Make your own free website on Tripod.com
ประวัติหลวงพ่อปาน
( พระครูวิหารกิจจานุการ ) วัดบางนมโค

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30

***สู่ร่มกาสาวพัสตร์***

พอวันรุ่งขึ้น ท่านพ่อก็พาถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปวัดบางปลาหมอ เวลาเดินไปตามทาง ท่านไปพบปลาตัวหนึ่งมันอยู่ในหนองน้ำเกือบจะแห้ง เป็นปลาช่อนตัวใหญ่ ท่านก็จับเอาไป พอถึงแม่น้ำท่านก็ปล่อย ท่านบอกว่าในชีวิตของท่านไม่เคยฆ่าสัตว์เลย ไอ้สัตว์นี่นะ ตัวเล็กตัวใหญ่ก็ตาม ถ้าฆ่ามันโดยเจตนาแล้วไม่เคยทำ แม้แต่ยุงก็ไม่เคยตบ แสดงว่าท่านมีบารมีมากเหลือเกิน บุญตามมาหา ไม่เหมือนฉันนะ ฉันนี่ไปเทียบกับท่านไม่ได้ ระยำมามาก ท่านดีมาก แต่ฉันระยำมาก แต่ความจริงถ้าเอาตัวท้ายเหมือนกันนะ แต่มันคนละมาก มากมีราคามากกับมากไม่มีราคา ของท่านมากมีค่าสูง เรียกว่ามากได้มาสูง ของฉันมากเสียไปสูง ไอ้มากแบบนี้ไม่เป็นเรื่อง เมื่อท่านเข้าหาหลวงพ่อสุ่น อ้อ พอไปถึงแม่น้ำแล้วท่านปล่อยปลา ปล่อยปลาแล้วท่านพ่อก็พาไปหาหลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นเห็นเข้าก็กวักมือเลยบอกว่า เวลานั้นไม่ทันจะถึงตัวท่าน พอเห็นเข้าก็เรียกชื่อพ่อท่าน พ่อของท่านนี่ฉันลืมเสียแล้ว ลืมชื่อทั้งพ่อทั้งแม่เลยนะ นึกไม่ออก คือ ไม่ได้นึกมานาน นึกไม่ออกจริง ๆ พอเห็นพ่อท่านก็กวักมือบอกว่า ไง เอ็งพาเจ้าปานมาอยู่วัดหรือ จะเอาเจ้าปานบวชหรืออย่างไร ท่านพ่อบอกว่า ใช่ขอรับ เอ้อ ดีจริง ๆ นี่ข้านึกไว้นานแล้วเชียวนา นึกว่าถ้าเจ้าปานมันจะบวชละก็ ข้าจะให้มันมาอยู่กับข้า ถ้าหากว่าแกเอาไปเป็นนาคไว้ที่วัดบางนมโค เวลาข้าไปเป็นอุปัชฌาย์ ข้านึกว่าบวชแล้วข้าจะเอาของข้ามาเลยนา ข้าตั้งใจไว้นานแล้ว เวลานั้นท่านเรียกเข้าไป หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบ หลวงพ่อสุ่นก็เอามือลูบหัวบอกว่า ปานเอ๊ยอยู่กับพ่อนะ จะได้ดีนะ นับตั้งแต่นี้ต่อไปเป็นลูกของพ่อ เอาละ ท่านหันไปบอกพ่อของท่าน เอ็งน่ะกลับไปบ้านได้แล้ว ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องห่วงไอ้เจ้าปาน มันเป็นลูกของข้าแล้ว แน่ะ แทนที่จะรับเป็นลูกศิษย์ พ่อรับเป็นลูกเลย แล้วแกไม่ต้องห่วง เจ้าปานของข้าไม่สึก แล้วต่อไปน่ะข้าจะถ่ายทอดให้มันทั้งหมด ไอ้นี่ข้ามองมาตั้งแต่เล็กแล้ว ตั้งแต่ ๔ - ๕ ขวบข้าก็มอง ๆ มา นึกว่าถ้าเจ้าปานนี่มันบวชก่อนข้าตายแล้ข้าจะต้องเอามาไว้ วิชาความรู้ของข้านี่ถ่ายทอดให้ใครไม่ได้ ไม่มีใครรับเอาไปได้หมด ข้ามองมานานแล้วว่าเจ้าปานมันรับของข้าได้

ท่านบอกว่าพอฟังเท่านั้นแหละ ปลื้มใจบอกไม่ถูก คิดไม่ถึงว่าท่านจะเป็นคนที่หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอต้องการตัว เพราะเวลานั้นหลวงพ่อสุ่นมีชื่อเสียงพุ่งโด่งดังมากเป็นกรณีพิเศษ มีหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อะไรพวกนี้ มีชื่อเสียงบอกไม่ถูก อ้อ (แต่ว่าหลวงพ่อโหน่ง) ยังมีหลวงพ่อเนียมซินะ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย แล้วก็หลวงพ่อแสง วัดพะเนียงแตก จังหวัดนครปฐม ชื่อก้องเมือง พระ ๔ - ๕ องค์นี่ชื่อก้องเมืองขนาดหนัก หลวงพ่อปานบังเอิญไปเป็นศิษย์หลวงพ่อสุ่น หลวงพ่อสุ่นบอกว่าเป็นลูกของท่าน ท่านจะเอาไว้เป็นลูกของท่าน ท่านก็ดีใจใหญ่ ต่อมาเมื่อท่านพ่อกลับแล้ว ท่านก็แนะนำถึงวิธีการบวชว่า ปานเอ๊ย การบวชนี้เป็นของยากนะลูกนะ แต่ไม่ยากจนเกินไป เจ้าจะบวชจะต้องจำตรงนี้ไว้ก่อน ท่านกางหนังสือเจ็ดตำนานให้ดูถึงตัวขานนาคว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา แปลว่า เราขอรับผ้ากาสาวพัสตร์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่เราอย่าบวชเป็นทาสกิเลสตัณหานะ คิดว่าเวลาบวชนะบวชเข้ามาแล้วนะปาน โลกธรรมต้องทิ้งให้หมดนะ อย่าเกาะนะ ถ้าเกาะมันตัวเดียวไม่เป็นพระเลย ถึงแม้ว่าจะห่มผ้าเหลืองโกนหัวก็ตาม จะถือว่าเรามีศีลน่ะ ไม่จริง โลกธรรม ๘ ประการมีอย่างนี้ จะพูดให้ฟังนะ คือ

๑. อยากรวย คือ อยากมีลาภอยากรวย เมื่อได้ทรัพย์มาแล้วดีใจคิดว่าเรามีทรัพย์ เราจะสะสมเป็นทรัพย์สินให้มาก

