต่ว่าจำมาได้คร่าว ๆ เป็นขโมยดูตำราท่าน ฉันเป็นคนดีที่ไหนล่ะ นักขโมยนะมีฉันคนเดียวขโมยเปิดดู เป็นเรื่องของฉัน แล้วท่านเคยว่าต่อหน้าแขกมาก ๆ ว่า อ้ายลิงดำนี่มันขโมยก่งนัก อะไรเผลอไม่ได้ แล้วแถมคุยกับเขาเสียด้วยซิว่า มันไม่ได้ขโมยมาแต่ชาตินี้ชาติเดียวนะ หลายร้อยชาติแล้ว ฉันเผลอไม่ได้ เคยเป็นลูกฉันนะ เผลอมันเป็นขโมยเด็ด ประกาศต่อหน้าประชาชนเสียด้วย นี่ขโมยมีเกียรตินะ ขโมยมีศักดิ์ศรี แต่ผู้ถูกขโมยไม่ว่าอะรไ พอชาวบ้านเขาถามว่า ท่านลิงดานี่ขโมยแล้วหลวงพ่อว่าอะไรบ้างไหม ช่างมัน วิสัยมันชอบขโมย ก็ให้มันขโมยไป มนไม่เป็นเวรเป็นภัยแค่ใครนี่ ชอบลองอย่างเดียว ไม่เอาจริง ไม่ว่าอะไรถ้ามันลองได้แล้วเลิก มันทำเป็นผลตามที่มันคิด ตามที่เขียนไว้ ตามตำรา พอทำได้แล้วมันเลิก มันไม่เป็นเวรเป็นภัยกับใคร ก็เลยหมดเรื่องกันไป

นีก็ว่ากันถึงวิชาหมอนะ ว่าให้ฟัง แล้วต่อมาหลังจากวันรุ่งขึ้นจากหลวงพ่อสุ่นเรียกหลวงพ่อปานไปถามเรื่องสะเดาะกุญแจ นี่เรามาทวนหลังกันใหม่นะ อีตอนนั้น วันนั้น แขกมาหา ปรากฏว่าน้ำในตุ่มไม่มี น้ำในตุ่มที่สำหรับทำน้ำมนต์น่ะไม่มีแล้ว หลวงพ่อสุ่นท่านก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป กำลังเป็นนาค ว่า ปานเอ๊ย ปานมารดน้ำมนต์ให้คนไข้ทีเถอะ หลวงพ่อปานท่านเดินเข้าไปแล้วท่านก็กราบ พอกราบเรียนหลวงพ่อสุ่นว่าน้ำในตุ่มไม่มีขอรับ เมื่อกี้ผมไปดูแล้ว ประเดี๋ยวผมจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มก่อน ท่านก็ลุกขึ้นคว้าหาบคว้าถัง ๒ ลูกใส่คานจะไปหาบน้ำจากท่าน้ำ หลวงพ่อสุ่นท่านก็โบกมือพูดว่า ปานเอ๊ย ไม่ต้องตักหรอกลูกเอ๊ย น้ำพ่อตักมาแล้ว พ่อตักใส่ตุ่มเต็มแล้ว อีตอนนี้ชักยุ่ง ท่านว่าเข้าไปดูอยู่ตะกี้นี้ประเดี๋ยวเดียว เห็นแล้วว่าน้ำในตุ่มมันไม่มี พอแขกเขามาก็ย่องไปดูน้ำในตุ่มเห็นว่าไม่มี ก็เตรียมหาบเอาไว้ คิดว่าท่านสั่งจะได้ลงไปตักทันที เพราะรดน้ำมนต์นี่ ตอนหลวงพ่อปานเป็นนาค ดูจะเป็นภาระเป็นตำแหน่งจะต้องทำเป็นหมอรดน้ำมนต์ แลเห็นอยู่แล้วว่าน้ำไม่มี แล้วท่านว่าน้ำมี ก็เลยเดินไปดู ก็ปรากฏว่าน้ำเต็มตุ่ม ก็ชักแปลกใจมาก ๆ อีตอนนี้น้ำเต็มตุ่มแล้ว หลวงพ่อสุ่นบอกว่า พ่อตักไว้แล้ว ตักเมื่อกี้นี้เอง หลวงพ่อปานบอกว่า เราก็นั่งดูท่านอยู่ ไม่เห็นท่านไปไหน ท่านบอกว่าท่านตักน้ำไม่มี ท่านนั่งอยู่ตรงนั้น คุยอยู่กับแขก ฉันก็นั่งไม่ไกลนัก เวลาท่านบอกว่าตักน้ำไม่เห็นท่านลุกไปไหน ปรากฏว่าน้ำมี อันนี้แปลกใจ แล้ววันนั้นก็รดน้ำมนต์กันไปมีประมาณ ๕๐ คน น้ำในตุ่มยุบลงไปไม่ถึงคืบ ตุ่มลูกนั้นไม่โต เป็นตุ่มเล็ก ๆ หากจะรดกันจริง ๔ คนหมดตุ่ม กระถางเล้ก ๆ แต่ว่าวันนั้นแขกตั้ง ๕๐ คน ยุบลงไปไม่ถึงคืบ เป็นเรื่องอัศจรรย์ พอแขกไปหมดแล้ว หลวงพ่อสุ่นก็เรียกหลวงพ่อปานเข้าไป บอกว่า ปานเอ๊ย เอ็งแปลกใจหรือลูก แปลกใจหรือว่าน้ำในตุ่มมันมาได้อย่างไร หลวงพ่อปานบอกว่า แปลกใจขอรับ ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไรปาน เรื่องนี้เป็นเรื่องของพระนะลูกนะ พระที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี่ ถ้ามีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าจริง ๆ ทำอะไรก็ได้นะ อ้ายเรื่องน้ำนี่ไม่ต้องเดินไปตักก็ได้ ที่พ่อบอกว่าตักน่ะ พ่อเอาใจตัก เอาเข้านั่น นี่เรื่องมันยุ่งกันใหญ่ ท่านว่าเอาใจไปตักน้ำ ท่านว่าท่านไม่ได้เอาถังของท่านลงไปตักหรอก เป็นยังไงลูกหลานที่รัก แปลกใจไหม พระแก่เอาใจตักน้ำได้ แล้วท่านก็บอกว่า ปานอยากจะได้ไหมคาถาตักน้ำนี่ หลวงพ่อปานบอกว่าอยากได้ เรื่องอยากได้คาถาตักน้ำเป็นเรื่องไม่อัศจรรย์ แล้วปานอยากจะเรียนหมออย่างหลวงพ่อไหมล่ะ เรียนหมอนี่มันดีนาลูกนา เราได้มีโอกาสสงเคราะห์คน หมอของเรานี่เวลาจะยกครูต้องใช้เงิน ๖ บาท หัวหมู บายศรีซ้ายขวา แต่เวลาจะรักษาเขาจะเรียกเขาไม่ได้นะ อ้ายเงิน ๖ บาทนี่ พอปีหนึ่งเรายกครูครั้งเดียว เราหาของเราเองเราหาได้ ต้องรักษาด้วยอำนาจเมตตาจิตนะ เธอจะทำได้ไหมเล่า

หลวงพ่อปานท่านบอกว่าท่านรักอยู่แล้ว บอกว่าทำได้ขอรับ หลวงพ่อสุ่นก็หัวเรา ก็เลยบอกว่า พ่อรู้ว่าเจ้าต้องการละเจ้าทำได้ ปานเอ็งน่ะมีคนเดียวนะ พ่อบวชพระมาหลายร้อยองค์แล้ว วิชาความรู้ที่พ่อมีอยู่นี่พ่อไม่สามารถจะถ่ายทอดให้ใครได้หมด มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นที่พ่อคิดจะถ่ายทอดให้ได้ ตั้งแต่เอ็งเป็นเด็ก ๆ ที่พ่อเอ็งพามาหา พอมองเห็นหน้าแล้ว พ่อคิดว่าพอเอ็งบวชแล้วพ่อจะต้องเอาเอ็งมาอยู่ด้วย มีคนเดียวที่พอจะถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่พ่อมีอยู่ได้ หลวงพ่อปานปลื้มใจ หลวงพ่อสุ่นก็ว่า เอายังงี้ก็แล้วกันนะลูกปานนะ ก่อนที่จะเรียนหมอ เราก็ขึ้นต้นทำใจกันเสียก่อน เพราะว่าหมอของเรานี่น่ะ เราใช้กำลังใจเป็นสำคัญ เราไม่ได้ใช้วัตถุ ว่าพวกพระนี่ไม่มีทรัพย์ไม่มีสิน ไม่มีเงินทองจะมาซื้อเครื่องมือเครื่องไม้เหมือนหมอหลวงเขา หมอหลวงเขามีเงินงบประมาณรัฐบาลให้ อ้ายเรานี่มันเงินชาวบ้าน