Make your own free website on Tripod.com
อาลัยหลวงพ่อปาน ..(6)

1 2 3 4 5 6 7 8

พิมพ์โดย พี่สาวคุณสมชาย

ทีนี้สำหรับหลวงพ่อปานมีความเคารพในองค์สมเด็จพระบรมครู ศึกษาพระปริยัติได้เป็นอย่างดี ท่านบอกว่าเวลาบิณฑบาต ท่านก็จดหนังสือไปตอนหนึ่ง เดินไปบิณฑบาตท่านก็ท่อง เดินกลับมาท่านก็ท่องในใจ เวลาจะเรียนหนังสือไปเรียนที่วัดเจ้าเจ็ดใน ไปกับอาจารย์เกี้ยวคู่หูกันเวลาพายเรือไปท่านก็ท่องหนังสือไปเรื่อย เวลาพายเรือกลับท่านก็ท่องหนังสือ จิตของเราถ้าท่องอยู่ในหนังสือหนังหา จิตมันก็ไม่พะวงเรื่องอื่น

ต่อมาเที่เรียนที่วัดเจ้าเจ็ดในจบเรียบร้อย จบแล้วหมายความถึงว่าครูบาอาจารย์ท่านเลิกสอน ท่านบอกว่าท่านบ้อต๋อแล้ว ไม่มีอะไรจะสอน ความจริงท่านเรียนได้รวดเร็วมาก เพียงสองพรรษาเท่านั้น ครูก็ยกล้อ ท่านจึงไปต่อที่วัดสระเกศจังหวัดพระนคร อยู่ถึงพรรษาที่ ๓ เรียนจบการก สมัยนั้นเป็นมูลกัจจายน์ แปลหนังสือที่แปลได้ก็แปลหนังสือธรรมบท มงคลทีปนี ตติยสามนต์ เป็นต้น แล้วก็วิสุทธิมรรคอภิธรรม ท่านไม่ได้สอบเป็นมหาเปรียญกับเขา ที่อาตมาทราบว่าท่านแปลอภิธรรมได้ ก็เพราะเคยเอาอภิธรรมพิสดารไปให้แปล เอาวิสุทธิมรรคบาลีไปให้ดู ท่านเห็นวิสุทธิมรรคท่านยิ้ม บอกว่าวิสุทธิมรรคนี่ฉันคล่องมาก เพราะว่าฉันมีเจตนารักในวิสุทธิมรรคเป็นกรณีพิเศษ

สำหรับอาจารย์เกี้ยวนั่น รักอภิธรรมเป็นกรณีพิเศษ สามารถตั้งวิเคราะห์ในอภิธรรมได้เรียกว่าทุกศัพท์ ทุกตัวก็แล้วกัน ทุกคำไอ้ศัพท์เศิพนี่ฟังยาก เมื่อเรียนจบเรียบร้อยแล้วก็กลับมาวัด ตอนนี้เข้าวัดบางนมโค เพราะว่าเวลานั้น วัดบางนมโคนี่บางจริง ๆ วัดเกือบจะหายไป มีแต่นมโค เพราะมันโกรงเกรงด้วยประการทั้งปวง วัดเดิมตั้งอยุ่ทางทิศเหนือทางต้นสะตือ ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทไปจะเห็นต้นสะตือใหญ่อยู่ทางด้านทิศเหนือ นี่กลุ่มกุฏิเดิมตั้งอยู่สายนี้ และพระอุโบสถเก่าอยู่ตรงกับเจดีย์ออกไปทางด้านทิศตะวันออก แต่ทว่าเวลานี้โบสถ์เก่าก็ไม่มี กุฏิเก่าก็ไม่เหลือ สำหรับกุฏิเก่านี่อาตมาเคยอยู่ สมัยนั้นมีอยู่ ๓ - ๔ หลัง เคยรู้สภาพและเคยเห็นสภาพของกุฏิ เมื่อไปถึงวัดบางนมโคแล้วท่านกับอาจารย์เกี้ยวก็พร้อมใจกันสอนพระปริยัติ ทั้งด้านพระวินัย และพระบาลี และก็เป็นนักเทศน์ สอนไม่มีใครเขาให้เงินเดือน ไปเทศน์กินเองบ้าง เทศน์เอาเงินมาเลี้ยงลูกศิษย์ลูกหาบ้าง ได้มาเท่าไหร่ก็หมด

