Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***อยากเห็นฤาษีและแม่ชี***

บรรดาฤาษีทั้งหลาย ฤาษีปลอมที่เคยใช้นามว่า ลิงหน้าพลับพลา ตอนนี้มาเรียกฤาษีปลอม พวกลูกหลานจะแปลกใจ คิดว่าคนละพวก คือ คณะธุดงค์ เรียกอย่างไรก็ได้ แต่อย่าไปเรียกโยคีอย่างสำนักปฏิบัติเลย มันขัดหูอย่างไรชอบกล เมื่อทุกคนทราบเรื่องต่างก็อยากพบฤาษีและแม่ชี หลวงพ่อบอกว่า เดี๋ยวก่อน ถามเขาก่อน ท่านยืนก้มหน้า แต่ไม่หลับตา สัก 2 นาที ท่านบอกว่า เขาให้พบได้ แต่พวกแกอย่าโลภนะ ถ้าโลภจะมีอันตราย คณะธุดงค์ต่างก็รับคำ และกำหนดอารมณ์ไม่อยากได้ไว้ หลวงพ่อท่านสวดอะไรไม่ทราบ ฟังไม่ชัด ท่านว่าเบา ๆ หรือบ่นก็ไม่รู้ พอท่านบ่นเสร็จก็ปรากฏศาลาแม่ชี ห่างไปอีกหน่อยหนึ่งมีศาลาฤาษี แม่ชีและฤาษีเห็นบรรดาลิงหน้าพลับพลาเข้าต่างก็ยิ้มให้ ท่านฤาษีมาพบ บรรดาฤาษีลิงทั้งหลายเข้าวิ่งเข้ากอดทันที ท่านถามว่าจำกันได้ไหมเพื่อน เล่นเอาบรรดาลิงหน้าพลับพลาทำหน้าล่อกแล่กเป็นลิงจริง ๆ ไปตาม ๆ กัน ต่างก็สงสัย เสียงหลวงพ่อปานร้องมาว่าใช้อตีตังสญาณซิลูก ทุกท่านต่างองค์ต่างก็ใช้ญาณทันที ไม่มีเวลาที่จะต้องเสีย เพราะเขาคล่องกันแล้ว พอนึกก็ใช้ได้ ไม่อธิบายเรื่องฌานและญาณนะ เพราะหนังสือคู่มือมีแล้ว ใครไม่มีก็หาเอาเอง มัวอธิบายช้า ความรู้จริงก็ปรากฏ ท่านฤาษีองค์นั้นก็คือเพื่อนเก่าของบรรดาลิงหน้าพลับพลาในชาติอดีตนั่นเอง ขณะนี้เป็นพรหมอยู่ชั้นที่ ๘ เพิ่งรู้เรื่องคราวนี้เอง ลิงกับพรหมหรือลิงอดีตพรหมกับพรหมปัจจุบัน ต่างก็คุยกันจ้อเลย ไม่ได้คิดว่าเพื่อนเป็นผี เมื่อมองมาดูแม่ชี ต่างก็ทราบว่าแม่ชีคืออดีตญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ หรือผู้ใหญ่ที่เคยอุปถัมภ์มาก่อนนั่นเอง เมื่อคุยกันพอควรก็ถามถึงภาวะพรหม ไม่ใช่คุยเรื่องรัก โรงแรม โรงสุรา คุยกันตามภาษาพระที่ประสงค์สุข เมื่อคุยเสร็จ หมดเรื่องหรือไม่หมดก็ตาม หลวงพ่อท่านเตือนว่าจะค่ำแล้ว เลิกคุยกันเสียที เมื่ออยากคุยก็เข้าฌานไปคุยกัน ท่านเพื่อนก่อนจะลาลิงอดีตพรหมก็ตักเตือนเรื่องข้อวัตรปฏิบัติหลายอย่าง แล้วก็ชี้มาที่หลวงพ่อปานว่า องค์นี้มีบุญมาก จะหมดเขตปฏิบัติอยู่แล้ว ต่อไปจะได้พักรอการบรรจุเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป

แกพูดแล้วแกก็ยกมือไหว้หลวงพ่ออย่างนอบน้อม พวกเราก็พลอยกราบหลวงพ่อกันอีก เรียกว่ากราบตามช้าง แต่มันเป็นความรู้สึกที่แท้จริง ไม่ใช่ตามแกเพราะเห็นแกกราบ เมื่อทราบความจริงที่ไม่เคยทราบมาว่า หลวงพ่อจะหมดกิจ มันหาที่ฟังยากจริง ๆ ความดีใจก็คล้ายคนถูกหวย ไม่คิดว่าจะรวย พอมารวบปุปปัปเข้าอย่างไม่รู้ตัว มันก็ต้องดีใจมากเป็นธรรมดา ดีไม่ดีเกิดคิดว่าตัวเป็นเทวดาเอาอย่างไม่ยาก เรื่องความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในตัวหลวงพ่อก็เหมือนกัน เมื่ออยู่วัดคิดว่าท่านเท่านี้ พอออกป่ากับท่านก็พบท่านเข้าอีกจังหวะหนึ่ง ชักเอะใจมาคราวหนึ่งแล้ว เมื่อมาพบท่านพรหมบอกเข้าอย่างนั้นก็เกิดดีใจจนบอกไม่ถูก ต่างก็กราบกันด้วยความเลื่อมใสแท้ไม่ใช่ขี้ตามช้าง คือ กราบตามพรหม ฝ่ายแม่ชีก็บอกว่าเสียใจนะคุณที่ถวายน้ำทิพย์ไม่ได้ เพราะว่ายังไม่ถึงเวลา ถามว่าเมื่อไรจะถึง อีกกี่ปี แกตอบว่าชีวิตนี้ทั้งชีวิตทุกองค์ไม่ต้องหวัง เพราะเป็นของเฉพาะพระโพธิสัตว์ผู้มีบารมี สมบูรณ์ในการฝึกฝน คนอื่นเอาไปจะลำบากชาวบ้านชาวเมือง

แต่ทว่าแกเมตตา ทาตาให้ทุกองค์ บอกว่าระยะเดินทางธุดงค์จนถึงกลับวัด จะได้ผลตลอดเวลา เมื่อกลับถึงวัดแล้วจะหมดอำนาจความเป็นทิพย์ แต่จะแบ่งโอกาสใช้ได้คือ เวลาไหนจะใช้ญาณ เวลาไหนจะใช้น้ำทิพย์ จงอย่าใช้น้ำทิพย์เสมอไป ญาณจะเสื่อม ถ้าสงสัยญาณจงนึกถึงน้ำทิพย์ น้ำทิพย์จะช่วยบอกให้หายสงสัย เป็นอันว่าคณะลิงหน้าพลับพลามีโชคมาก ในระยะธุดงค์มีกำลังการเห็นได้ดี ใช้คู่ไปเสมอ พยายามใช้ญาณให้มาก แล้วสอบด้วยการระลึกถึงน้ำทิพย์ ถ้าเมื่อใช้น้ำทิพย์เห็นว่าญาณพลาดเป้าหมาย ก็ใช้สมาธิในอาโลกกสิณให้หนัก ใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณช่วยให้หนัก เป็นอันว่ามีเครื่องมือทดสอบดีมาก อะไรก็ได้ ใกล้หรือไกล ตายแล้วหรือยังไม่เกิด เรื่องของตนเองหรือคนอื่น คน สัตว์หรือสถานที่ นรก สวรรค์ พรหม หรืออะไรดีเอ่ยที่อารมณ์วิปัสสนาช่วยไปไม่ได้ ก็ดูได้หมด ดีจริง ๆ เล่นเอาคณะลิงหน้าพลับพลามีกำลังฌานและญาณแก่กล้าขึ้นไม่น้อยเลย เมื่อสั่งเสียกันเสร็จ สองผีก็หายไป คณะธุดงค์ต่างก็กลับเข้ากลด เรื่องเขาวงพระจันทร์ตอนนี้ก็พักเสียที ด้วยเหนื่อยแล้ว วันต่อไปถ้าลูกหลานยังไม่เบื่อ ฟังกันใหม่ ขอลูกหลานทุกคนจงเป็นผู้มีโชคดี มีวาสนาบารมี มีความสุข ทันศาสนาพระศรีอาริย์ด้วยกันทุกคนเถิด สวัสดี