ชาวบ้านก็เป็นคนจน เราจะไปกะเกณฑ์ว่าคนนั้นเอาเงินมาเท่านั้น คนนี้เอาเงินมาเท่านี้ แล้วก็ไม่มีใครสามารถหาเอามาให้ได้หรอก คือ เราต้องใช้ทางใจ พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนกำลังทางใจไว้ ถ้าเรามีกำลังทางใจเสียอย่างเดียวนะ อะไร ๆ เราทำได้หมด แล้วท่านก็ถามอีก ปานเอ๊ย เอ็งเห็นอ้ายพวกทำโบสถ์ไหม อีตอนที่หลวงพ่อปานเข้าไปเป็นนาคน่ะ ช่างกำลังทำโบสถ์ จวนจะเสร็จอยู่แล้ว หลวงพ่อปานพบเขาเหมือนกัน ท่านก็บอกว่าเห็น เอ็งรู้ไหมว่าพวกทำโบสถ์มันกินปลาที่ไหน เขากินปลาในสระขอรับ หลวงพ่อปานถามว่าเขากินปลาในสระไม่บาปหรือ ไม่บาปหรอก หลวงพ่อสุ่นท่านว่ายังงั้น บอกว่าไม่บาป ก็พ่อเอาใบไม้ทำปลาให้มันกิน ทีแรกมันซื้อหมูกิน พ่อสงสารมันเลยเอาใบไม้ทำปลาไว้ในสระให้มันกินกัน มันกินกันจนขี้เขียวเลย อ้ายปลาประเภทนี้มันเป็นปลาที่พ่อเสกให้มันเกิดขึ้น กินยังไงมันก็ไม่บาป รสชาติมันอร่อยเสียยิ่งกว่าปลาธรรมดาอีก เออเอ็งอยากได้ไหมคาถาบทนี้ หลวงพ่อปานก็บอกว่าอยากได้ ท่านเลยบอกว่า ไม่เป็นไร พ่อให้หมด พ่อบอกแล้วนี่ ไม่มีอะไรที่พ่อจะหวงลูก ไม่มีอะไรที่จะกีดกัน สิ่งไรที่พ่อมีอยู่พ่อให้หมด เอายังงี้ก็แล้วกัน ก่อนจะทำอย่างนั้นเราต้องเริ่มต้นวางพื้นฐานกันเสียก่อน หลวงพ่อปานก็ถามว่าวางพื้นฐานอย่างไร วางพื้นฐานด้วยกำลังใจซิ เราต้องสร้างกำลังใจกันเสียก่อน ถึงจะเป็นหมอได้ เสกใบไม้เป็นปลาก็ได้ ตักน้ำด้วยใจก็ได้ เอ็งเอาไหมล่ะ เอาเทียนหนักบาทมา ๕ เล่ม ธูป ๕ ดอก ดอกไม้ ๕ กระทง ข้าวตอก ๕ กระทง พ่อจะให้เรียน เรียนวิชาหมอกัน

นี่ลูกหลานลองคิดดูนะ นี่หลวงพ่อสุ่นสอนวิชากรรมฐานหลวงพ่อปานนะ แต่ว่าหลวงพ่อปานชอบหมอ ชอบมีฤทธิ์ ท่านเลยไม่บอกว่ากรรมฐาน บอกว่าเป็นคาถาหมอ คาถามีฤทธิ์ นี่เป็นความฉลาดของพระรุ่นเก่า เรียกว่าท่านปฏิบัติตามแนวพระพุทธเจ้าจริง ๆ สมัยพระพุทธเจ้าน่ะ ท่านไปพบใครเขาชอบอะไรเข้าท่านก้จะสอนวิชานั้นให้เขา แต่ความจริงเป็นกรรมฐาน อย่างพวกชฎิลบูชาไฟ ท่านเห็นเข้าท่นาบอกว่า การบูชาไฟน่ะเป็นการดี ๆ มาก ท่านไม่ตำหนิของเขาว่าเลวนะ ดี แต่นี่ยังเป็นไฟภายนอก ควรจะบูชาไฟภายใน แล้วท่านก็ยกกิเลสขึ้นมาเป็นไฟ ราคัคคิ ไฟคือราคะ โทสัคคิ ไฟคือโทสะ โมหัคคิ ไฟคือโมหะ นี่ท่านไม่ได้ไปเที่ยวลบล้างใครเขา คนที่เขามีความคิดอะไรอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ไปชมความคิดของเขาว่าดี แล้วเราเอาสิ่งที่ดีกว่าแทรกเข้าไป