Make your own free website on Tripod.com
อาลัยหลวงพ่อปาน ..(4)

1 2 3 4 5 6 7 8

ท่านสาธุชนพุทธบริษัท การป่วยของหลวงพ่อปานวาระที่สอง เป็นการป่วยที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะว่าการป่วยคราวนั้นปรากฏว่าเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด บรรดาลูกศิษย์ลูกหาพากันใจหายใจคว่ำไปตาม ๆ กัน ต่างคนต่างผลัดเปลี่ยนกันไปพยาบาล จากวัดบางนมโคและไปที่กรุงเทพฯ คือ ถนนบ้านหม้อ บ้านหลวงประธานผ่องวิจัย

สำหรับคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายในกรุงเทพฯ ก็คับคั่งเป็นกรณีพิเศษ จนกระทั่งฝ่ายตำรวจเห็นจะเป็นสันติบาลเขาส่งคนมาสืบ เห็นว่าบ้านของหลวงประธานมีคนมากจึงได้แจ้งไปยังอธิบดีกรมตำรวจ อธิบดีกรมตำรวจเวลานั้นก็มีพระพิจารณ์ชลกิจเป็นอธิบดีกรมตำรวจ เมื่อแจ้งไปยังท่านอธิบดีบ่อย ท่านอธิบดีรำคาญเข้าก็เลยบอกว่าที่บ้านนั้นเขาไม่ได้รประชุมเรื่องการเมือง การประชุมคราวนั้นที่นั่นเป็นการประชุมเพื่อรักษาอาจารย์กูเอง ท่านว่ายังงั้น ท่านว่าอาจารย์กูเองน่ะมาป่วยอยู่ที่นั่น มึงจะไปหาบ้างก็ไป

เป็นอันว่าตั้งแต่วันรุ่งขึ้นเป็นต้นมา ปรากฏว่าตำรวจไปกันใหญ่ ไปกันมากมายเป็นกรณีพิเศษ แล้วในที่สุดอาการไข้ของท่านก็หายลง ท่านก็กลับวัด ตอนที่กลับวัดนี่บรรดาท่านพุทธบริษัท หลวงพ่อกระซิบบอกว่า อีก ๓ ปีนี่ ฉันตายแน่ แล้วก็บอกกับเพื่อนพระครูวัดบ้านแพน คือ พระครูรัตนาภิรมย์ บอกว่าอีก ๓ ปีท่านตายแน่ ท่านต่อไม่ได้ แล้วก็ไม่อยากจะต่อเพราะร่างกายมันทรุดโทรมเต็มที เรี่ยวแรงก็ไม่มี ตาก็ไม่ดี แต่หูดี สติปัญญาดีเป็นพิเศษ

บรรดาลูกศิษย์ภายในที่รักในการเจริญกรรมฐาน หลวงพ่อปานท่านแนะนำให้เป็นกรณีพิเศษ โดยบอกจุดจบเข้าไว้ให้ ว่าผู้ที่ปฏิบัติเพื่อพุทธภูมิ คือ มีท่านที่ปรารถนาพุทธภูมิมีหลายท่านด้วยกัน หลวงพ่อปานก็แนะนำในสายพุทธภูมิให้ สำหรับท่านที่ปรารถนาจะบรรลุไปเลยก็แนะนำวิธีปฏิบัติที่ใกล้ ๆ ให้ ไม่ต้องเดินไกลนัก แล้วก็พยายามส่งไปสู่สำนักอาจารย์ต่าง ๆ ที่ได้บรรลุมรรคผลในสมัยนั้น


( พระพุทธไตรรัตนนายก วัดกัลยาณมิตร กรุงเทพฯ )

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ความดีของหลวงพ่อปานเราจะหาอะไรมาเปรียบเทียบมิได้ ความเมตตาปรานีในบรรดาคณะศิษยานุศิษย์ท่านทำทุกอย่าง แม้แต่เมืองจังหวัดสุพรรณเองซึ่งมีความอดอยากถึงกับกินขุยไผ่ หลวงพ่อปานก็พยายามไปทอดกฐินให้ นำข้าวไปแจกประมาณ ๓๐ - ๔๐ เกวียน ความจริงข้าวของของท่านไม่มีเลย แต่ทว่าอาศัยบรรดาท่านพุทธบริษัทที่มีความเคารพนับถือในท่าน นำข้าวสารบ้าง ผ้าผ่อนท่อนสไบบ้าง อาหารน้ำจืด อาหารทะเลบ้าง ยารักษาโรคบ้าง เป็นอันว่าบรรทุกกันไปด้วยเรือถ่อ เรือบรรทุกข้าวหลายสิบลำ เอาไปแจกแก่บรรดาท่านพุทธบริษัท

