Make your own free website on Tripod.com
อาลัยหลวงพ่อปาน..1

1 2 3 4 5 6 7 8

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย เสียงเพลงที่บรรดาท่านพุทธบริษัทได้ฟังอยู่เวลานี้ เป็นเสียงสัญญลักษณ์แห่งการมรณภาพ ทั้งนี้ก็เพราะว่า เสียงเพลงประเภทนี้ เป็นเพลงไทย แต่ว่าชาวไทยทั้งหลายเรียกกันว่า เพลงมอญ การเปิดเพลงประเภทนี้ขึ้นมา มีความประสงค์อะไร ทั้งนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะได้ทราบชัดว่าปีนี้เป็นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ตรงกับปีที่ครบรอบหลวงพ่อปานมรณภาพ คือ เป็นปีที่หลวงพ่อปานเกิดมาแล้วได้ ๑๐๐ ปีพอดี หรือเรียกว่าเป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงพ่อปานเป็นพระอาจารย์ชั้นพิเศษที่มีบุคคลทั้งหลายมีความเข้าใจกันมากมายหลายประการ สำหรับท่านทั้งหลายที่เกิดทันหลวงพ่อปาน ก็มีความเข้าใจดีว่า หลวงพ่อปานเป็นพระที่มีคติครบถ้วนบริบูรณ์หรือว่ามีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจริง ๆ มิได้เคยคิดเลยว่าการบวชนี้จะนำทรัพย์สินของบรรดาท่านพุทธบริษัท จะเอาไปตั้งเนื้อตั้งตัว ไปสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองหรือญาติมิตร อาการเช่นนี้บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ หรือท่านทั้งหลายที่มีความรู้จักหลวงพ่อปานเป็นอันดี ย่อมทราบชัดว่าหลวงพ่อปานเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสวัสดิโสภาคย์

และก็มาวาระนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นกาลครบรอบร้อยปีเกิดของท่าน บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายต่างพากันบำเพ็ญกุศลบุญราศี เป็นการสนองความดีของครูบาอาจารย์ ตามความคิดเห็นของอาตมาคิดว่า ปีนี้ ถ้ามีคณะศิษย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อยู่ที่ไหน ที่นั่น เขาย่อมจัดการบำเพ็ญกุศลเป็นกรณีย์พิเศษ แต่ถ้าหากว่าบังเอิญท่านทั้งหลายที่อ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปาน และก็ไม่ได้บำเพ็ญกุศลบุญราศรี อันนี้อาตมาก็สงสัย เพราะว่าลูกศิษย์หลวงพ่อปานนี่มีมากมายด้วยกัน มีทั้งลูกศิษย์ภายในและลูกศิษย์ภายนอก แต่ทว่าเรื่องที่จะบำเพ็ญกุศลหรือไม่นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่ได้ทำบุญ ไม่ได้จัดการบำเพ็ญกุศลจะเป็นท่านที่ขาดความกตัญญูรู้คุณครูบาอาจารย์ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ตรงกับวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ ถ้าจะถอยหลังไปหนึ่งร้อยปี ก็จะเป็นเดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๑๘ ซึ่งเป็นวันและเดือนเกิดของหลวงพ่อปาน แต่วันที่เท่านไรอาตมาจำไม่ได้ ถึงแม้จะจำได้ก็ไม่อยากจะจำ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะเหตุว่า เห็นว่าไม่สำคัญมากนัก ด้วยทางวัดบางนมโค ก็ได้จัดทำหนังสือเล่มใหญ่ออกแจกแก่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย มีราคาประมาณเล่มละ ๑๕๐.- บาท หรืออย่างไรก็ไม่ทราบแน่ชัด เป็นเล่มใหญ่มาก แต่ทว่าหนังสือเล่มนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน อาตมาเห็นภาพหน้าปกเข้าก็รู้สึกว่าเป็นของอัศจรรย์ เพราะปรากฏว่าเป็นภาพของหลวงพ่อปานไว้หนวด แต่ว่าหนวดขาว ผมขาว เพราะเป็นภาพสี เห็นชัดเจน แล้วก็ไหล่ลู่ มียันต์แขวนที่หน้าอก พอมองเห็นเข้าแล้วก็ตกใจ เพราะว่าอาตมานี้ขาดความรอบคอบไปมาก ในฐานะที่อยู่กับหลวงพ่อปานมาหลายปี และการอยู่ในที่นั้นกับหลวงพ่อปาน ทำไมอาตมาจึงไม่เห็นหลวงพ่อปานมีหนวดหงอก และมีผมหงอกหนวดยาวขนาดนั้น ถ้าเราจะกะประมาณการไว้หนวดกัน ก็จะต้องใช้เวลาถึง ๓ - ๔ เดือน หนวดจึงจะยาวขนาดนั้นได้ และในสมัยนั้นก็ปรากฏว่า พระ ๑๕ วันโกนผมครั้งหนึ่ง และบังเอิญจะเป็นพระที่ขี้เกียจโกนหนวดก็จะโกนพร้อม ๆ กับโกนผม แต่เมื่อพิจารณาไปแล้วภาพนั้นผมยาวไม่สมควรกับหนวด เป็นอันว่ากลายเป็นหลวงพ่อปานเล่นหนวดไป แล้วมองไปที่มือ บรรดาท่านพุทธบริษัท ก็ปรากฏว่าในภาพมีเล็บยาว หลวงพ่อปานเคยสอนบรรดาท่านพุทธบริษัทและบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายว่า ให้มีความเคารพในพระธรรมวินัย ที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำ และจะว่ากันไปแล้วอาตมาก็ยังขาดความรอบคอบไปมาก ทั้ง ๆ ที่อยู่กับท่านมาหลายปี แต่ไม่เคยเห็นภาพเช่นนี้เลย มันน่าอัศจรรย์