อย่างนี้ฉันคิดว่ามันดีกว่าไปหักล้างความต้องการเดิมของเขา อย่างที่เขาคิดว่าการยกศาลพระภูมิเป็นของดีนี่แหละ ก็มีเพื่อนฉันหลายคนไปเที่ยวว่าเขาว่าไม่ควรจะไปยกศาลพระภูมิ ไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว นี่ฉันก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน ฉันคิดว่าเจ้าเพื่อนของฉันมันฉลาดมากเกินไป แต่ความจริงถ้ามันจะบอกว่าพระภูมินี่เป็นเทวดา เขาเป็นเทวดา เขาสามารถมีอำนาจเหนือเรา เขาควบคุมเราได้ เขาลงโทษเราได้ แต่หากว่าเราอยากจะเป็นเทวดาบ้างก็ทำตนอย่างพระภูมิ คือ ปฏิบัติให้มีหิริและโอตตัปปะ คือ อายความชั่ว เกรงความชั่ว สร้างความดี ต่อไปเขาก็จะเป็นเทวดาอย่างพระภูมิบ้าง เราจะมีโอกาสเข้ามาควบคุมมนุษย์บ้าง อย่างนี้จะดีกว่า นี่ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้านะ การหักล้างไม่เป็นเรื่อง แต่ความจริงใครเขาจะบูชาพระภูมิ ใครเขาจะบูชาเจ้า ฉันไม่ตำหนิเขา ฉันว่าเขาทำดี ดีเพราะอะไร ดีเพราะเขายังรู้จักบูชา จิตใจของเขาก็ยังรู้จักนอบน้อม รู้จักมีความเคารพ คนประเภทนี้เป็นคนดีแล้วนี่ ถ้าเราจะให้เขาดียิ่งกว่านั้น เราก็เอาความดีอื่นแทรกเข้าไปซิ อย่าไปล้างความดีของเขา ถ้าล้างความดี ถ้าเขาเหลือแต่ความไม่ดี ทีนี้เราจะเอาของดีไปให้เขาได้ยังไง นี่เป็นความคิดโง่ ๆ ของพระแก่ ๆ อย่างฉันนะ ฉันเป็นคนแก่แล้วฉันก็โง่ หลวงพ่อสุ่นท่านมีความฉลาด เรียกได้ว่าลอกแบบฉบับของพระพุทธเจ้า ไม่หักล้างน้ำใจคน ในเมื่อหลวงพ่อปานชอบฤทธิ์ชอบเดช ท่านก็สอนกรรมฐานให้ แต่ท่านไม่บอกว่าเป็นกรรมฐาน บอกว่าเป็นพื้นฐานของความเป็นหมอ เป็นพื้นฐานของความเป็นผู้มีฤทธิ์ เอากะท่านซี ลองดูทีนี้

พอถึงตอนกลางคืน หลวงพ่อปานเข้าไปหาท่าน ท่านก็ให้สมาทานพระกรรมฐาน หลวงพ่อปานบอกว่า ท่านก็สอนกรรมฐาน ๔๐ นี่แหละครบถ้วน อันนี้ฉันจะไม่อธิบายนะ หนังสือคู่มือพระกรรมฐานมีอยู่แล้ว ไปดูกันตามนั้นแหละ ฉันเขียนตามแบบฉบับที่ท่านสอนฉันมา เพราะฉันเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านก็สอนตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าไม่มีผิด ฉันรับรองว่าไม่ผิด ถ้าผิดแล้วก็ย่องไปดูบ้านลูกบ้านหลานไม่ได้ซิ บ้านเมืองมนุษย์นี่ฉันไม่ดูหรอก บ้านที่มันสวยน้อยนี่ฉันไม่ดู ฉันต้องดูบ้านสวยมาก ที่บอกว่าฉันปลื้มใจ ความประสงค์ของฉันเต็มบริบูรณ์ เกณฑ์อันใดก็ตามที่ฉันจะต้องทำ ฉันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว คือ ภาระที่จะต้องแบกลูกแบกหลาน ฉันแบกแล้ว ทำลูกหลานของฉันให้มีความเลื่อมใส รู้จักเสียสละ ฉันทำได้แล้ว สถานที่ใดเป็นดินแดนของความสุขอันนั้นฉันทำแล้ว แนะนำแล้ว ชักจูงแล้ว แต่ว่าทำกันแบบลับ ๆ ทำแบบปกปิด เมื่อผลปรากฏฉันก็พูดให้ฟัง เพราะว่าหลวงพ่อปานท่านก็อย่างนั้นนี่ ท่านเป็นอาจารย์ฉันน่ะ เวลาพวกฉันทำอะไรท่านไม่บอกหรอก ท่านไม่บอกมันจะดีมันจะชั่วแบบไหน แต่ว่าพอปรากฏผลเข้าจริง ๆ ท่านก็ย่องขึ้นไปดูแล้วท่านก็อธิบายให้ฟัง พวกฉันก็ปลื้มใจ แล้วต่อมาฉันไปได้ ฉันไปดูขอฉันบ้าง เมื่อท่านบอกแล้วฉันก็ย่องไปดูของฉันบ้าง ก็จริงตามท่านว่า ลูกหลานก็เหมือนกัน ทำความดีกันแล้วนี่ ดีเยอะแล้วนะ ไม่ใช่ดีน้อย ดีมากแล้ว แต่ว่าดียังไม่หมด อย่าเพิ่งเลิกดีเสีย ดีมีเท่าไร มีกำลังเท่าไร เอามาให้หมด เราต้องเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ถ้าเราเป็นขั้นคหบดีเกิดบนสวรรค์ สวรรค์นี่ฉันเทียบเท่าคหบดีนะ ถ้าเป็นพรหมโลกฉันเทียบเท่าเศรษฐีธรรมดา ถ้าหากว่าถึงพระนิพพานจัดว่าเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ตำแหน่งมหาเศรษฐีใหญ่นี่น่ะต้องเอาให้ได้ เพราะที่นั่นมันสบายจริง ๆ ไม่ต้องนึกไม่ต้องคิด สิ่งที่เราต้องการปรากฏเอง สิ่งไรก็ตามถ้าเป็นความเหมาะสมจะพึงมีจะพึงใช้จะปรากฏทันทีโดยเราไม่ต้องคิด ขั้นพรหมขั้นสวรรค์ยังต้องคิด ยังต้องนึก ว่าสิ่งนั้นจงปรากฏ สิ่งนี้จงปรากฏ ยังต้องใช้กำลังใจหา แตนิพพานนี่ไม่ต้องหา เราจะนอนตรงนี้ เราคิดว่าเราจะนอนเท่านั้นแหละ ที่นอนมันมารองพอดี เราคิดว่าเราจะนั่ง ที่นั่งมันมารองรับพอดี นี่เป็นยังงี้นา สบายมาก แค่เทวดาแค่พรหมก็ไม่กล้วยแล้ว ถึงกล้วยก็เป็นกล้วยน้ำว้าสุก ไม่ใช่กล้วยน้ำว้าดิบ กินง่าย นึกจะไปไหนก็ไปได้ทันทีไม่ต้องใช้พาหนะ ต้องการปรารถนาอะไรก็สมหวัง นี่สมบัติทั้งหลายเหล่านี้ลูกหลานของฉันทุกคนมีแล้ว ฉันสบายใจ ฉันจะตายอย่างนอนตาหลับ อ้าว นี่มาพูดอะไรกันอีกล่ะ นี่ฉันเผลอไปอีกแล้วซี

เอาว่ากันต่อไป ในเมื่อหลวงพ่อปานเข้าไปหาหลวงพ่อสุ่น ท่านก็สอนพระกรรมฐานในขั้นต้น ท่านสอนให้ละนิวรณ์ ๕ ประการ ดูตามแบบนะลูกนะ ลูกหลานที่รักดูตามแบบ กามฉันทะ ความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสในเพศตรงกันข้ามหรือว่าของตัวเอง แล้วก็พยาบาท การจองล้างจองผลาญ การง่วงเหงาหาวนอน มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน นอกแบบนอกแผน สงสัยในผลของการปฏิบัติความดี