วันนี้ตรงกับวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๑๔ วันนี้ฉันมาสายไป ด้วยร่างกายฉันมันไม่ดี ความจริงมันก็เป็นไปตามสภาพของมันเอง มันขึ้นแล้วก็ลง และพยายามลงเรื่อย ๆ ไปจนไม่มีที่ลง คือตาย ฉันมันยุ่งไปเอง คิดว่าจะงดคุยกับลูกหลานสักวัน ก็เป็นห่วงเรื่องที่พูดไว้เมื่อวันที่ ๕ มันมีเรื่องคลุมเครืออยู่ คือเรื่อง น้ำยาทำให้ตาทิพย์ ฉันคิดว่าลูกหลานที่รับฟังคงจะสงสัยว่าเขาทำด้วยอะไร ฉันเองฉันก็สงสัยเหมือนกัน ฉันก็ถามหลวงพ่อปานท่านว่าเรื่องน้ำยาทำให้ตาทิพย์นั้นเขาเอาอะไรมาผสมครับ เวลานี้มีเหลือบ้างไหม กระผมอยากได้ไว้ใช้บ้าง หลวงพ่อท่านหัวเราะชอบใจ ท่านพูดว่า เจ้าลิงดำ เอ็งเป็นลิงตลอดกาล เมื่อมาเกิดเป็นคนแล้วทิ้งความเป็นลิงมาหลายร้อยชาติแล้วก็ยังไม่ทิ้งนิสัยลิง เอ็งสงสัยข้าจะบอกให้ ส่วนผสมน้ำยาทำให้ตาทิพย์ก็คือ ตอนนี้ลูกหลานตั้งใจฟังให้ดี จะได้น้ำยาตาทิพย์กันแล้วจำไว้ ใครไม่แน่ใจว่าจะจำได้จงจดไว้กลับไปที่พักรีบหาสมุนไพรมาผสมรีบทำ จะได้มีตาเป็นทิพย์ ยาขนานนี้มีส่วนผสม ๒ อย่างคือ อย่างธรรมดา และอย่างพิเศษ อย่างธรรมดาเห็นไม่ใคร่ถนัด อย่างพิเศษใช้งานได้ดีมาก แต่ราคาแพงหน่อย คอยฟังนะจะบอกให้ จดและจำไว้ จดแล้วจำรีบปรุง จะได้ใช้ทันที

---ส่วนผสมน้ำยาที่ทำให้ตาทิพย์ขนาดปกติ---

๑. ระงับอารมณ์ที่กังวลเสียให้หมด

๒. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา

๓. ระงับอารมณ์ให้ว่างจากนิวรณ์ ๕ คือ ไม่สนใจกับรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสที่ติดใจ นี้เป็นประการที่ ๑ ประการที่ ๒ ไม่จองล้างจองผลาญใคร คือไม่ขังอารมณ์ไม่พอใจไว้ ให้อภัยเสมอ ประการที่ ๓ ไม่ปล่อยอารมณ์ให้ง่วงเหงาเคลิบเคลิ้มเมื่อทำสมาธิ ประการที่ ๔ รักษาอารมณ์ที่คิดว่าจะรักษาไว้เพียงอย่างเดียว ไม่ปล่อยให้อารมณ์อื่นมารบกวน ประการที่ ๕ ไม่สงสัยผลในการปฏิบัติอย่างนี้ว่าจะมีผลหรือไม่มี ทำตามท่านว่า ก็เชื่อว่ามีผล

๔. ต่อไป ทำใจให้คุ้นเคยกับพรหมวิหาร ๔ รักษาอารมณ์ให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ

๕. นำกสิณ ๓ อย่าง เอาอย่างเดียวใน ๓ อย่าง คือเตโชกสิณ เพ่งไฟ โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง เอามาเพ่งตามแบบ จนนับนิมิตได้ในระดับดี ดูคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานหรือวิสุทธิมรรคประกอบ เมื่อได้นิมิตแล้วก็คลายนิมิตกำหนดใจเพื่อเห็น (เห็นทางใจ) คือมีความรู้สึกเหมือนเห็น จะเห็นอะไรก็ได้ขอเห็นแทนนิมิต

๕ อย่างนี้เป็นเครื่องสมุนไพรที่เอามาผสมเป็นยาทาตาให้มีตาทิพย์ เรียกว่ายาธรรมดา ใคร ๆ ก็หาใช้ได้