พอพรรษาที่แปดก็สร้างพระเจดีย์ที่ปรากฏองค์อยู่ในเวลานี้ เป็นการเริ่มสร้าง ในงานแรก ท่านดำดินดำทรายด้วยองค์เอง แล้วต่อมาก็รื้อกุฏิบางส่วน เอาไปตั้งในส่วนที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน เวลานี้เป็นที่น่าเสียดาย กุฏิแถวยาวนั้นเป็นกุฏิเก่า ๆ ที่หลวงพ่อรื้อออกไปแล้ว ก็ไปทำขึ้นใหม่ เวลานี้อายุกาลผ่านวัยไปมากแล้ว เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง อาตมาไม่มีแรงเสียแล้ว ตั้งใจจะไปรื้อสร้างตึกให้ใหม่เป็นอาคารสองชั้นให้ทันสมัย แต่ว่ากำลังร่างกายมันไม่ไหว นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท เวลานี้อายุของอาตมาก็จะใกล้จะพอดีกับที่หลวงพ่อปานตายแล้ว หรือว่าพอดีหรือว่าเลยพอดีไปหน่อย หลวงพ่อปานตายอายุเท่าไหร่ พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุท่านได้ ๖๔ ปี นี่เวลานี้อาตมาอายุก็จะเข้ารอบอยู่แล้ว เข้ารอบมรณภาพ ความจริงมันควรจะตายเสียตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เพราะหมดเกณฑ์ในปีนั้น แต่ทำไมอยู่มาสร้างความรำคาญให้แก่บรรดาท่านพุทธบริษัทได้ก็ไม่ทราบ

นี่เป็นจริยวัตรขณะที่บวชใหม่ เมื่อท่านสร้างวัดก็สร้าง สอนหนังสือก็สอน แล้วก็เทศน์เลี้ยงพระเลี้ยงเณร ท่านบอกว่าพระเณรฆราวาสเต็มไปหมดเวลานั้น เป็นโรงเรียนแรกของในเขตนั้นที่สอนกันเป็นการใหญ่ โรงเรียนเดิมคือวัดเจ้าเจ็ดตั้งแล้วก่อน แต่ว่าเล็กไป ไม่ใหญ่เท่าโรงเรียนของท่าน เป็นที่นิยมมากเพราะท่านเลี้ยงนักเรียนด้วย ต่อมาก็สร้างอาคารขึ้นหลังหนึ่งเป็นที่สอนพระปริยัติธรรม ที่ศาลาสร้างใหม่เวลานี้ และศาลามุขหน้าสองหลังที่มีถังน้ำข้างล่าง สถานที่ตรงนั้นที่เดิมเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม ทาสีเขียว นี่อาตมายังจำได้ นี่เป็นจริยาวัตรที่ท่านบวชใหม่ ๆ ความจริงเป็นพระใหม่ ๘ พรรษา ๙ พรรษาทำได้อย่างนี้ก็ดีเลิศ