สิ่งทั้งหลายนี้ท่านเรียกกันว่านิวรณ์ เป็นเครื่องกันความดี สิ่งเหล่านี้ต้องระงับ ต่อไปก็รักษาศีลให้บริสุทธิ์ มีพรหมวิหาร ๔ นี่แหล่ะหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานต้องทำอย่างนี้ เสร็จเรียบร้อยท่านบอกว่า ปานเอ๊ย ลูกปานเป็นคนดีมีความสามารถ ฟังให้ดีนะ ฟังให้ดี เพราะคนทุกคนถ้ายังมีกิเลส ต้องการการชม วาจาที่ชมเชย เวลาที่หลวงพ่อสุ่นท่านต้องการให้หลวงพ่อปานได้ดี ท่านชมทุกครั้ง ดูความฉลาดของพระโบราณ เคยมีบุญวาสนาบารมีมาก เอาอย่างนี้นะ ขั้นแรก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้ากระทบจมูก กระทบหน้าอก กระทบริมท้อง หายใจออกกระทบริมท้อง กระทบหน้าอก กระทบฝีปาก ลมกระทบ ๓ ฐาน กำหนดให้ได้นะ พร้อมกันนะ หายใจเข้าให้รู้กำหนดนึกถึงคำภาวนาว่า พุท หายใจออกนึกว่า โธ แล้วก็เพ่งรูปพระสักองค์หนึ่ง พระพุทธรูปองค์ไหนก็ได้ เพ่งรูปพระให้จำได้ นึกถึงรูปพระไปพร้อมกัน กับรู้ลมหายใจเข้าออกและภาวนา นี่เป็นการสอนกรรมฐานทีเดียว ๓ อย่าง คือว่า หนึ่ง อานาปานุสสติกรรมฐาน รู้กำหนดลมหายใจเข้าออก อันทรงได้ถึงฌาน ๔ แล้ว คำว่า พุทโธเป็นเครื่องโยงใจ เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน การเพ่งรูปพระเป็นกสิณ ท่านสอนทีเดียว ๓ อย่าง นักปราชญ์สมัยใหม่อย่าเพิ่งตำหนิท่านนะ ฟังผลของท่านไปก่อน เมื่อท่านสอนอย่างนั้นแล้ว หลวงพ่อปานก็มาทำตาม เวลาทำท่านเข้าไปในโบสถ์ เพราะพระในโบสถ์องค์ใหญ่ พระประธานเขาปั้นไว้ใหญ่ ชอบใจเห็นง่าย เห็นชัด ท่านไปนั่งทำในโบสถ์ ท่านบอกว่า ๗ วันเห็นชัด ๗ วันเท่านั้นแหละ พอวันแรกก็จับพระได้ไร ๆ พอวันที่ ๒ วันที่ ๓ จะบังคับให้สูงก็ได้ต่ำก็ได้ ใหญ่ก็ได้ ตามใจชอบ อันนี้เป็นกสิณสำคัญจริง ๆ เป็นตัวกสิณ ฝึกอยู่อย่างนั้นต่อไปอีก ๕ - ๖ วัน อารมณ์สบาย นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น จะเดินไปบิณฑบาต จะเดินไปกลางลานวัด จะกลับมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ นึกถึงภาพพระเมื่อไรก็เห็นเมื่อนั้น บังคับให้อยู่ข้างหน้าก็ได้ ให้อยู่ข้างหลังก็ได้ เห็นทางใจ คือว่าติดอยู่ในอารมณ์ พอสบายใจถึงวันที่ ๑๐ หลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหาก็ถามว่า ปานเอ๊ย พื้นฐานกำลังใจที่พ่อให้ไว้ทำได้หรือยังลูก หลวงพ่อปานก็บอกว่าทำได้แล้วขอรับ หลวงพ่อสุ่นก็ถามว่า เจ้าเห็นพระเป็นสีแก้วประกายพฤกษืแล้วใช่ไหม หลวงพ่อปานตกใจ บอกเอนี่มันเรื่องอารมณ์จิตของเราท่านรู้ได้ยังไง ก็นึกในใจ พอสงสัย ท่านก็ยิ้งบอกว่า ปานไม่ต้องสงสัย สิ่งใดก็ตามที่เจ้าทำได้ พ่อต้องรู้ เพราะพ่อได้มาก่อน สิ่งที่ได้ก่อนพ่อต้องรู้ เจ้าทำทีหลัง ไม่ยังงั้นพ่อจะสอนเจ้าไม่ได้