นี่แหละท่านทั้งหลาย งานนี้อาตมาก็รับมา เพราะท่านบอกแล้วว่า บอกว่างานทุกอย่างที่พ่อทำ ต่อไปลูกต้องรับภาระทำ แต่ทว่าท่านทั้งหลาย อาตมาทำได้แต่พอกำลังที่จะพึงทำเท่านั้น การที่จะเอาไปวัดรอยเท้าหลวงพ่อปานให้ทำความดีสม่ำเสมอท่านนั่นทำไม่ไหว ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเกินวิสัย แต่สิ่งที่เราเร่งรัดกันมากที่สุดนั่นก็คือการเจริญสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน ตามแบบฉบับขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มาระยะกาลไม่ช้านานเท่าไหร่ วันเวลาล่วงไป ๆ ตอนนี้หลวงพ่อไม่สอนอะไรมาก สอนเฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา คล้ายกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ทรงปลงอายุสังขาร ว่านับตั้งแต่วันกลางเดือน ๓ นี้เป็นต้นไปอีก ๓ เดือนเราจะปรินิพพานที่ระหว่างนางรังทั้งคู่ที่เมืองกุสินารา

หลังจากนั้นแล้วองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทะเจ้าก็ทรงสอนเฉพาะศีล สมาธิ ปัญญา เดินทางลัดเข้าสู่ความเป็นอริยมรรคอริยผล หลวงพ่อปานท่านเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็สอนตามแนวนั้นเหมือนกัน แต่ว่าสามปีหลังนี้นั้นรู้สึกว่าท่านขยันเป็นพิเศษ และคนที่มีความเคารพในองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ก็มากันมากมาย วัน ๆ หนึ่งที่กุฏิที่ท่านอยู่นั้นบรรดาท่านพุทธบริษัทที่รับแขกรู้สึกว่ามากมายเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งไม่เคยมีมาในกาลก่อน ทีนี้กาลเวลาล่วงมา ขอลัด ๆ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า ครั้นจะกล่าวอะไรไปโดยพิศดารก็พูดมาแล้วในประวัติหลวงพ่อปานตอนโน้น นี่เราพูดถึงจริยา ท่านมีความเมตตาปรานีเป็นกรณีพิเศษ ตอนนี้ใครจะขอเรียนอะไรท่านให้ทุกอย่าง แม้แต่คาถาอาคมที่ได้มาในสมัยที่เจริญสมถวิปัสสนาท่านก็ให้ ให้ทุกอย่างไม่ว่าอะไรทั้งหมด

ต่อมากาลกำหนดสำคัญก็เข้ามาถึงคือปีที่สาม วันหนึ่งท่านไปที่ตลาดบ้านแพน เดินขึ้นไปที่บ้านนายวงศ์หรือคุณเฉลิม ปรากฏว่าพื้นมีตะไคร่น้ำ แต่ทว่ามันแห้งแล้ว ท่านเดินขึ้นไปพวกเราไม่ทันระวังคิดว่าอันตรายจะไม่พึงมีกับท่าน แต่ว่าความจริงคนทุกคนที่ไปในเวลานั้นก็อยู่ไกล พื้นมันลื่นท่านก็ล้มลงไป แต่ความจริงไม่ได้ล้มฟาดไปทั้งตัว แค่พอซวนจะล้มพวกเราก็วิ่งเข้ารับ แต่อาศัยการต้านน้ำหนักและพื้นมันลื่น พวกเราก็เลยนั่งลงไปด้วยกัน ท่นาก็เอนกายลงไปทับตัวพวกเราอยู่ ไม่ถึงกับกระทบพื้น