๒. ถ้าทรัพย์หมดเสียใจ

๓. อยากมียศ อยากมียศฐาบรรดาศักดิ์ ไอ้ยศมาแล้วปลื้มใจ

๔. เมื่อยศหมดไปเสียใจ

๕. นินทา เมื่อได้รับคำนินทาแล้วเดือดร้อน

๖. ถ้าได้รับคำสรรเสริญก็ยินดี

๗. มีสุขในกามารมณ์ มีความเพลิดเพลิน

๘. มีความทุกข์ก็หวั่นไหว

สิ่งทั้งหลายเหล่าอื่นไม่ต้องจำ จำว่า ๑ บวชพระจงอย่ารวย อย่าสะสมเงิน ถ้าไม่มีเงินก็จงอย่าเดือดร้อน ไม่เป็นไร บ้านเราไม่ต้องเช่าข้าวเราไม่ต้องซื้อ ชาวบ้านเขาหาให้ อย่าหวังรวย ถ้ารวยแล้วไม่ใช่พระ จะบวชสักกี่ร้อยพรรษาก็ไม่ใช่พระ ถ้าเราจะรวยต้องรวยด้วยศีลด้วยธรรม รวยด้วยบุญบารมี เงินได้มาเท่าไหร่ทำเป็นสาธารณประโยชน์ให้หมด เหลือกินเหลือใช้ตามความจำเป็น แล้วใช้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ให้หมดอย่าให้มันเหลือ นี่จงอย่ารวย รายการที่ ๒ อย่ารับยศ ถ้าจำเป็นจะต้องรับยศอย่าเมายศ จงคิดว่าเราเป็นพระ เราบวชเพื่อพระนิพพาน ยศฐาบรรดาศักดิ์มันเป็นโลกธรรม มันเป็นตัวถ่วง ตัวกิเลส ยศเป็นกิเลส ลาภเป็นกิเลส สรรเสริญเป็นกิเลส ความสุขในกามารมณ์เป็นกิเลส ถ้าเราพอใจในเหตุ ๔ อย่างนี่เราไม่ใช่พระ ถ้าขืนบวชเท่าไรก็ไม่ใช่พระ มันจะตกอเวจีมหานรก จงจำไว้ จงจำไว้ แล้วก็อย่าทำนะ อย่าฝืนไปเกาะตามนั้น คิดอย่างเดียวว่าเราบวชเพื่อพระนิพพาน ปานเอ๋ย วิชาความรู้นะลูก ที่พ่อมีอยู่ทั้งหมด ถ้าเธอมีอารมณ์อย่างนี้พ่อให้ไม่มีเหลือ เอาอย่างนี้ก่อนก็แล้วกัน ในฐานะที่ลูกเข้ามาเป็ฯวันแรก จะให้เรียนอะไรมันก็ยังไม่ดีนะ ต่อไปนี้ก็ท่องขานนาคเสียให้ครบ แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้ แล้วเอาคาถานี้ไป คาถาคือ ธาตุทั้ง ๔ นะ มะ พะ ธะ ให้ว่าถอยหลังเอาไปเป่ากุญแจนะ เป่าให้กุญแจมันหลุด กุญแจนี่กดให้มันติดแล้วเป่าให้มันหลุด ถ้าเจ้าเป่ากุญแจหลุดได้เมื่อไรมาบอกพ่อ ต่อแต่นั้นพ่อจะให้ของดีทุกอย่างที่พ่อมีอยู่ ที่สุดของความดีน่ะไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่พ่อมีอยู่น่ะพ่อจะให้ไม่เหลือเลย

หลวงพ่อปานรับคำแล้วท่านให้จัดสถานที่ให้ เมื่อหลวงพ่อสุ่นจัดสถานที่ให้แล้วท่านก็มาท่องขานนาค ขานนาคหมายความว่า คำขออุปสมบท แล้วก็ท่องหนังสือสวดมนต์พร้อมเป่ากุญแจไปด้วย ท่านบอกว่าท่านนั่งเป่ากุญแจมา ๑ เดือน กุญแจกดไว้เป่าเดือนหนึ่งมันไม่ออก กุญแจลอกหมดสีขาวจ๋อง สนิมเหล็กมันหมดไปเพราะถูกเหงื่อมือบดสี แต่ทว่าวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร พอทำใจสบายนอนเผลอ ๆ ลุกขึ้นมาพอจับกุญแจเป่ามันก็หลุด ผลัวะ มันหลุดง่าย เป่ามาตั้งเดือนไม่หลุด ต่อแต่นั้นไปเป่ากุญแจมาดอกไหนมันก็หลุด หนักเข้า ๆ ไม่ต้องเป่า เอามือไปแตะก็หลุด ผลที่สุดไปซื้อกุญแจมา ๓๐ - ๔๐ ดอก เอาใส่ราวเอามือกดให้ติด เอามือแตะราวเท่านั้นแหละ กุญแจหลุดออกหมด แม้แต่กุญแจจีนก็หลุด เป็นอันว่าเรื่องกุญแจท่านทำได้ นี่เป็นวิธีการของหลวงพ่อสุ่นสอนให้หลวงพ่อปานฝึกสมาธิ เพราะหลวงพ่อสุ่นเป็นคนมีฤทธิ์ ฤทธิ์ต่าง ๆ จะเกิดมาได้ก็เพราะอาศัยจิตเป็นสมาธิเป็นของสำคัญ แต่ว่าถ้าจะบอกว่าสอนให้ทำสมาธิ อันนี้เห็นจะไม่เอากัน สอนให้สะเดาะกุญแจ ถ้าคิดว่าจะเก่งอย่างขุนแผนก็ให้ใช้คาถาบทนี้เป่ากุญแจให้หลุด ในที่สุดหลวงพ่อปานท่านก็เป่าหลุด พอเป่าหลุดแล้วปรากฏว่าตอนกลางคืนหลวงพ่อสุ่นก็เรียกเข้าหา ถามว่าท่องขานนาคจบแล้วหรือยัง ท่านบอกว่าท่านท่องจบแล้ว หนังสือสวดมนต์ท่องถึงตรงไหนท่านบอกว่าท่องถึงบทนั้นบทนี้จวนจะจบเจ็ดตำนาน แต่ว่าทุกวันท่านเรียกไปสอนจริยาของพระตั้งแต่เป็นนาค สอนวิธีบวชทุกอย่าง ว่าบวชพระแล้วต้องปฏิบัติอย่างไร เขาเรียนรู้กันมาตั้งแต่เป็นนาค ไม่ใช่บวชแล้วมาเรียนรู้กัน ไม่ใช่อย่างนั้น ที่ให้อยู่วัด ๒ เดือน ๓ เดือนก็เพื่อให้เรียนรู้ตั้งแต่เป็นนาค หลวงพ่อสุ่นถามว่า ไอ้คาถาเป่ากุญแจที่หลวงพ่อให้เอ็งน่ะ เอ็งเป่าได้หรือยัง หลวงพ่อปานบอกว่าเป่าหลุดแล้วขอรับ ท่านก็หยิบกุญแจจีนมากดเสียแน่น หลวงพ่อปานพอหยิบกุญแจจีนหลุดผลัวะกระเด็นออกไปเลย ขนาดกระเด็นหลุดออกนอกตัวไป หลวงพ่อสุ่นหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่า ปาน นี่เป็นพื้นฐานความดีขั้นแรกนะ ความดีต่อไปยังมีอีก วันนี้กลับไปก่อนนะ วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาพ่อใหม่ พ่อจะให้เรียนต่อ ลูกไม่ต้องกลัวนะ อยู่กับพ่อ ๆ ให้ทั้งหมด อะไรก็ตามที่รู้ว่ามีดีที่พ่อมีอยู่ ถ้ารู้ว่าเจ้าต้องการพ่อจะให้หมด เอ้าสำหรับวันนี้เจ้ากลับไปก่อนนะ หลวงพ่อปานท่านก็กราบ ๆ แล้วท่านก็กลับ เรื่องราวของหลวงพ่อปานมีเยอะนะ แต่ว่าฉันมันพูดไม่ค่อยตรงทาง อาจต้องพูดนานก็ได้ วันนี้ขอลาลูกหลานทุกคนก่อนนะ ขอลูกหลานทุกคนจงปลื้มใจว่าบ้านทิพย์ของลูกหลานทุกคนมีแล้ว ต่อจากนี้ไปก็ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลจงมีแก่บรรดาลูกหลานทุกคน สวัสดี