หลังจากนั้นไปท่านก็บอกว่า ปานนี่ถึงที่สุดแล้วนะ ต่อไปนี้เราจะเปลี่ยนกันใหม่ อันนี้ได้เต็มที่แล้ว ได้เต็มที่แต่ต้องรักษาอารมณ์ไว้นะ อย่าให้สูญไป ของที่ได้ไว้แล้อย่าให้สูญ ตอนนี้เรามาตั้งต้นกันใหม่ ตอนนี้ลูกปานจะเอาอะไรล่ะ ลูกจะเรียนอะไรต่อ จะเรียนพื้นฐานกำลงใจน่ะ จะเรียนอะไรต่อ เรื่องเสกยา เสกน้ำมนต์ยังไม่ต้องเรียน เราสร้างกำลังใจกันก่อน หลวงพ่อปานท่านก็เลยบอกว่าท่านคิดอยู่เสมอเรื่องน้ำในตุ่ม ท่านคิดอยู่เสมอว่าอยากจะตักน้ำด้วยใจ หลวงพ่อสุ่นก็รู้ใจ ท่านบอกว่าเธออยากได้วิชาตักน้ำด้วยใจใช่ไหม หลวงพ่อปานก็กราบเรียนท่านบอกว่า ใช่ขอรับ ท่านบอกว่าได้ปาน พ่อตั้งใจไว้แล้ว มาเรียนวิชาตักน้ำกัน เห็นไหม ลูกหลานที่รัก ท่านฉลาดในการสอน แทนที่จะบอกว่าเป็นกรรมฐาน ท่านก็มาบอกว่าเป็นวิชาตักน้ำเสียอีก ทีนี้ใคร ๆ ก็ไม่ได้ขยันตักน้ำนักนี่ ปั๊ดโธ่ มันเหนื่อยมันหนัก ถ้าเราเอาใจตักน้ำกันได้ละก็ เราก็เลิกวิธีอื่นละ ใช้เอาใจตักกันดีกว่า ท่านก็บอกว่า ต่อแต่นี้ไปไม่ยากนะ อารมณ์เดิมที่ลูกทำมาแล้ว ที่พ่อสอนไปก่อน เราตั้งอารมณ์อย่างไหนเราก็ทำอย่างนั้น แต่ว่าวิชาที่เราจะทำวิชาตักน้ำ ก็เอาน้ำมาขันหนึ่งวางไว้ตรงหน้า ห่างออกไปสักศอกคืบ ลืมตามองดูน้ำแล้วก็หลับตานึกถึงภาพน้ำ ภาวนาว่า อาโปกสิณัง ว่าเท่านี้นะ แล้วก็ถ้าภาพน้ำมันหายไปละก็ ลืมตาดูใหม่ ใช้อารมณ์ตามเดิมนะ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แต่ไม่ต้องภาวนาว่าพุทโธ ไม่ต้องนึกถึงภาพพระ นึกถึงภาพน้ำแทน ใช้คำภาวนาว่า อาโปกสิณัง แทนนะ หลวงพ่อปานก็รับคำ แล้วบอกว่าเจ้าไปทำในโบสถ์หรือในป่าช้าก็ได้ หลวงพ่อปานก็ไปทำ

ลูกหลานที่รัก ขึ้นชื่อว่าอารมณ์ของสมาธิ ถ้าได้เสียแล้วมันก็เหมือนกันหมด เหมือนกับเราอ่านหนังสือออกแล้ว เราจะไปอ่านหนังสือเรื่องอะไรมันก็อ่านได้ มันก็ยากอยู่ตอนแรกเท่านั้น ท่านบอกว่าท่านไปทำอยู่ ๒ - ๓ วัน ภาพน้ำปรากฏเป็นสีแก้วประกายพฤกษ์ ก็ปรากฏว่าเป็นกสิณเต็มที่ สำหรับวันนี้ก็ของดเพียงเท่านี้ก็แล้วกันนะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่ผู้รับฟัง สวัสดี

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
พิมพ์โดย Amine5 มี.ค. 2546 11:46:25