---ยาตาทิพย์ขนานพิเศษ---

ยาขนานนี้หายาก เพราะเป็นยาเทวานุภาพที่ท่านคณะธุดงค์ได้เป็นพิเศษ เมื่อท่านได้เจ้าของยาให้ใช้ได้เพียงระยะอยู่ในภาวะธุดงค์ พอกลับวัดก็หมดสิทธิ์ที่จะใช้ ได้พบคณะท่านถามท่านว่าหลังจากได้ยาแล้วเป็นอย่างไร ท่านบอกว่ามันคล่องและแจ่มใสมาก ญาณต่าง ๆ สดใสบอกไม่ถูก ทวนเกิดทวนตายได้อย่างสบาย ภพต่าง ๆ ที่ผ่านมา เคยเกิดกี่วาระ ตายเท่าไร เกิดเท่าไร มันตายเท่านั้น ไม่มีใครเกิดมากกว่าตาย หรือตายมากกว่าเกิด ไม่อยากขัดคอท่าน ท่านบอกว่าตกนรกกี่ชาติ เป็นสัตว์กี่ชาติ กี่ประเภท เป็นเปรต อสุรกาย เป็นผีสัมภเวสี เป็นคนรวย คนจน คนมีวาสนามาก วาสนาน้อย เป็นเทวดา พรหม กี่ครั้ง กี่วาระ มันเห็นได้สดใส จริง ๆ แบบนี้สิที่พยายามถามหลวงพ่อท่าน เพราะอยากได้บ้าง ขี้เกียจตั้งท่านิมิตกสิณ ท่านบอกว่าขนานนี้หาได้ ๒ วิธี คือ

๑. ถ้าอยากจะทำให้ได้ ให้มีเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นช่วยปรุง ให้สะดวกสบายในการใช้ และการใช้ยาก็ไม่กำหนดเวลา จะใช้เมื่อไรก็ได้ไม่มีใครบังคับ ทำไม่ยาก คือ เมื่อขณะมีชีวิตอยู่ สร้างทิพยจักษุญาณให้มีให้เกิดขึ้นเอง เมื่อมีแล้วเกิดแล้วก็ตายไปเป็นธรรมดา หรือพรหม จะมีตาเป็นทิพย์แจ่มใส เห็นอะไรก็ได้ ไม่มีใครบังคับ

๒. เมื่อไม่ต้องการแบบนั้น ต้องการแบบที่คณะธุดงค์เขาได้กัน ต้องเร่งรัดสร้างความบริสุทธิ์ของจิตให้มากจนเทวดาเขาเห็นสมควร เขาจะสงเคราะห์ให้เห็นเองตามที่เขาจะสงเคราะห์ แบบนี้ไม่ดี ท่านบอกว่ามันไม่ใช่สมบัติของเรา

ฟังแล้วไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้นมาเลย เรื่องฝึกกสิณเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนที่ท่านว่าสร้างเองให้ดีต้องตาย ตอนนี้ไม่มีเรื่อง เป็นอันว่าไม่มีอะไรเป็นเรื่อง เลยถามท่านใหม่ว่า น้ำทิพย์ที่เทวดาผู้หญิงให้หลวงพ่อและพระธุดงค์ใช้ มันเกิดมีได้อย่างไร ท่านบอกว่าไม่มีน้ำทิพย์ น้ำเทิบอะไรหรอก เป็นเรื่องของเทวานุภาพ เขาทำให้เราเห็นอย่างนั้นเอง ถ้าคนเมากิเลสเขาไม่ทำให้ดู เขาทดลองใจว่าคณะธุดงค์จะเป็นพระ หรือเป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือเป็นเปรต ตอนนี้สงสัย ถามท่านว่าเป็นพระอย่างไรครับ ท่านตอบว่าเราไปธุดงค์เพื่อทำตนให้เป็นพระ คือมุ่งละกิเลส พระธุดงค์ทุกองค์ต้องคิดและปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าไปอยากได้ทรัพย์สิน ชื่อเสียง หรือหลงกามารมณ์ มันก็ใช้ไม่ได้ ไม่ใช่พระแล้ว อย่างเบาก็เป็นสัตว์ดิรัจฉาน หนักนิดก็เป็นเปรต หรือมิฉะนั้นก็เป็นสัตว์นรกไปเลย เมื่อเขาเห็นเราไม่อยากได้ เขาก็เห็นว่าเราดีควรที่เขาจะสงเคราะห์เพื่อให้สะดวกแก่การฝึกอารมณ์ เขาก็หาให้ อ้ายที่ทานั้นไม่มีน้ำมีท่าอะไรหรอก เขาทำให้เป็นน้ำหลอกเด็กเท่านั้นเอง ที่แท้แล้วเวลาที่เราต้องการรู้ เมื่อนึกถึงน้ำทิพย์ เขาใช้กำลังเขาช่วยให้เห็น พวกแกฟังเรื่องไม่เข้าใจเรื่อง คิดว่าเทวดาเอาน้ำทิพย์มาให้อย่างนั้นหรือ มันไม่ตรงกับความจริงของเรื่องเลย