จึงน่าขอบคุณท่านที่สามารถเอาภาพหลวงพ่อปานที่อาตมาไม่เคยเห็นมาลงไว้เป็นอนุสรณ์ เป็นการกระตุ้นเตือนใจแสดงถึงความรู้สึกหวังดีของบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่นำภาพนี้มาใส่เข้าไว้ แต่ก็เป็นที่น่าสลดใจอยู่นิดหนึ่ง หลวงพ่อปานเป็นคณาจารย์ใหญ่ ทำไมจึงไม่เคารพในพระธรรมวินัย เอาเล็บไว้ยาว ปล่อยหนวดเครา แต่ผมสั้นกว่าหนวด ถ้าใครจะมาบอกอาตมาว่าหลวงพ่อปานเป็นพระคร่ำครึไม่ทันสมัย และไม่เคารพต่อพระธรรมวินัย อย่างนี้อาตมาก็จะรู้สึกว่ามีความลำบากใจที่จะพูดไม่เป็นเช่นนั้น เพราะนับตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เรื่องพระธรรมวินัยหลวงพ่อปานเคารพมาก เพราะมีความแน่ใจว่า เมื่อองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ ธ ปรินิพพานแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้ว เคยตรัสกับพระอานนท์ ว่า อานันทะ ดูก่อน อานนท์ เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยที่เราสอนเธอไว้จะเป็นศาสดาสอนเธอ นั่นหมายถึงว่า พระธรรมวินัยนี้เป็นการแทนองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดานั่นเอง

และในเมื่อหลวงพ่อปานเป็นพระทรงสมาบัติ เป็นพระโพธิสัตว์เปล่งวาจาในขณะที่บำเพ็ญกุศลแล้วต่อหน้าประชาชนว่า ผลบุญในคราวนี้ที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญกุศล ขอให้เป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในอนาคตกาลนั้นเถิด พระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญกุศลแล้วเปล่งวาจาต่อหน้าประชาชนปรารถนาพระโพธิญาณ นี่ตามที่ทราบกันมาก็หมายความว่า ท่านผู้นั้นมีบารมีเป็นปรมัตถบารมี ใกล้จะบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ถ้าภาพนี้เป็นภาพของหลวงพ่อปานจริงก็เป็นที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง ไม่ทราบว่าท่านไปถ่ายไว้ที่ไหนและก็อาตมาเองก็ไม่เคยพบท่าน จะไปดูภาพภายในซึ่งมีจริยาต่าง ๆ อยู่ในหนังสือเล่มเดียวกัน ก็ไม่ปรากฏหลวงพ่อปานมีหนวด เอาไว้หนวด หรือมีเล็บยาว