เมื่อย้ายกุฏิเดิมไปสร้างใหม่เป็นสองแถว สร้างหอสวดมนต์เสร็จ สร้างถังน้ำ สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่ก็ยังไม่ได้ทำพระอุโบสถ ยังไม่ได้สร้างศาลาใหม่ ต่อมาก็ขยายความรู้ใหม่เป็นสาธารณประโยชน์ นั่นก็คือมีวิชาหมอ นี่ว่าถึงด้านจริยาภายใน เป็นหมอใหญ่ขึ้นมาแล้วตอนนี้ ยาประจำของท่านคือใบมะกากับข่า กับ ใบมะกากับหญ้าแพรก มีสองขนาน แต่สำหรับโรคก็เรียกสับ คือสับไม้เรียกโรค มีน้ำมนต์เป็นอัศจรรย์ และความเป็นหมอนี้นั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท สมัยที่อาตมาเข้าไปบวชใหม่ ๆ ปรากฏว่าท่านผู้เป็นนักปราชญ์ท่านหนึ่งมีนามว่านายใช้ เวลานี้ตายแล้วหรือยังก็ไม่ทราบใช้นามสกุลว่ายังไงอาตมาไม่บอก เพราะประเดี๋ยวเขาไม่ตาย เขาไม่ตายเขาจะฟ้องฐานหมิ่นประมาท เขาลงหนังสือพิมพ์ด่าหลวงพ่อปาน หาว่าใช้วิชาไสยศาสตร์หลอกลวงชาวบ้าน นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เป็นที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง ที่หลวงพ่อปานมีการสงเคราะห์ ปรารถนาสงเคราะห์ บรรดาบุรุษชายหญิงทั้งหมด ที่มีความเคารพในศาสนาขององค์สมเด็จพระสุคตบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เขายากจนเข็ญใจมารักษาโรคกับท่าน ท่านก็ไม่ได้คิดเงินคิดทองอะไรเลย ๑ สตางค์ก็ไม่ได้คิด ข้าวท่านก็เลี้ยง อาหารท่านก็ให้ ไม่มีสตางค์ท่านก็แถมซื้อยาให้อีกด้วย ช่วยให้เขามีความสุข แต่ทว่าท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ก็ยังไม่เป็นที่ถูกใจของนายใช้ นายใช้ประกาศลงหนังสือพิมพ์ด่าท่านสาดเสียเทเสีย

เวลานั้นหนังสือพิมพ์ในต่างจังหวัดไม่ค่อยได้อ่านกัน แต่ว่าหลวงพ่อปานมีลูกศิษย์ลูกหาอยุ่ในจังหวัดพระนครเป็นส่วนใหญ่ นับตั้งแต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ลงมาถึงข้าราชการ ก็ปรากฏว่าหลวงพินิจมาตรากับหลวงประธานผ่องวิจัย นำเอาหนังสือพิมพ์ฉบับนันมาถวายท่าน อ่านให้ฟัง ท่านก็ยิ้มบอกว่าช่างเขาเถอะ พวกนั้นเขาจะจัดการตามกฎหมาย ท่านก็เลยบอกว่า จงอย่าไปทำเขาเลย เขาอยากทำก็ให้เขาทำไป จะได้สบายใจเขา เราก็นั่งสบายใจ ไม่เห็นมันมีประโยชน์มีโทษอะไร เขาด่าเราเท่าไหร่ ๆ เราก็ไม่สึกหรอ เขาหาว่าเราเลวถ้าเราปฏิบัติดีเสียอย่าง มันก็ไม่มีอะไรจะเลว ถ้าหากว่าเราเลวจริง ๆ ใคร ๆ เขาไปชมเชยว่าดี เราก็ไม่ดีตามปากเขาพูด ขอเธอทั้งหลายจงอย่าโกรธเคืองกับบุคคลที่ทำร้ายเรา คือลงหนังสือพิมพ์ด่าเลย