ลูกหลานที่รักทั้งหลาย วันนี้วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๑๕ เป็นเวลาประมาณ ๘ โมงครึ่งเศษ ๆ ฉันลงมือบวงสรวง ที่ต้องบวงสรวงก็เพราะว่าเมื่อตอนกลางคืนของวันที่ ๑๘ เวลาที่ฉันนั่งกรรมฐาน ตอนนั้นลุงพุฒิแกมาหาฉัน แกบอกว่า ท่าน เวลาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานนะก็ขอให้เล่าเรื่องพระลงอเวจีไว้ให้มากด้วย ถามว่าไปพูดทำไม ฉันจะไปรู้หรือว่าใครจะลงหรือไม่ลง ฉันไม่ใช่พระพุทธเจ้านี่จะได้เป็นสัพพัญญูวิสัย และจะรู้ได้ยังไง ลุงพุฒิแกก็บอกว่าเรื่องนี้นะ หลวงพ่อสุ่นวัดบางปลาหมอ อุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปานเอง เวลาที่หลวงพ่อปานเข้าไปบวชอยู่กับท่านก็ดี หรือขณะที่เป็นนาคก็ดี หลวงพ่อสุ่นสอนเรื่องนี้ไว้มาก บอกว่าป้องกันไม่ให้หลวงพ่อปานตกนรก แล้วการบวชให้บวชอย่างเป็นพระ ถ้าการทำตัวไม่เป็นพระแล้วมันลงนรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระถ้าลงนรกแล้วไม่พ้นอเวจีมหานรก เพราะว่าพระมีบุญมาก เวลาบาปก็บาปมาก เลยถามแกว่า นี่ ลุงแกมาสอนให้ฉันพูดอย่างนี้นะ แล้วในเมื่อเรื่องนั้นฉันไม่รู้อยู่นี่ แล้วฉันจะเอาเรื่องอะไรมาพูด ถ้าพูดมันก็เป็นการโกหกพกลมให้ลูกหลานฟัง มันจะดีรึ ไอ้เวลาฉันจะลงนรกน่ะ แกไม่ลงกับฉันนา แกเคยชี้หน้าว่าฉันอยู่เสมอว่า กรรมชั่วเป็นกรรมชั่วนา กรรมดีเป็นกรรมดี เรื่องพรรคพวกหรือเพื่อนฝูงนี่น่ะก็ยกไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนความดีความชั่วนี่ยกไว้ส่วนหนึ่งไม่รวมกัน แล้วแกดันมายุให้ฉันพูดเรื่องพระลงอเวจีมหานรกนี่มันจะมีประโยชน์อะไร แล้วฉันจะไปรู้อะไรล่ะ เวลาที่หลวงพ่อปานบวชหรือไปเป็นนาคน่ะ ฉันเกิดทันที่ไหนล่ะ ฉันไม่ทัน ฉันไม่เคยได้ยินเสียงหลวงพ่อสุ่นสอนหลวงพ่อปานเลย แล้วลุงจะมาเกณฑ์ให้ฉันพูดว่ายังไง

เวลาพูดจบลงไปเท่านี้ก็พอดีปรากฏว่าหลวงพ่อสุ่นกับหลวงพ่อปานท่านมา ท่านก็บอก นี่ลูก หลวงพ่อสุ่นว่ายังงั้นนะ พ่อสอนท่านปานจริง ๆ ก่อนจะบวชก็ตามหรือว่าเวลาบวชแล้วก็ตาม ท่านพร่ำสอนอยู่ทุกวัน เรียกว่าพรรษาแรกทั้งพรรษานั้นไม่มีทางห่างกัน อุปัชฌาย์กับสัทธิวิหาริกไม่มีทางห่างกัน ท่านพร่ำสอนอยู่ทุกวันถึงวิธีกันการลงนรก ก็เลยกราบเรียนท่านว่า ถ้ายังงั้นละก็ เวลาผมจะพูดขอหลวงพ่อมาบอกด้วยได้ไหม ท่านก็บอกว่าได้ ต่อแต่นี้ไปเธอจะต้องพูดเรื่องที่เธอไม่เคยรู้มา เรียกว่าไม่เคยรู้มาก่อน เธอจะต้องบวงสรวงและชุมนุมเทวดาเสียก่อน เมื่อเธอบวงสรวงและชุมนุมเทวดาแล้ว เวลาชุมนุมเทวดาต้องตั้งจิตนึกน้อมไปตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา แล้วพรหมทั้งหมด เทวดาทั้งหมด เวลาบวงสรวงนึกถึงท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท่าน แล้วท่านจะได้มาบอก ๆ ว่าวิธีบอกแบบเขียนคำบอกน่ะนะ เรียกว่าไม่สะดวก ก็ขอให้บอกอย่างประเภทเข้าสิงใจได้ไหม ท่านบอกว่าได้ เอายังงี้ก็แล้วกันนะ เอาตามวิธีที่เขียนหนังสือพระกรรมฐาน ความรู้สึกมันจะเกิดขึ้นมาเองแล้วก็พูดไป แล้วก็จะตรงตามความเป็นจริงทุกอย่าง เลยรับคำจากท่าน เมื่อรับคำจากท่านแล้ว แล้วก็เรื่องนั้นเป็นอันว่าหมดกันไปนะ ท่านรับคำแล้วนี่ ตานี้เวลานี้ที่จะพูดก็ต้องบวงสรวงตามท่านสั่ง