ตอนนี้เป็นอันว่าพอเข้าใจหน่อยแล้วว่า ที่เทวดาทำให้คณะธุดงค์เห็นเป็นบ่อน้ำ แกทำบ่อหลอกเด็ก ความจริงพระก็เหมือนเด็ก และเป็นเด็กประเภทเด็กเล็กเสียด้วย เล็กขนาดยังโกนหัวอยู่เลย เวลาขึ้นรถเมล์ รถไฟ เขาเก็บเท่าเด็ก แต่กินอาหารมีเวลาน้อยกว่าเด็ก คือ กินได้แค่เช้ายันเพลหรือเที่ยง ถ้ากินได้ตลอดวันเหมือนเด็กจะดีมาก เรื่องตาทิพย์เพราะน้ำทิพย์ขอผ่านไปนะ วันนี้ดูเรี่ยวแรงฉันมันน้อย ๆ ต่อไปคุยอยู่กับหลานได้วันละไม่กี่นาที เพราะดูท่าทางไม่ใคร่สบายกาย แรงมันเพลียลงไป คุยตามแรงแล้วกันนะ เรื่องที่เล่าให้ฟังก็ดูท่าจะยากเกินไป จะขอสรุปให้สั้นลงและจบให้เร็วเข้า ถ้าเล่าให้ฟังละเอียดเข้าใจว่าคุยกันวันละชั่วโมง ๒ ปี คงยังไม่จบ คนฟังจะแย่ เอากันแบบย่อ ๆ ดีกว่า ที่เห็นว่าควรเว้นก็เว้นเสีย ด้วยฉันเป็นคนแก่มีเรื่องพูดมาก ปกติคนแก่ก็ขี้บ่นอยู่แล้ว คนที่บ่นเป็นคือคนที่มีเรื่องพูดมากนั่นเอง

---คณะธุดงค์ออกเดินดง---

ตอนนี้จะขอตัดเรื่องยืดยาด เล่าแต่เรื่องลัด ๆ เมื่อออกจากเขาวงพระจันทร์แล้วก็มุ่งไปพระแท่นศิลาอาสน์ พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุแช่แห้ง แล้วก็เข้าป่าชัฏมุ่งไปเชียงตุง มันตุงหรือไม่ตุงฉันไม่รู้ ท่านเข้าป่าตลอดกาล ออกจากเขาวงพระจันทร์ไม่เคยเห็นหลังคาบ้านเลย แม้พรานป่าก็ไม่พบ เสียงหมาชาวบ้านเห่าก็ไม่ได้ยิน มันป่าชัฏจริง ๆ ขณะเดินทางหรือพักท่านให้สมาทานตายตลอดเวลา คิดตายเดี๋ยวนี้เสมอก็สบายใจดี เมื่อเข้าป่า คิดว่าชมสวนสัตว์ชั้นดีกันก็แล้วกัน เสือ ช้าง และสัตว์ป่าทุกประเภทเท่าที่จะพบ แกไม่เคยสนใจนักธุดงค์ เดินหลีกกันไปแล้วก็หลีกกันมา คณะท่านธุดงค์ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งพบช้างโขลงประมาณ ๕๐ เชือก กำลังดึงใบไม้กิน เห็นเจ้าสีดอยืนมองอยู่ เมื่อเข้าไปใกล้แกก็คุกเข่าชูงวงขึ้นเหนือหัว ลูกน้องเห็นลูกพี่ทำอย่างนั้นก็ทำตามเหมือนกันหมด หลวงพ่อท่านถามว่า พ่อปู่ ที่นี่มีที่ไหนร่มรื่นพอที่พระจะพักสบายบ้าง พอหลวงพ่อพูดจบ แกก็ลุกขึ้นและเดินนำทาง เดินไปได้ประมาณ ๓๐๐ เมตร ก็พบต้นไม้ใหญ่ สาขามาก ร่มรื่น มีบ่อน้ำใสสะอาดมาก แกเอางวงชี้แล้วแกก็คุกเข่าชูงวงไว้เหนือหัว เสร็จแล้วแกก็กลับ คณะพระธุดงค์สงสัยว่าแกทำไมรู้มากนัก และเคารพตลอดเวลา หลวงพ่อท่านบอกว่าช้างเชือกนี้เป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อสงสัยท่านเลยให้สอบสวนด้วยอำนาจอตีตังสญาณทันที เป็นอันว่าถึงที่ใดที่มีความสำคัญ ท่านให้คณะของท่านตรวจสอบด้วยอำนาจญาณ ดูสถานที่ว่ามีบ้านเมืองไหนสำคัญอย่างไร คนและสัตว์สมัยนั้นไปไหนกันหมด เป็นการฝึกการใช้ญาณและวิปัสสนาญาณกันตรง ๆ