เป็นอันว่าเรื่องราวนั้นก็ระงับไป แต่ว่านายใช้ทนไม่ไหว เพราะว่าลูกศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ท่านทนไม่ได้ ท่านรุกรานเอา แล้วนายใช้ก็ไปลงหนังสือพิมพ์ขอขมา และก็ต่อมาเขาเองเขาก็มาขอขมากับหลวงพ่อปาน ท่านยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นอันดี แสดงว่าจริยาวัตรอันนี้ที่ท่านให้อภัยกับบุคคลผู้ผิด จัดเป็นอภัยทานสมที่กับที่ท่านเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟัง วงดนตรีเขาหันมามองดูหน้า เขาบอกว่าหน้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจมาก เขาจะขอเป่าเพลงมอญ เขาว่ายังงั้น เป็นการประโคมความดีที่หลวงพ่อปานให้อภัยกับนายใช้ เรียกว่าทำลายความชั่วให้พินาศฉิบหายไปให้มันตายไปคล้าย ๆ กับเพลงมอญนั้น เอายังงี้ก็แล้วกัน บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เพื่อโลกไม่ช้ำธรรมไม่เสีย ปล่อยเขาบรรเลงไปสักครู่หนึ่งก็แล้วกัน เอาไม่เกิน ๑๐ นาที นะนักวงดนตรี

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย เสียงดนตรีเพลงราตรีประดับดาว ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ได้ผ่านไปแล้ว เวลานี้ก็เป็นเวลาดึกสงัด จะมองไปทางไหนก็เงียบสงัดไปหมด คนทุกคนเขานอนหลับกัน บางทีไม่หลับเขาก็เจริญพระกรรมฐานกันบ้าง ภาวนากันบ้างไปตามอัธยาศัย

แต่อาตมาเองก็เป็นคนมีกรรม เวลาหัวค่ำไปไหม่ทันเขาเจริญพระกรรมฐานเพราะเพลียหนัก เวลาตอนดึกกลับมีกำลัง ก็เลยมานั่งพูดให้บรรดาท่านพุทธบริษัทฟัง ตอนนี้ก็จะขอเดินลัดตัดความบรรดาท่านพุทธบริษัท เพราะภาคนี้เป็นภาคมรณภาพของหลวงพ่อปานด้านจริยาวัตรนั้นจะเอาไว้พูกันตอนหลัง ถ้ามีโอกาสวันไหนจะพูดวันนั้น การพูดนี่ไม่มีการพูดติดต่อกัน ทั้งนี้ก็เพราะว่าเวลากิจการงานมันมากงานเป็นส่วนตัวหายาก บรรดาท่านพุทธบริษัท มีแต่งานส่วนรวม ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอาตมาทราบดีว่า วันเวลาของอาตมานี้เหลือน้อยเหลือเกิน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ เหตุร้ายต่าง ๆ มันรุมเข้ามาทุกด้าน จะมองดูทางร่างกายมันก็ทรุดโทรมเต็มที และงานที่ปฏิบัตินี้ก็เต็มไปด้วยอุปสรรค ถึงแม้ว่าจะตั้งใจดีเป็นส่วนกุศล อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายรับฟังแล้วก็จำไว้ด้วย ช่วยเก็บไว้ในใจหรือว่าในสมอง ว่าการทำความดีนี้เรามุ่งความดีเท่านั้นและอุปสรรคใด ๆ ที่จะเดิดทางกายหรือทางใจ จงอย่าคำนึง จงคิดไว้แต่เพียงอย่างเดียวว่า ร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ คือ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ ไม่มีความหมายสำหรับเรา ไม่ช้ามันก็ตาย แต่ก่อนหน้าที่จะตายเราก็เอาความดีไปดีกว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องความเลวนี่ใครเขาจะมายัดเยียดให้เราก็ช่างเขา เราไม่รับเสียก็หมดเรื่อง ถ้ามีความรู้สึกว่าเราทำถูกก็ทำมันเรื่อยไป ถ้าเราไปคำนึงถึงว่าคนนี้ดีคนนี้เลว เราก็ทำความดีกันไม่ได้