เรื่องการบวงสรวงหรือชุมนุมเทวดานี่นะ ลูกหลานนะ ลูกหลานอาจจะลำบากใจ เพราะว่านักปราชญ์สมัยใหม่ที่เขามองไม่เห็นด้วยน่ะมันมาก แต่ช่างเขาเถอะนะ สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัจจัตตัง ผู้ทำเองเข้าถึงเองจะรู้เองเท่านั้น เหมือนกับเรากินอาหาร เรากินเกลือเราบอกว่าเกลือมีรสเค็ม เรากินส้มบอกว่าส้มมีรสเปรี้ยว เรากินน้ำตาลบอกว่าน้ำตาลมีรสหวาน ในเมื่อเรากินเข้าไปแล้ว เรารู้ว่าความเค็มเป็นยังไง ความเปรี้ยวเป็นยังไง ความหวานเป็นยังไง ตานี้เราจะไปบอกกับคนที่เขาไม่ได้กิน คนที่เขาไมได้กินเขาจะรับรู้กับเราได้ยังไงว่ารสหวาน รสเปรี้ยว รสเค็มมันมีสภาพเป็นยังไง มันกระทบประสาท จะมีความรู้สึกเป็นยังไง ข้อนี้มีอุปมาฉันใด แม้การบวงสรวงหรือว่าการชุมนุมเทวดาก็เหมือนกัน นักปราชญ์สมัยใหม่ท่านมีความรู้มาก เรียกว่ารู้มากจนไม่เชื่อว่านรกมี สวรรค์มี นี่เป็นเรื่องของท่าน แต่ว่าที่ท่านเชื่อก็มีมากนะ ลูกหลานอย่าไปโทษท่าน เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ใครเขาจะรู้ว่าวิธีการบวงสรวงมีจริงหรือไม่ ทำไปแล้วมีผลจริงหรือไม่ การชุมนุมเทวดามีผลเป็นประการใด เทวดามาหรือไม่มา นี่ก็เป็นเรื่องของคนบวงสรวงหรือคนชุมนุมเทวดาเหมือนกัน ถ้าคนเราไม่เข้าถึงเทวดา ไม่เข้าถึงพรหม ไม่เข้าถึงพระ แม้จะเรียกเท่าไหร่ เทวดา หรือพรหม หรือพระ ท่านก็ไม่มา ถ้าหากว่าเราเข้าถึงเสียแล้ว เพียงแต่นึกถึงท่านก็มา แล้วเวลามาท่านพูดว่ายังไง อีตอนนี้ก็ต้องศึกษาตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้า สำหรับการศึกษา ลูกหลานที่รักฟังให้ดีนะ ลูกหลานอย่าศึกษาแต่เฉพาะหนังสือนะ การอ่านหนังสือเฉย ๆ นั้นเป็นแต่เพียงฟังคนอื่นเขาเล่าให้ฟังเท่านั้น มันจะไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่เคยกินส้ม กินเกลือ กินน้ำตาล เมื่อเรารู้วิธีการกินเราก็ต้องกินเองด้วย ทำจิตให้เข้าถึงเรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของนามธรรม นี่ตามที่นักอภิธรรมเขาพูดกันนะ

ความจริงไม่อยากจะพูดคำนี้ เพราะว่าลูกหลานน่ะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง ลูกหลานของฉันทุกคนเป็นคนดี มีความสุภาพ มีจิตอ่อนโยน มีจิตน้อมเข้าไปในธรรม เวลานี้ฉันปลื้มใจที่สุดแล้วนะ ฉันภูมิใจที่สุดที่หลวงพ่อปานพยากรณ์ฉันไว้ว่า นับตั้งแต่เธอบวชครบ ๒๐ พรรษาไปแล้ว ความประสงค์ของเธอทั้งหมดจะสมหวัง อีตอนนั้นฉันก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าฉันจะทำได้ยังไง คนอย่างฉันน่ะเรอะมีความรู้ก็ไม่เท่าหางอึ่ง ทุนรอนที่จะเรียนกับเขาก็ไม่มี แล้วสติปัญญาก็ต่ำ แต่ทว่าเวลานั้นฉันมีอารมณ์สูงเกินไป ฉันคิดว่าฉันจะพยายามช่วยตัวของฉันให้ได้เพราะก่อนที่จะเข้ามาบวชน่ะ ลูกหลานก็เคยทราบประวัติของฉันมาแล้วว่า การที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนานี่น่ะ ฉันไม่ได้บวชเพราะศรัทธาความเชื่อเฉย ๆ ฉันเข้ามาพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เคยได้ฟังพระเทศน์ว่า นรกมีจริง สวรรค์มีจริง พรหมโลกมีจริง พระนิพพานมีจริง คำว่าพระนิพพานสูญน่ะ ฟังมาถึงจะสูญหรือไม่สูญ ชื่อของพระนิพพานก็ปรากฏ ตอนฉันอยากจะเห็นสวรรค์ อยากจะเห็นพรหมโลก อยากจะท่องเที่ยวไปสถานที่นั้น ๆ บ้าง ฉันก็หาครูบาอาจารย์ที่ถูกใจฉันมันไม่มี มีแต่พระเทศน์ แต่พระสอนมันไม่มี ในที่สุดฉันก็มาได้หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นคุณาจารย์ประจำตระกูลของฉันเอง ตระกูลของฉันทั้งก๊กเคารพหลวงพ่อปานเหมือนพ่อ ครั้นเมื่อมาพบท่านเข้า ท่านก็ท้าทายทุกอย่างว่าสิ่งที่เธอต้องการของฉันมีหมด เอาเข้านั่น นี่มาเจอะคนจริงเข้า แล้วในที่สุดก็บวช บวชพิสูจน์ความจริง ว่าถ้าหาความจริงไม่ได้เราก็จะไม่นับถือพระศาสนา มาสอนโกหกกันแบบนี้น่ะมันใช้ไม่ได้ ไม่เอา เอาเปรียบชาวบ้าน