---คณะสหายเก่าติดตามตลอดเวลา---

คำว่าสหายเก่าก็คือลิง มีลิงป่าฝูงหนึ่ง ประมาณ ๓๐ ตัว ติดตามตั้งแต่พระพุทธบาทเป็นต้นไป ตลอดจนคณะธุดงค์กลับวัด เมื่อเข้าเขตสระบุรีแกจึงแยกกลับที่เดิมของแก ลิงฝูงนี้มีลิงค่อนข้างเผือกคือ ไม่ขาวจัดอยู่ตัวหนึ่ง ใหญ่กว่าลิงตัวอื่น เป็นนายฝูง ติดตามตลอดเวลา และลิงฝูงนี้แปลก มีความเป็นห่วงมาก ถ้าพวกแกไปหาผลไม้มาได้มักจะเอามาแบ่ง เพียงมะม่วงผลเดียวแกเอามาแบ่งออกไปเป็น ๖ ชิ้น แบ่งให้พระองค์ละชิ้น แกเอา ๖ ชิ้น สิ่งที่เจ้าลิงเล็กชอบใจมากก็คือหัวพระ พวกพระหัวโล้น เมื่อพระนอนตอนกลางวันและลิงใหญ่เผลอ เจ้าตัวเล็ก ๆ มันจะแอบมาด้านหัว เอามือจับหัวพระแล้วแกก็จะจับหัวแก ลูบ ๆ หัวพระ แล้วลูบหัวตัวเอง แกคงจะสงสัยว่าเจ้าลิงพวกนี้ทำไมหัวล้านหมด เห็นจะเป็นเพราะลิงมันลูบหัวเล่นคราวนั้นกระมัง คณะธุดงค์ที่ไปคราวนั้น ต่อมาเมื่ออายุเลย ๕๐ ปี กลายเป็นคนหัวล้านไปตาม ๆ กัน หัวล้านนี่ความจริงเขามีทำเนียบของเขา คือ มีขึ้นทำเนียบไว้ ๗ อย่าง คือ (๑) ล้านทุ่งหมาหลง (๒) ล้านดงช้างข้าม (๓) ล้านง่ามเทโพ (๔) ล้านชะโดตีแปลง (๕) ล้านแร้งกระพือปีก (๖) ล้านจะหลีกขวานฟาด (๗) ล้านราชครึนเครา (มีเครามาก) ทีนี้ล้านคณะธุดงค์ที่อาศัยลิงลูบคลำเล่นน่าจะจัดเข้าทำเนียบ แต่ไม่ผสมกับใคร ตั้งเป็นคณะอีกคณะหนึ่ง คือ ล้านลิงลูบ เพราะอาศัยลิงลูบคลำเล่นจึงล้าน เรื่องหัวล้านขอผ่านไป มาคุยกันเรื่องอื่นต่อไป

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
คัดลอกจากวัดบนเว็บ11 ธ.ค. 2545 06:46:25