เหตุนี้เองบรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นปัจจัยให้ท่านเกิดการเจ็บป่วยขึ้นเป็นวาระสุดท้าย บรรดาท่านทั้งหลายเจ้าของที่ก็ดี พวกเราก็ดี พาหลวงพ่อกลับวัด อาการที่ท่านเป็นในตอนต้นก็รู้สึกว่าจะไม่มีอะไรมากมายนัก ท่านก็พูดได้เดินได้ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แต่ทว่าอาหารบรรดาท่านพุทธบริษัท บริโภคไม่ได้ ฉันไม่ไหว เมื่อข่าวนี้รู้เช้าไปถึงกรุงเทพฯ มีข้าราชการชั้นผู้หลักผู้ใหญ่ ตั้งแต่รัฐมนตรีมาจนกระทั่งถึงเจ้านายหลายพระองค์ก็ทรงมาเยี่ยม แต่ทว่าอาการของหลวงพ่อก็ไม่ดีขึ้น ถ้าเราจะเห็นว่าหนักก็ไม่หนัก

ในตอนนี้ท่านมาถึงวัดแล้วท่านไม่เดินไปไหน นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นที่สลดใจของบรรดาลูกศิษย์ลูกหามาก แต่ทว่าพวกเราทราบกันอยู่แล้วว่าการป่วยคราวนี้หลวงพ่อไม่อยู่แน่ ฉะนั้นในยามว่างจากคนในเวลาตอนดึก พวกเราเฝ้าผลัดเปลี่ยนกันพยาบาล ท่านจึงเรียกเข้าไปใกล้ ท่านก็บอกว่า ลูกรักทั้งหลาย คราวนี้พ่อจะต้องจากลูก นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ความจริงพ่ออยู่ไม่ได้แล้ว เพราะว่าถึงกำหนดเวลาที่พ่อบอกไว้ว่าสามปีต้องไป พวกเราฟังแล้วก็สะท้อนใจบรรดาท่านพุทธบริษัท ท่านเห็นพวกเรานิ่ง ท่านก็นิ่งอดใจไปประเดี๋ยวหนึ่ง จึงได้พูดออกมาเบา ๆ ว่า ลูกรัก ความเสียใจเรื่องขันธ์ ๕ จะพับ ไม่ควรมีสำหรับลูก ลูกศึกษามาดีแล้ว ความรู้ทุกสิ่งทุกอย่างพ่อให้เจ้าแล้วทั้งหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่เกินวิสัยที่พ่อจะสอนเจ้าได้ พ่อก็นำไปหาครูบาอาจารย์ที่ท่านมีความสามารถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาลูกรักที่ปรารถนาพระนิพพานในชาติปัจจุบัน ความจริงเรื่องพระนิพพานนี้นั้นพ่อเข้าใจ แต่ทว่าไม่ใช่วิสัยของพ่อที่จะสอน เพราะว่าพ่อปรารถนาพระโพธิญาณ การจะสอนพวกเจ้าให้เข้าถึงพระนิพพานได้ต้องเป็นพระอรหันต์ แต่ว่าบรรดาพระที่เป็นพระอรหันต์ที่พ่อพาไปนั้น เป็นพระอรหันต์ทุกองค์ ถ้าองค์ไหนเป็นพระปรารถนาพุทธภูมิ พ่อก็แจ้งให้เจ้าทราบแล้ว

ฉะนั้นพวกเจ้าทั้งหลายจงอย่าน้อยใจ จงอย่าเสียใจ ที่มีชีวิตอยู่ใกล้พ่อคนละ ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี นั่นถือว่ามีกำไรมาก และปฏิปทาอันใดที่พ่อเคยแนะนำสั่งสอนเจ้าไว้ จงปฏิบัติตาม ขึ้นชื่อว่าอุปสรรค .. หันมาทางอาตมา เวลานั้นเป็นเวลา ๒ นาฬิกาเศา เขาหลับกันหมด