แต่ที่ไหนได้ ครั้นมาอยู่กับท่านเข้า อะไรก็ตามในขั้นต้นในสมัยนั้นท่านสอนให้ได้หมดในพรรษาแรก แล้วฉันเองมันก็คนไม่ค่อยเต็มเต็งนาลูกหลานนา ลูกหลานที่รักอย่านึกว่าฉันเป็นคนดีนะ ฉันนี่น่ะเป็นคนไม่ค่อยเต็มเต็งนักนา ถ้าจะเอาอะไรขึ้นมาละก็ ฉันก็สู้มันด้วยชีวิต ฉันเอาชีวิตของฉันเข้าแลกสิ่งเหล่านั้น ถ้าฉันไม่ได้มาฉันจะตายฉันก็ยอมนี่ แล้วฉันมันเป็นคนไม่เต็มบาทกับเขา เวลาทำอะไรทำอย่างชนิดที่ว่าเอาชีวิตเข้าแลกกัน แต่มันกลับปรากฏว่าเป็นผลดีไปได้ตอนต้น ได้แล้วฉันก็มาคิดว่าฉันเคยอ่านคำสอนของพระพุทธเจ้า ว่าการสอนคนให้เข้าถึงทิพยสมบัติเป็นของดี ฉันก็ตั้งเข็มทีเดียว ตั้งเข็มว่าฉันจะทำอย่างนั้นบ้าง แต่จัดในวงการแคบ ๆ แต่ว่าลูกหลานที่รักเอ๋ย ในตอนต้นฉันเกิดความเบื่อหน่ายหลายวาระ เพราะการไปพูดอะไรกับบุคคลประเภทอย่างนั้นเข้า (ไปพูดแบบนี้น่ะแบบที่ฉันต้องการ) เขาหาว่าฉันบ้าเสียสิ ฉันเป็นคนที่ไหนเล่า เขาหาว่าฉันบ้า ไปพูดอย่างนั้นมันไม่ถูก สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นฉันพบมาเองเขาก็ไม่เชื่อ แล้วแถมพวกพระด้วยกันนี่ละนะ พวกโกนหัวห่มผ้าเหลืองเหมือนกันนี่แหละ อย่าไปว่าท่านทุกองค์นะ บางองค์เท่านั้น ที่ฉันเป็นเพื่อนเป็นฝูงพอรู้จักกัน ฉันบอกว่าสิ่งเหล่านี้มีจริง พวกเราคงจะทำให้ปรากฏเป็นการชดใช้ความดีของพระพุทธเจ้าที่ท่านมีคุณ พวกเหล่านั้นเขาก็หาว่าฉันบ้า ดีไม่ดีพวกนักเทศน์นี่แหละเขาบอกว่าสวรรค์ไม่มีนรกไม่มี พระสูตรทั้งหลายเหล่านี้เป็นคนรุ่นหลังเขียนขึ้น นี่แสดงว่าเขาเกิดก่อนคนเขียน นี่มันเป็นเสียอย่งนี้ซีลูกหลาน

ตานี้มาตอนนี้แหละ มานับเอาตั้งแต่ตอนนี้ก็แล้วกัน ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ ตั้งแต่เริ่มพบ นาวาอากาศเอกอาทร และศิริรัตน์ โรจนวิภาต นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ฉันเกิดพบคนจริงเข้า เขาเอาจริงทุกคน อย่างขนาดที่เรียกว่า กลางวันเขามีงานหนัก กลางคืนเขาก็ไปฝึกกับฉัน ไปหาฉันได้ทุกคืน เขายกคณะกันไปกลับดึก ๆ ดื่น ๆ แล้วเขาไปได้ทุกวัน แล้วต่อมาก็มาพบลูกพบหลานทั้งหมดนี่แหละ ใครบ้างก็ช่างเถอะ ไปนั่งเรียงชื่อกันอยู่ได้ยังไงล่ะ ถ้าขืนเรียงชื่อกันไม่ไหว แล้วฉันก็จำชื่อไม่ได้หมดนี่ เป็นอันว่าพบคนจริงเข้า อีตอนหลังมาพบคนจริงเข้า ฉันเลยเอาจริงเข้าบ้าง แล้วไอ้ความจริงมันก็ปรากฏ ปรากฏยังไง ที่แนะนำให้ลูกหลานทำบุญน่ะรึฉันดีใจ เปล่า ฉันไม่ได้ดีใจหรอก แต่ทำบุญเข้ามาแล้ว จะทุ่มเทเงินกันเข้ามาประมาณนี่ที่ฉันมาอยู่วัดท่าซุงนี่น่ะ คิดจำนวนเงินที่สร้างตึกใหม่นี้ได้ล้านเศษ ๆ แล้วฉันดีใจไหม ลูกหลานที่รักคงคิดว่าฉันจะดีใจกระมัง เปล่า เข้าใจผิด ฉันยังไม่ดีใจ การสร้างวัตถุภายนอกมันยังช่วยชีวิตไม่ได้ แต่ว่าสิ่งที่ดีใจคือ ลูกหลานทุกคนมีจิตเข้าถึงธรรมะ เข้าถึงธรรมแล้วเข้าถึงมากหรือถึงน้อยก็ตามใจ ฉันพอใจ ขึ้นชื่อว่าคนมีเงินนะ จะมีนับเป็นล้านหรือโกฏิหรือมีบาทสองบาทฉันก็พอใจ เรียกว่าเป็นคนมีเงินแล้ว ตอนมีเงินแล้วนี่ฉันก็ยังไม่ดีใจมาก ดีใจนิดเดียว มาตอนนี้ซี ฉันขึ้นไปสำรวจผลความดีของลูกหลาน ไปสำรวจที่ไหนล่ะ ก็อาจารย์ของฉันเป็นยังงี้นี่ หลวงพ่อปานน่ะนะ หลวงพ่อปานท่านทำแบบไหน การคบคนเช่นใด พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ย่อมเป็นเหมือนคนเช่นนั้น