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ที่เป็นเหตุให้อาตมาเกิดความเศร้าใจ ด้วยคิดว่า เพราะเจตนาอันใดที่บรรดาคณะลูกศิษย์ลูกหาซึ่งอยู่ในสำนัก จึงได้นำภาพนี้ขึ้นมาเชิดชูไว้หน้าปก ถ้าเราจะคิดว่าเป็นการเชิดชูความดีของครูบาอาจารย์ก็เป็นของยาก เพราะว่าการแสดงตนแบบนั้นเป็นการไม่เคารพในองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีคนถามกันหลายคนว่า ตอนสมัยที่อยู่กับหลวงพ่อปานน่ะเคยเห็นหลวงพ่อปานเอาไว้หนวดไหม อาตมาก็จะตอบได้แต่เพียงว่า ในขณะที่อยู่ด้วยไม่เคยเห็นหลวงพ่อปานเอาไว้หนวด และเวลาที่หลวงพ่อปานมรณภาพเป็นวันสุดท้ายของชีวิตก็ไม่ปรากฏเลยว่าหลวงพ่อปานจะมีผมขาว มีหนวดขาวอย่างนั้น ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องผมหงอกกันแล้ว หลวงพ่อปานก็คงมีผมหงอกไม่ถึงหนึ่งในร้อยเปอร์เซ็นที่ผมท่านมีอยู่ นี่สิ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เป็นเหตุให้สงสัยว่าภาพนี้คงจะปรากฏออกมาได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อปานหรือมิเช่นนั้นก็ต้องเป็นอิทธิฤทธิ์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่สร้างสรรหนวดให้เกิดขึ้น แล้วก็ทำหนวดขาว ผมขาว ซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริง

แต่ว่าจะมีอีกสิ่งหนึ่งก็คือว่า หลวงพ่อปานตายแล้วเกือบร้อยปีไม่เคยโกนหนวด แต่โกนผม ดังนั้นหนวดก็เลยยาวแต่ผมสั้น และหนวดอายุเกือบร้อยปีก็เลยขาว ผมก็ขาวไปด้วย ถ้าจะว่าอย่างนั้นก็ยังเป็นที่สงสัยอีก ก็เพราะว่าหลวงพ่อปานมรณภาพไปแล้วประมาณร้อยวันเศษ ๆ เราก็เผากัน ไม่ได้เก็บเอาซากศพของท่านไว้ ถ้าหากจะบอกว่าหนวดมันงอกขึ้นมาและหนวดมันแก่ลงไปก็เป็นของอัศจรรย์ ข้อนี้อาตมามีความสงสัยมาก ถ้าหากว่าทางวัดบางนมโคมีโอกาสจะแจ้งมาให้อาตมาทราบก็จะได้แจ้งแก่บรรดาท่านพุทธบริษัทว่าภาพนี้ได้มาจากไหน ก็จะเป็นการดี

เอาละ ต่อจากนี้ไปก็มากล่าวถึงความสัมพันธ์ของอาตมากับหลวงพ่อปานว่าทำไมอาตมาจึงมีความเคารพหลวงพ่อปานมาก จะไปที่ไหนก็ไม่เคยทิ้งครูบาอาจารย์ และการกระทำอะไรก็ตามทุกอย่างก็ใช้นามของหลวงพ่อปานติดไว้เสมอ นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นที่น่าสงสัย แต่ว่าเรื่องนี้ขอยกไว้ก่อน มาพูดถึงเรื่องชีวิต ความดี ของหลวงพ่อปานที่บรรดาคณะลูกศิษย์ลูกหาต้องพากันอาลัยในท่าน คำว่า อาลัย ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเศร้าโศกเสียใจ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา ที่หลวงพ่อปานสอนพวกเรามาอยู่ตลอดเวลาให้รู้จักยอมรับกฎของธรรมดา แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท การที่หลวงพ่อปานตายไปในคราวนั้น เหมือนกับชีวิตของเราจะปลิดลงไปด้วยพร้อมกับชีวิตของท่าน ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะพวกเรากับพระอานนท์มีสภาพคล้ายคลึงกัน พระอานนท์เป็นอุปฐากขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปไหน พระอานนท์ก็ติดตามไปด้วย