บอกว่า ลิงดำลูกรัก เจ้าจงอย่าหนีคน เจ้าจะต้องสู้อยู่กับคน นี่พ่อรู้ใจเจ้าว่าเจ้าคิดว่าถ้าเผาพ่อเสร็จเจ้าจะเข้าป่า มันไม่ใช่โอกาสของเจ้าหรอกลูก ลูกมีหนี้มาก บริษัทบริวารของลูกมาก คนที่เขาสร้างความดีมีบุญคุณกับเจ้ามีมาก เจ้าจะต้องอยู่ทดแทนบุญคุณเขา เวลาอายุพรรษาครบ ๒๐ ปี จงออกจากวัด ถ้าเจ้าอยู่ในวัดจะไม่ได้ดี และจงอย่าลืมว่ากรรมเก่าของเจ้ามีมาก อุปสรรคทุกอย่างมันจะเข้ามาทำลายทุกจุดเมื่อเจ้าสร้างความดี จะเป็นการสร้างความดีโดยวัตถุก็ตาม จะสร้างความดีในส่วนนามธรรมก็ตาม มันย่อมมีอุปสรรค งานก่อสร้างเจ้าต้องทำต่อไป และความจริงเจ้าจะไม่ทำก็ได้ บุญบารมีส่วนนี้ของเจ้าพอแล้วเหลือแต่ขัดเกลากิเลสเท่านั้น แต่ว่าเจ้าจะงดเว้นเสียมิได้ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าบรรดาบริษัทของเจ้าก็ดี บริษัทของโยมก็ดี ยังมีอีกมาก ที่พบเวลานี้มันยังไม่ได้ ๑ ใน ๑๐๐ ในจำนวนที่เหลืออยู่ ทุก ๆ คนเขามีความดี เจ้าจงเป็นผู้มีความกตัญญูรู้คุณเขา ในอดีตชาติเราเคยเป็นกษัตริย์ เราเคยเป็นจักรพรรดิ์ เราเคยเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เราเคยเป็นพ่อบ้านพ่อเมืองก็ตาม หรือจะเป็นลูกบ้านก็ตาม เราจะเป็นแต่ผู้เดียวไม่ได้ ต้องมีบุคคลเป็นผู้แวดล้อมสนับสนุน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นขอทาน เราก็จะอยู่ในโลกคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยคนอื่นเป็นผู้เกื้อกูล คนทั้งหลายเหล่านี้แหละลูก จงถือว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณใหญ่ ฉะนั้นเจ้าจงอย่าตัดช่องน้อยเฉพาะตัว อันนี้พ่อรู้ใจเจ้าว่าพ่อตายแล้วเมื่อไหร่ จัดการศพพ่อเสร็จเจ้าตั้งใจจะเข้าป่า และสององค์นี่พ่อไม่ว่านะ เป็นสิทธิของเธอ แต่ว่าเธอเข้าป่าเสียได้ก็ดี แต่ถ้าหากว่าจะยังไม่เข้าป่า เมื่ออายุครบ ๑๐ พรรษาพอดี เธอต้องเข้าป่า มิฉะนั้นแล้วทั้งพระทั้งฆราวาสจะพากันตกนรกนับไม่ถ้วน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะชนวนแห่งอภิญญาสมาบัติของเจ้าเป็นต้นเหตุ ความจริงความรู้แบบนี้องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ แต่ทว่าทั้งพระก็ดีทั้งเณรก็ดี อุบาสกอุบาสิกาก็ดีที่เขาไม่ไว้ใจพระพุทธเจ้ามีอยู่ เห็นว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระบรมครูไร้ความหมาย คนประเภทนี้แหละลูกรักที่ความสามารถของเจ้าทั้งหลายจะทำให้เขาตกนรก เธอจงสงสารคนพวกนี้ให้มาก

ลิงดำลูกรัก เจ้าจงอยู่กับคน นิสัยของเจ้ามีอารมณ์เด็ดเดี่ยวไม่ง้อใคร คิดไว้เสมอว่าเราคนเดียวเลี้ยงตัวรอด จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่ของแปลก แต่ว่าอารมณ์อย่างนี้ลูกรักจงอย่าใช้เลย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าเจ้าอยู่ในเกณฑ์จำที่จะต้องสงเคราะห์ใครต่อใครอีกมากมาย จงตั้งจิตอยู่ในพรหมวิหาร ๔ ให้เป็นอัปปมัญญา ทั้งนี้ก็หมายความว่า จงมีเมตตาหาประมาณมิได้ และเจ้าจงให้อภัยทานแก่บุคคลผู้ทำความผิด ทั้งนี้เพราะกิจของเจ้าที่ทำต่อไปข้างหน้า ถ้ามันล้ำหน้าใครแล้ว จะพบกับความอิจฉาริษยาเป็นอย่างหนัก ถ้าอาการอย่างนั้นเกิดขึ้น เจ้าจงคิดถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าก็จริงแหล่ แต่ทว่าจะพ้นการนินทาอิจฉาริษยาหาได้ไม่ แต่ความอิจฉาริษยาเกิดขึ้นเมื่อใด เจ้าจงทำใจให้สบายทำจิตให้สงบ และในที่สุดเจ้าก็จะมีความสุข ถ้าเขาจะสร้างความทุกข์ของเขาเป็นเรื่องของเขา ลูกรักไม่ต้องห่วง