เราคบคนกินเหล้า เราก็ชอบเหล้า เราคบคนเล่นการพนัน เราก็ชอบการพนัน เราคบคนเจ้าชู้ ก็ชอบเจ้าชู้ เราคบคนขี้เหนียว เราก็ชอบขี้เหนียว เราคบคนยุ่ง เราก็ชอบยุ่ง นี่ลูกหลานมาคบเอาหลวงตายุ่ยเข้าซี จ่ายกันไม่ไหวเลย ให้สตางค์มาเป็นค่ายา ค่าอาหาร พ่อเล่นอีลุ่ยฉุยแฉก เอาไปทำอะไรต่ออะไรเสียหมด ดีไม่ดียังไม่ทันจะให้มาเลย เอาเข้าอีกแล้วไปทำเข้าก่อน ไ ปเชื่อสินเชื่อเขามาก่อนนี่คุณยุ่ย ยุ่ยขนาดฉันนี่มันหายากเหมือนกัน แต่ว่าฉันยุ่ยขนาดเดียวกับหลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานของฉันท่านก็ยุ่ยแบบนี้แหละ นี่ไอ้ความยุ่ยของฉันนี่ฉันหวังดีกับลูกหลาน ฉันคิดว่าเงินทองของลูกของหลานน่ะนะหามายาก แต่ละคนกว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทต้องเอาชีวิตเข้าแลก ผู้ที่รับราชการน่ะอย่าคิดว่าสบายนะ เวลาไปทำงานต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ที่ไม่พอใจอยู่เสมอ แล้วก็ต้องมีค่าใช้จ่านย คนที่เขาทำไร่ทำนานเขาคิดว่าข้าราชการมีความสุข แต่ก็เปล่า ถ้าเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม การเคลื่อนไปทำงานจะรู้หรือว่าชีวิตของเราจะไปกระทบอะไรบ้าง แล้วก็มีความลำบากใจเพียงใด หวกพ่อค้าแม่ขายก็เหมือนกัน กว่าจะได้กำไรเข้ามาแต่ละบาทก็แสนจะลำบาก เหนื่อยทั้งกายเหนื่อยทั้งใจ พวกทำนาทำไร่ก็เหมือนกัน ต้องฟันฝ่าอุปสรรคทุกอย่าง นี่ฉันเห็นว่าเงินของลูกหลานทั้งหมดเป็นของได้มาโดยยาก ฉันเลยกลายเป็นคนยุ่ยไป แต่หากว่าฉันรู้ว่าลูกหลานของฉันได้มาโดยง่ายฉันจะไม่ยุ่ยหรอก ฉันจะเป็นคนขี้เหนียว ทำไมล่ะ ทำไมจึงขี้เหนียว ได้มาง่าย ๆ ไม่ลำบาก ฉันก็มาเก็บสะสมเอาไว้ให้มันร่ำรวยเสียบ้างจะเป็นไรไป แต่ทีนี้ฉันเห็นว่าลูกหลานทุกคนเป็นคนลำบาก กว่าจะได้เงินมาแต่ละบาท แสนยากแสนลำบากก็อุตส่าห์หามาด้วยความยาก มาแบ่งให้ฉันใช้ ฉันนั่งคิดว่าฉันกินไปบ้าง ฉันซื้อยารักษาโรคบ้าง อันนี้ก็พอสมควร แต่ว่าส่วนหนึ่งของเงินของลูกหลาน เรียกว่าส่วนใหญ่ ฉันจะไปสร้างบ้านให้ ฉันแอบเอาเงินจำนวนนี้ไปสร้างบ้านให้ ฉันไม่บอกลูกไม่บอกหลานหรอก ดีไม่ดีก็จะขัดคอเอา หมายความว่า เขาบอกว่าเขาทำของเขาได้ เงินจำนวนนี้มันไม่มากมายนัก เอาไว้กินไว้ใช้ก็แล้วกัน อันนี้ตามธรรมดาของคนแก่นี่ก็ห่วงลูกห่วงหลาน ฉันเลยย่องเอาไปสร้างบ้านให้แล้วก็มาขัดเกลาจิตใจคราวละเล็กละน้อยตามกำลังศรัทธา ทำแบบสบาย ๆ ไม่ยาก เมื่อถึงเวลาสมควรในระยะปีนี้ ฉันก็ขึ้นไปสำรวจบ้านที่ฉันสร้าง ฉันสร้างให้ลูกให้หลาน คือว่า ฉันเป็นหัวหน้าน่ะ ทุนของลูกของหลาน ไม่ใช่ทุนของฉัน ไปดูแล้วมันสวยแพรวพราว ลูกหลานที่รักมันสวยบอกไม่ถูก มีตระการตา อันดับต้นนี้ขนาดหมื่นหลังเศษ เรียกว่าหลาย ๆ จังหวัดด้วยนะ ที่เขามาเอาเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังศรัทธานี่ บ้านในอันดับต้นนี่น่ะมีหมื่นหลังเศษ อันดับที่สองก็รู้สึกว่ามีมาก อันดับที่สามก็มีไม่น้อย ฉันไปตรวจบ้าน เจ้าหน้าที่เขาก็ชี้แจง บ้านหลังนี้ของคนนี้ บ้านหลังนั้นของคนโน้น แล้วเวลานี้อัธยาศัยของคนไหน ๆ เป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่เขาก็ชี้แจงหมด ฉันกลับลงมาแล้วฉันนอนไม่หลับ ปลื้มใจว่าสิ่งที่ฉันตั้งใจมีแค่นี้

ทีนี้ต่อไปเมื่อวันที่ ๑๙ เมื่อวานนี้น่ะ มีเรื่องใหม่เกิดขึ้น จะเล่าให้ฟัง เรื่องพิเศษควรจะเล่าให้ฟังไว้บ้าง คือว่าในตอนเช้า ปรากฏรองผู้บังคับการตำรวจจังหวัดพิษณุโลก กับรองผู้กำกับเขามาหาฉัน เขามาตั้งให้ฉันเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เขาตั้งแบบไหนรู้ไหม เขามาตั้งคำถามฉันว่า เมื่อไรเขาจะได้เป็นผู้บังคับการ เมื่อไรผมจะได้เป็นผู้กำกับ ฉันก็นึกครึ้ม ๆ ใจเหมือนกันนา ตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจนี่พระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้แต่งตั้ง แล้วก็ต้องมีความรู้ความสามารถดี แล้วอยู่ ๆ ก็มีคนมายกย่องให้ฉันเป็นอธิบดีกรมตำรวจก็ดีไม่น้อยนา เอาเข้านั่นไหมล่ะ แล้วระดับต่อมาเวลาใกล้เคียงกันก็มีคนมา ๒ คน แกมาตั้งให้ฉันเป็นพญายมราช คือ คนหนึ่งพ่อป่วย อีกคนหนึ่งแม่ป่วย แกถามว่าพ่อกับแม่ผมที่ป่วยนี่ เรียกว่า ๒ รายด้วยกันนะ พูดรวมกันไปเลย จะหายหรือจะตาย นี่มันเป็นตำแหน่งของพญายมราชนี่ ฉันมีบุญไม่น้อยนะ เป็นอธิบดีกรมตำรวจไม่พอ ยังแถมตำแหน่งพญายมราชเข้าไปอีก อ้ายเรื่องเขาป่วยนี่ ก็พอดีฉันมองหน้าลุกพุฒิแก ๆ เป็นโหรใหญ่ ลุงพุฒินี่แกเป็นหมอดูขนาดใหญ่พิเศษเชียวนะ ใครจะตายไม่ตายนี่แกรู้ ใครตายแล้วไปนรกไปสวรรค์แกรู้ หันไปดูแก เห็นแกยิ้มฟันขาวแหง ยกมือโบกบอกว่า ตำแหน่งนี้ ตำแหน่งพยากรณ์คนตายหรือไม่ใช่คนตายนี่น่ะ ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน แกว่าอย่างนั้น โน่น เป็นหน้าที่ของหมอนิดเขา ท่านอย่าเสือก

เอาเข้านั่น อีตาลุงพุฒินี่แกปากไม่ใช่เล่นเหมือนกัน บอกว่าท่านอย่าเสือกนะ อย่าเสือกพยากรณ์ เป็นเรื่องหมอนิดเขา ให้หมอนิดเขาพยากรณ์ เป็นเรื่องของเขา ฉันหมดท่าก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยบอกว่ายังงี้ บอกว่าหนูเอ๋ย เอายังงี้ก็แล้วกันนะลูกนะ เรื่องตายหรือไม่ตายนี่หลวงพ่อไม่รู้หรอก แต่ตัของหลวงพ่อจะตายยังไม่รู้เลย อ้ายเรื่องคนที่เกิดมานี้จะห้ามตายกันไม่ได้นะ ห้ามไม่ได้ เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ไปหาหลวงพ่อ ๔ องค์นั่นนะ ที่หลวงพ่อปั้นท่านไว้นะ หลวงพ่อเชิญบารมีท่านไว้ องค์หลังเป็นบารมีพระพุทธเจ้า มีพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าบรรจุอยู่ แล้วอีก ๓ องค์ องค์หน้าทางด้านทิศเหนือหลวงพ่อใหญ่ สมภารวัดนี้เดิม เป็นคนสร้างวัด องค์กลางก็คือหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า องค์ที่สามคือหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค เอ็งไปเอาธูปเทียนไปบูชาท่านนะ แล้วก็บอกว่าขอให้ช่วยพ่อแม่ของเอ็งให้หาย ให้อาการโรคกลายเป็นปกติโดยเร็ว ถ้าหายแล้วละก็ จะถวายทององค์ละ ๑๐๐ แผ่น ผ้าห่มองค์ละ ๑ ผืน แล้วก็ต้องบอกท่านด้วยนะว่า ถ้าไม่เป็นเหตุเกินวิสัย ถ้าเป็นเหตุสุดวิสัยจะต้องตายก็ช่าง แต่ขอให้อาการโรคดีขึ้น มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แล้วเขาก็ไปกัน พอไปกันแล้ว อีตอนเขาไปแล้วฉันคิดว่า เอ คนป่วยนี่ก็ควรจะไปเยี่ยม เพราะว่าคนที่มารายงานเขาก็สงเคราะห์ฉันอยู่เหมือนกัน เขาใส่บาตรให้กิน เวลามีงานก็เรียกเขามาใช้