ต่อแต่นี้ไปก็จะขอคุยกันถึงเรื่องของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ซึ่งเป็นพระบูรพาจารย์สุดที่รักและเคารพของอาตมา อาตมามีเรื่องราวต่าง ๆ มาคุยให้แก่บรรดาท่านพุทธบริษัทฟัง เป็นเรื่องบ้างไม่เป็นเรื่องบ้าง ดีบ้างเลวบ้าง ก็เพราะอาศัยที่อาตมาได้เคยศึกษากับหลวงพ่อปานมาในด้านความดี แต่ส่วนในด้านความเลวนี้เป็นเรื่องของอาตมาแต่ผู้เดียวเพราะว่าไล่เลวมันไม่หมด ถ้าเป็นทองก็เรียกว่าไล่ขี้ไม่หมด ขี้มันยังเต็มอยู่ ก็ตามใจมันเถอะ บรรดาท่านพุทธบริษัท การสร้างวัดวาอารามที่ไหนก็ตาม ถูกด่าทุกวัด

และถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัทได้ฟังใครเขาด่าอาตมา ขอบรรดาญาติโยมทั้งหลายโดยถ้วนหน้าก็อย่าไปโกรธเขา เพราะคนทุกคนที่เกิดมาในโลกมีสิทธิที่จะด่าใครก็ด่าได้ และเราเกิดมาเราก็เกิดเพื่อชาวบ้านเขาด่า เราทำถูกแต่ว่าเขาเข้าใจผิด เราก็กลายเป็นคนผิดได้เหมือนกันแต่ความจริงเท่านั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท สัจธรรมย่อมจะช่วยเรา เราสร้างความดีวิมานบนสวรรค์คอยเราอยู่ ในฐานะที่เราเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู จะมาหนักใจอะไรกับคำว่า ถ้าเราไม่รับมันก็อยู่กับเขาเอง มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรายัดเยียดไปให้ ความเดือดร้อนใด ๆ จะมีอะไรสำหรับเรา ถ้าเราไม่รับ ดูแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถูกชาวบ้านเขาด่าทุกเมือง พระองค์ก็ยังทนได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเห็นว่าคำด่าเป็นโทษไม่มีประโยชน์ พระองค์ก็จึงไม่รับ เมื่อพระองค์ไม่รับ บุคคที่ได้รับก็คือคนที่ด่า ตัวอย่างท่านสัญชัยปริพชก ด่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะตนขาดลาภสักการะ เคยมีลาภสักการะมหาศาล แต่เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงอุบัติขึ้นแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนสัจธรรม คือความจริง บรรดาท่านพุทธบริษัทชายหญิง ก็พากันเคารพนับถือมาก ท่านสัญชัยปริพาชกเลยขาดลาภสักการะ แกว่าง ๆ ขึ้นมาก็เลยนั่งด่าพระพุทธเจ้าเล่นโก้ ๆ

ในที่สุดองค์สมเด็จพระบรมครูก็ทรงไประงับ ถามว่าเธอด่าฉันน่ะ ถ้าฉันไม่รับมันจะอยู่กับใคร เหมือนกับภาชนะทั้งหลาย น้ำใช้น้ำฉัน อาสนะที่เธอนำมารับอาตมา อาตมาไม่รับเวลาอาตมากลับแล้วของนี้จะอยู่กับใคร ท่านสัญชัยปริพาชกก็บอกว่า ก็อยู่กับข้าพระพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นสัญชัย คำสาปของเธอฉันก็ไม่ได้รับเหมือนกัน เมื่อฉันไม่รับแล้วมันจะอยู่กับใคร ท่านสัญชัยก็เลยบอกว่าก็อยู่กับข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสว่าถ้ายังงั้นละก็ เธอจะด่าไปทำไมเล่า เท่านี้เององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ลากลับ ท่านสัญชัยปริพาชกก็เลยเลิกด่า

แต่เหล่าเราพุทธบริษัท เราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราจะไปพูดให้ใครเขาเลิกด่าน่ะมันพูดไม่ได้ เป็นอันว่าถือว่าใครเขาอยากจะด่าก็ด่าไป เราสร้างความดีของเราเท่านั้นเป็นพอ นี่เป็นเรื่องธรรมดา

กลับไปหน้าที่ ๕อ่านหน้าที่ ๗Copyright © 2001 by
Amine
10 มิ.ย. 2547