นี่เป็นอันว่าความอาลัยในชีวิตของท่านไม่มี บรรดาท่านพุทธบริษัท ซึ่งพวกอาตมาที่นั่งอยู่ด้วยกัน ๔ - ๕ คนในยามดึกสงัดทั้ง ๆ ที่พวกเราไม่เคยน้ำตาไหลเพราะเรื่องออะไรเป็นสำคัญ เวลานั้นหลวงพ่อปานพูดอย่างคนไม่เจ็บ พูดอย่างคนไม่ป่วย ใช้วาจาไพเราะเพราะพริ้งมาก มีผิวหน้าผ่องใสเมื่อได้พูดคำนี้ พวกเราทั้งหมดต่างคนต่างน้ำตาตกในบรรดาท่านพุทธบริษัท แต่การที่จะปล่อยให้น้ำตาไหลมานั้นมันไม่ใช่กาลอันสมควร ในเมื่อท่านพูดจบให้โอวาทแล้วท่านก็สั่งว่า ทุกคนนอนได้ จงตั้งใจไว้เฉพาะพระนิพพานเป็นอารมณ์ และก่อนที่จะจากไปท่านก็เตือนบอกว่า


ลิงดำลูกรัก เจ้าเป็นลูกพ่อมานาน เวลานี้เจ้าปรารถนาพระโพธิญาณ มีใจเด็ดเดี่ยวมาก แต่ทว่าการที่จะได้บรรลุเป็นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าคงไม่ใช่วิสัยของเจ้า เพราะต่อไปไม่นานนักเจ้าจะเบื่อพระสงฆ์ที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาที่มีความเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่เคารพพระธรรมวินัย ในตอนนั้นแหละเจ้าอาจจะลาจากพุทธภูมิเสียก็ได้ ถ้าลาจากพุทธภูมิเมื่อไรและตั้งใจปฏิบัติตามแบบสาวกภูมิ เจ้าจะใช้เวลาไม่ถึง ๓ เดือนก็จะจบกิจพระพุทธศาสนา เวลานั้นมาถึงเจ้าเอง ยังไม่ต้องถามพ่อในเวลานี้ ความจริงขณะนั้นตั้งใจนึกว่าจะถาม ท่านก็เลยตอบทันที


และเวลานี้จงทำงานเกี่ยวกับพุทธภูมิให้เต็มอัตราเต็มความสามารถ ถึงแม้ว่าเจ้าจะตัดพุทธภูมิในตอนหลัง ความตายของเจ้าก็ยังหรอกลูกรัก เจ้าจะหลีกไปหาความตายยังไม่ได้ เจ้าจะหลีกเข้าป่าหนีคนก็ยังไม่ได้ ต้องอยู่สงเคราะห์คนต่อไป อดทนกับบรรดาพวกมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย ทั้งที่ครองผ้าเหลืองและก็นุ่งกางเกงนุ่งผ้าถุง ถ้าคนทั้งหลายเหล่านี้มากจงปล่อยเขา อย่าสนใจในเขา เอาละลูกรักทุกคนไปนอนได้

ท่านสั่งแล้วพวกเราก็มองดูนาฬิกา เป็นเวลา ๔ นาฬิกาพอดี มันก็ไม่ใช่เวลานอน มันเป็นเวลาทำสมาบัติ เพื่อนทั้งสองก็เข้านิโรธสมาบัติมีกำหนดตั้งไว้สองชั่วโมง เราเข้ากับเขาไม่เป็นเวลานั้น แต่ว่าเข้าสมาบัติวิ่งจากปฐมฌานไปตั้งอยู่ฌาน ๘ นอนเอกเขนกในอรูปฌานเล่นแบบสบาย ถอยหลังมาตั้งอยู่ฌาน ๔ และพุ่งออกไปอีกทีจากกายไปนอนโน่น บ้าน ไปหากินแบบสบาย ได้เวลา ๖ โมงเช้ากลับไปบิณฑบาต

กลับไปหน้าที่ ๓อ่านหน้าที่ ๕Copyright © 2001 by
Amine
24 พ.ค. 2546 10:57:02