แล้วก็วันนี้เรื่องใหญ่เกิดขึ้น ฉันจะต้องพิมพ์คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานแจก แล้วก็จะนำธงแม่โพสพคือว่าธงมหาลาภน่ะ เขาลือกันนักว่าธงมหาลาภนี่เขาไปใช้กันได้ผล เขาว่ายังงั้น ฉันก็ว่าถ้าเขาไม่บูชาแล้วก็ มันก็ไม่ได้ผล ถ้าเขาบูชามันคงจะได้ผล เขาลือกันนี่ แต่มันหมดเสียฉันก็จะไปทำ แต่ว่าเวลาจะไปทำนี่ต้องเอาสตางค์ไปให้เขางวดแรกก่อน ฉันก็ไม่รู้จะเอาสตางค์ที่ไหน ก็สตางค์ที่ลูกหลานให้ฉันกินน่ะแหละ ฉันน่ะนับ ๆ ๆ นับไปได้พันบาทเอาไปมัดจำเขา นี่ฉันกำลังก่อสร้าง ไอ้รถเข็นทรายเข็นหินมันไม่มี รถเล็ก ๆนะ รถไสก็ไปซื้อเขาไว้คันหนึ่งราคา ๓๖๐ บาท ก็เอาสตางค์ของลูกของหลานนี่แหละไปอีก ที่ให้ยากิน เป็นค่ายา แล้วก็ไปซื้อยารักษาโรคไว้ ๑๔๓ บาท เอาไปเฉ่งเขาด้วย ก็ไปเยี่ยมไข้คนแก่ เอาไปให้คนละ ๑๐๐ บาท อโรคยา ปรมา ลาภา สงเคราะห์คนที่มีโรค เรียกว่าให้เขามีความสุขใจ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าเราทำความสุขให้เขา ความสุขนั้นจะสะท้อนถึงเรา ถ้าหากว่าเราสร้างความทุกข์ให้เขา ความทุกข์นั้นก็สะท้อนมาถึงเรา สมัยนั้นมันทำน้ำมันเล่นโป ขโมยตำราของท่านเอามาทำดู ท่านเอาไม้ตะพดมาล่อหัวฉันเข้า บอกว่าเอ็งจะไปปล้นเขาหรือ เอ็งทำให้เขาจน เอ็งก็จน เอ็งทำให้เขารวย เอ็งก็รวย นี่ก็คาถาพระปัจเจกพุทธเจ้าของหลวงพ่อปานน่ะสร้างคนรวยมามากแล้ว แต่ทีนี้เวลาพิมพ์ตอนนี้ฉันไม่ดัดแปลงคำพูดเย เพราะคำพูดที่หลวงพ่อปานพิมพ์แจกฉันเก็บของฉันไว้ ลอกหมดแล้วพิมพ์ตามนั้นไม่อธิบายต่อเติม นี่ฉันประกาศพิมพ์ไว้ ๓,๐๐๐ แผ่น แล้วก็จะมีเทศน์ตอนเดือน ๔ ดูเหมือนว่าจะเป็น ๑๕ มีนาคม หรือยังไงไม่ทราบ วันตรุษ วันสิ้นเดือน ๔ พิมพ์ฎีกาแจก แล้วก็พิมพ์ธง ธงแม่โพสพ สำหรับผ้านี่นะ นนทา อนันตวงษ์ เขาบอกเขาออกให้ แล้วค่าพิมพ์ คุณสุรินทร์ คุณเรณู บุญเลิศ เขาออกให้ เขายังไม่ได้ให้สตางค์มา ฉันก็เอาไปมัดจำก่อน แล้วก็ค่าประกาศข่าว ไม่ใช่เรี่ยไร บอกเขาว่าจะมีเทศน์ เขาจะมาก็มาไม่มาก็ตามใจเขา จะทำบุญหรือไม่ทำก็ตามใจ ธงแจกฟรี แล้วก็เสกข้าวด้วยคาถามหาลาภของหลวงพ่อปานไปให้แรกนา เสกน้ำมนต์ไปพรมนา แจกกันวันเดียวคือวันสิ้นเดือน ๔ ถ้าหมดตอนไหนเลิกตอนนั้น ไม่หมดวันหลังไม่แจก ขี้เกียจแจกพร่ำเพรื่อ แล้วได้เงินจำนวนนี้ฉันก็ขโมยลูกขโมยหลานออกไปอีก ไม่ทันพอหรอก ค่าพิมพ์ ค่าอะไรต่ออะไรนี่มันไม่พอ แต่ทว่าก็นี่ไม่เป็นไร ฉันนึกว่าต่อไปลูกหลานให้ฉันอีกฉันก็ขโมยไปจ่ายอีกนั่นแหละ นี่เอาไปอย่างนี้ ถ้ารู้แล้วก็โมทนาเสียนะ ปัตตานุโมทนามัย แล้วก็เป็นทรัพย์สินของลูกของหลาน ลูกหลานจะได้เป็นคนรวยในชาตินี้ แล้วก็ชาติหน้า นี่รวยแล้ว ฉันเห็นแล้วว่ารวยแล้ว