แต่ทว่าในบางโอกาสองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถไม่มีโอกาสให้พระอานนท์ติดตาม เพราะกิจนั้นพระองค์จะต้องทำพระองค์เดียว พระองค์ก็เสด็จไปแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัทตามที่ตกอยู่ในข่ายพระญาณของพระองค์ แต่ครั้นเมื่อกลับมาแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์นั้นให้พระอานนท์ได้ทราบว่า ตถาคตไปคราวนี้ไปโปรดใคร ที่ไหน และเทศน์ว่าอย่างไร เขามีผลเป็นประการใด นี่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทำอย่างนี้ ก็เพราะเหตุว่าพระอานนท์ได้ขอพรไว้ในสมัยที่พระอานนท์จะเข้ามาเป็นพุทธอุปฐาก ได้ขอให้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองว่า จะไปเทศน์ที่ไหน ถ้าพระอานนท์ไม่ได้ไปด้วย ก็ขอให้พระพุทธองค์ทรงโปรดได้เทศนาให้ทราบด้วย เหตุผลอันนี้ก็เพราะว่า ถ้าหากว่ามีใครเขามาถามว่า พระพุทธเจ้าไปเทศน์กับใครที่ไหน ว่าอย่างไร ถ้าเขาสงสัย พระอานนท์จะได้บอกให้เขาฟังได้

นี่ ก็เป็นเหตุผลที่ดีประการหนึ่ง เพราะว่าพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะ พระเดินตามหลัง คือ ปฏิบัติพระพุทธเจ้า เรียกกันว่า พุทธอุปัฏฐาก ก็จำเป็นที่ต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคจึงได้มีมหากรุณาธิคุณ สงเคราะห์พระอานนท์ตามที่ขอไว้ เรื่องของพระอานนท์กับพระพุทธเจ้าสภาวะฉันใด คณะศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อปานก็ดี อยู่ในสำนักของพระพุทธเจ้าก็ดี ไม่ได้หมายความว่าท่านเหล่านี้จะมีความเคารพในพระธรรมวินัยเสมอไป มีจำนวนไม่น้อยที่ตั้งใจทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายครูบาอาจารย์ เพราะคิดว่าตัวเองนี้นั้นเป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้วิเศษ มีความดีเกินกว่าอาจารย์จะพึงให้คนที่มีจิตใจประเภทนี้มีอยู่ ถึงแม้ในเวลาที่องค์สมเด็จพระบรมครูยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ คนที่อยู่ในสำนักขององค์สมเด็จพระบรมครูยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ คนที่อยู่ในสำนักขององค์สมเด็จพระบรมครูก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ตัวอย่างเช่น พระเทวทัตนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายก็ทราบแล้ว ความจริงก็เป็นญาติขององค์สมเด็จพระประทีบแก้ว มีฐานะเป็นพี่ คือ เป็นลูกของลุง และก็เป็นพี่ของพระนางพิมพา ก็เลยกลายเป็นพี่ภรรยาอีกชั้นหนึ่ง แต่ทว่าพระเทวทัตมาบวชอยู่กับองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์ พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนพระเทวทัตให้ได้ฌานสมาบัติ ทรงอภิญญา แต่พระเทวทัตก็กลับทำลายล้างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่เป็นเรื่องอัศจรรย์ กฎของธรรมดาความจริงมันมีอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ฉะนั้นบรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อปานก็เช่นกัน อย่านึกว่าเขาจะสนใจในพระธรรมวินัยเสมอไป ที่ไม่เอาไหนก็มีมากมายเหมือนกัน ที่ดีเลยกว่าท่านผู้นั้นจะเข้าใจก็มีอยู่มาก อุปมาดังสาวกขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญอยู่ สาวกขององค์สมเด็จพระบรมครูก็มีหลายแบบ เช่น พระฉันนะนี่ก็ไม่เอาไหนเหมือนกัน ใครจะว่าอะไรก็ไม่ได้ จะสอนอะไรก็ไม่ฟัง ทำผิดถูกอย่างไรก็ช่าง ใครจะพูดว่ากล่าวเข้าพระฉันนะก็อ้างว่าท่านเป็นคนสนิทชิดเชื้อขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท ความจริงของกฎธรรมดาเป็นอย่างนี้

อ่านหน้าที่ ๒Copyright © 2001 by
Amine
5 มี.ค. 2546 14:57:20