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า จะอย่างไรก็คงจะทราบกันแล้วนะ หรือว่าอย่างน้อยที่สุดต่อไปวันหน้าคงจะทราบ จะไม่เล่าให้ฟัง มาเล่าให้ฟังถึงตอนกลางคืน ตอนกลางคืนที่นั่งพระกรรมฐาน วันนี้ฉันรู้สึกว่าฉันเหนื่อยมาก ตอนเช้าบันทึกเสียง ตอนใกล้เพลท่านผู้บังคับการและรองผู้บังคับการ หรือรองผู้กำกับเขามากัน พอตอนต่อไปก็มีคนมาหา ตอนบ่ายก็ไปเยี่ยมไข้เอาเงินไปชำระเขา พอกลับมาถึงวัด ดูนาฬิกาผิดไป ๑ ชั่วโมง นาฬิกาบอก ๖ โมงเย็นกัน ฉันบอกว่ามัน ๕ โมงเย็น นี่ภาษาพระนา ตามันพร่าไป แสดงว่ามันเพลียมาก เมื่อมันเพลียมาก ฉันรู้ว่าร่างกายของฉันไม่ดี เวลาฝึกพระกรรมฐานฉันก็ฝึกเขา นำเขาสมาทานกันแล้วฉันก็ไม่เอาละ ฉันไม่ห่วงใคร เวลาฉันไม่สบาย ฉันไม่ห่วงใคร ฉันห่วงตัวฉันคนเดียว ฉันคิดว่าดีแล้วมันอยากไม่สบาย วันนี้ลองซ้อมใหญ่ดูสักที ปล่อยจิตตามสบายให้มันว่าง จิตมันก็ว่างโปร่ง จับอารมณ์สมาธิได้ชัดเจน จับอานาปานุสสติ มีอารมณ์ผ่องใส มีความสุขเป็นเอกัคตารมณ์ แล้วก็เป็นอุเบกขารมณ์ เป็นอารมณ์เดียวนะ ไม่ข้องแวะกับอารมณ์อื่น อุเบกขาวางเฉยอารมณ์ต่าง ๆ เสียหมด สบาย ความสบายมันเกิดขึ้นก็ปรากฏกสิณกลับโผล่ขึ้น ทีแรกเป็นโอทาตกสิณก่อน สีขาวปรากฏ ก็เลยนึกครึ้ม ๆ ใจว่า เออ ลองจับกสิณเล่นโก้ ๆ เพราะไม่ได้เล่นมานาน ๒๐ ปีกว่าแล้ว เอาจริงเอาจังไม่ได้ กสิณนี่นะ จะว่าไปก็ประมาณ ๓๐ ปีเศษ ๆ เอาจริงไม่ได้เพราะท่านห้าม พอจับโอทาตกสิณ อารมณ์ช่ำมันก็เกิดขึ้น ความมั่นคงปรากฏ แล้วเกิดอาการเห็นความไหวของอากาศ ก็เลยจับวาโยกสิณลองเล่นโก้ ๆ ไม่ได้เอาจริง พอจับวาโยกสิณ มันเข้าถึงฌาน ๔ ความระยำของจิตมันปรากฏ คิดว่านี่ลอยเล่นในกุฎิจะดีไหม พอคิดว่าเท่านั้นตูดมันขยับพ้นจากธรรมาสน์ที่นั่ง





มันพ้นขึ้นมาสัก ๒ ศอกเท่านั้นแหละ เสียงสมเด็จองค์ปฐมตวาดลงมาเลย บอกว่า เฮ้ย นั่นมันเป็นภาวะของพระอภิญญาเขานา ไม่ใช่เรื่องของพระวิชชา ๓ จะยุ่ง เลิก ฉันสั่งแล้วนา ฉันสั่งว่าแกจะทำอะไรไม่ได้ในเรื่องของอภิญญา ต้องเลิก แหมตกใจ ตูดกระแทกปังลงมาบนธรรมาสน์ มีใครสังเกตบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ เป็นอันว่างอก่องอขิงไป ตกใจสมเด็จดุ สมเด็จท่านดุนี่ตกใจมากนะ เพราะว่าเป็นการมีความผิดอย่างถนัด ก็เลยกราบถวายนมัสการท่าน บอกว่าไม่ได้คิดจะทำอะไรหรอกขอรับ ตั้งใจจะลองซ้อมอารมณ์จิตดูเท่านั้น ท่านก็บอกว่าซ้อมก็ไม่ได้ การซ้อมทางอื่นมีถมไปทำไมจึงไม่ซ้อม จะมาซ้อมเรื่องฤทธิ์ ไม่ใช่เรื่องของเธอ ต่อแต่นี้ไปอย่า ทำไม่ได้นะ จำไว้ว่าคนจะติดฤทธิ์ ในเมื่อชาวเมืองติดฤทธิ์เสียแล้ว ต่อไปไม่มีใครไหว้พระ ถ้าพระองค์ไหนไม่มีฤทธิ์พระองค์นั้นก็จะไม่มีใครเคารพนับถือ ชาวบ้านก็จะไม่สนใจในบุญญาธิการใด ๆ จะมองแต่พระที่มีฤทธิ์ ดูพระแสดงฤทธิ์เท่านั้น พระศาสนาจะเสื่อม



เลยต้องกราบขอขมาท่านเป็นวาระที่ ๒ แล้วจากนั้นก็เลยจับอารมณ์วิปัสสนา ไปนอนเขลงเล่นที่บ้านตามสบายใจ เรื่องนี้ผ่านไปนะลูกหลานที่รักนะ ความปลื้มใจของฉัน อดที่จะนึกถึงความดีของลูกหลาน ไปใช้อีลุ่ยฉุ่ยแฉกที่เป็นสาธารณประโยชน์น่ะอย่าบ่นเลยนะ บางทีลูกหลานมาที่วัดจะเห็นว่ามีอะไรเพิ่มขึ้น คือ ไอ้เครื่องต่อเสียง เพราะว่าคนที่นี่หูหนัก ถ้าเสียงมันรบกวนละก็บอกด้วยนะ ข้างล่างหมามันกัดกันเสียงมันก็เข้ามา ไม่ใช่ห้องบันทึกหรอก ฉันบันทึกในห้องนอน ในห้องบันทึกเข้าไม่ไหวแล้ว ท่านท้าวมหาชมภูท่านห้าม ท่านบอกว่าอากาศไม่ดี อากาศไม่พอ ห้ามบันทึกในห้องบันทึก ต้องบันทึกในห้องนอน เสียงมันจะรบกวนบ้างก็ช่างมันนะ เป็นเสียงหมา หมานี่ฉันเคยลงทุนเลี้ยงมามาก ซื้อข้าว ซื้อกับ ซื้อขนมให้กิน แล้วต่อมา ๒ ีปีนี่แหละ นนทา อนันตวงษ์ ก็รับภาระไป ซื้อปลายข้าง ซื้อกับ ซื้อขนมให้กิน นี่เป็นของเขา หมานี่จะว่ามันชั่วก็ไม่ได้นะ มันเป็นกำแพงป้องกันนรกเป็นด่านแรก ที่หลวงพ่อปานสั่งฉันนะ สมัยหลวงพ่อปานอยู่น่ะ ท่านตั้งเวรเลี้ยงหมา พระเลี้ยงหมามีอยู่ ๔ องค์ พระเลี้ยงแมวมีอยู่ ๒ องค์ พระดูคนไข้น่ะมีอยู่ ๖ องค์ หมายความว่าไปตรวจดูว่าคนไข้คนไหนเขาจะมีกินหรือไม่มีกิน เขาจะมีความลำบากหรือสบาย ต้องจัดให้ด้วย อำนาจเมตตาบารมีของหลวงพ่อปานท่านมาก แต่ต่อไปนี้มาเข้าเรื่องของหลวงพ่อปานกันดีกว่านะ

หน้าที่ผ่านมาหน้าต่อไปCopyright © 2001 by
Amine
พิมพ์โดย Amine20 ธ.ค. 2545 07:29:18