Make your own free website on Tripod.com

1 2 3 4 5 6 7

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้ตรงกับ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๔ เมื่อตอนเช้า เวลาประมาณ ๙ นาฬิกาเศษ ๆ หลังจากทำงานจากหนังสือแล้ว ก็นอนพัก พอพักเริ่มภาวนา ก็มีพระท่าน มาบอกว่า เรื่องการสร้างเจดีย์ก็ดี สร้างองค์พระปฐมก็ดี สร้างวิหารองค์พระปฐมก็ดี ทั้งหมดนี้ ควรจะทำเป็นหนังสือไว้ เพื่อลูกหลานทั้งหลายจะได้มีความเข้าใจว่า สร้างทำไม ก็ขอนำเรื่องนี้มาคุยกัน อันนี้ไม่มีตำรานะ คุยกันแบบธรรมดา ๆ

การสร้างเจดีย์ พุทธบริษัทและลูกหลานทุกคน โปรดทราบว่า เมื่อต้นปี ๒๕๓๔ ตอนนั้นกำลังป่วยมาก เวลานี้ก็ป่วย แต่ว่าการป่วยคราวนั้นต่างกับเวลานี้ ถ้าถึงเวลา ๔ โมงเย็น มันจะเริ่มอาเจียนแล้วก็ อาเจียนเรื่อยไป จนถึง ๕ ทุ่ม หลังจาก ๕ ทุ่มแล้วจึงนอนได้ เป็นอย่างนี้ทุกวัน การฉันอาหารก็ฉันไม่ได้มาก บางทีพอกินน้ำไปหนึ่งแก้ว ก็อาเจียนไป ๓ แก้ว ท้องก็ผูก แล้วต่อมาก็มีโรคความดันสูงถึง ๑๖๐ และก็มีน้ำในปอด หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ อย่างนี้เป็นต้น ได้รับการทรมานทางร่างกายอย่างหนัก แต่ทว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ไม่มีใครเคยคิดว่า เนื้อแท้จริง ๆ แล้ว ทำไมอาตมาจึงทำการ ก่อสร้าง ถ้าพูดถึงการก่อสร้างแล้ว เบื่อจริง ๆ เวลานี้อยากจะหยุดทุกอย่างที่ทำ เพราะว่าทั้งแก่ และทั้งป่วย แต่ว่าในขณะนั้น มีวันหนึ่ง ตอนต้นปี ขณะที่เจริญภาวนาอยู่ ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ เป็นที่พอใจ เป็นที่สบายแล้วก็กลับพื้นที่ เมื่อกลับพื้นที่ พอจะถอนสมาธิ ก็พอดีเห็นพระท่านมา ท่านบอกว่า คุณยังตายไม่ได้นะ ความจริงเวลานั้น หรือเวลานี้ก็ตาม อยากตายเต็มที ถ้าตายเมื่อไร ก็มีความ สุขเมื่อนั้น เพราะมีบ้านอยู่ แต่ก็ลองอยู่คราวหนึ่ง ถอยหลังจากนี้ไป ๒๐ วันเศษ ๆ จะไปจริง ๆ ประตูบ้านถูกปิดเข้าเขตบ้านไม่ได้ เขาบอกว่า ยังไม่ถึงเวลา ก็ลำบากเหมือนกัน ก็ต้องกลับมานั่งทรมาน คุยกันอยู่นี่แหละ

ก็เป็นอันว่า พระท่านบอกว่า วัดยังไม่เสร็จ ยังตายไม่ได้ ประการที่สอง ทุนสำหรับบำรุงวัดและพระสงฆ์ภายหลัง ถ้ายังมีไม่พอ ยังตายไม่ได้ อย่างอื่นไม่สำคัญ แต่เรื่องทุน จะไปเกณฑ์ใครเขา ต่างคนต่าง ก็มีทุกข์ ทุกคนต่างหากิน พอบ้างไม่พอบ้าง ที่เหลือกินเขาก็มี เขาจำเป็นต้องกิน ต้องเก็บไว้ใช้บ้าง และท่านบอกว่า วัดยังขาดเจดีย์ คุณอย่าคิดนะว่า วัดนี่ทำครบถ้วนแล้วตามความประสงค์ของฉัน อย่าลืมนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท วัดท่าซุงที่สร้างขึ้นนี้ ไม่ได้สร้างตามความประสงค์ของอาตมา อาตมาเองหนีการก่อสร้างมาจากวัดบางนมโค เบื่อการก่อสร้าง หวังจะหาอยู่ที่สงัด เมื่อเห็นวัดท่าซุง มีสภาพเหมือนวัดร้าง ก็คิดว่า วัดอย่างนี้ไม่ค่อยมีคนมา เราจะสร้างกุฏิสักหลังเดียวแบบกระต๊อบเล็ก ๆ ก็สบายใจแล้ว แต่ที่ไหนได้ นั่นเป็นความประสงค์ของอาตมา ต่อมาก็กลายเป็นความประสงค์ของพระ พระท่านมากะเนื้อที่ว่า ต้องสร้างให้เต็มตามบริเวณนี้ มีเนื้อที่เท่านั้น สร้างรูปอย่างนั้น สร้างรูปอย่างนี้ เวลานั้นสตางค์ก็ไม่มี เงิน ๑๐๐ บาท ยังไม่เคยติดกระเป๋า จึงได้ถามท่านว่า จะสร้างได้อย่างไร ท่านบอกว่า ไม่เป็นไร ฉันจะช่วยหาสตางค์ ในเมื่อท่านรับปากจะช่วย ก็ยอมรับทำ เมื่อทำมาถึงขั้นนี้ มันก็ใกล้จะเสร็จ ยังขาดอยู่วิหาร ๒๕ ไร่ ยังไม่ได้ทาสี ทางเดินรอบ ๑๐๐ ไร่ยังไม่ประจบกัน ถึงอย่างไรก็ดี ก็ต้องพบกันจนได้ ค่อย ๆ ทำไปจนเสร็จ ถ้ายังไม่ตาย

ท่านบอกว่า ที่คุณคิดว่าเสร็จ มันก็ยังไม่เสร็จ กุฏิไม้ที่สร้างไว้ในครั้งก่อน หลังโบสถ์ ให้รื้อขึ้นมาเป็นคอนกรีตให้หมด จะได้ไม่พัง และอีกประการหนึ่ง วัดต้องมีเจดีย์ เลยชี้ให้ท่านดูยอดวิหารว่า วิหารหรือมณฑปทุกหลัง มียอดทั้งหมด คล้ายเจดีย์อยู่แล้ว ท่านบอกว่า นั่นมันยอดวิหาร ยอดมณฑป ไม่ใช่เจดีย์ คุณต้องสร้างเจดีย์จึงจะครบถ้วน ก็เลยถามว่า จะสร้างที่ไหน ผมไม่มีที่จะสร้าง ท่านบอกว่า สร้างที่ ๑๐๐ ไร่ก็ได้ เลยกราบเรียนท่านบอกว่า ถ้าที่ ๑๐๐ ไร่ไม่สร้าง ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าที่ ๑๐๐ ไร่ ปลูกต้นไม้ไว้เต็ม ต้องการให้เป็นป่า เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของคนและสัตว์ วันแรกตกลงกันไม่ได้ ท่านกำหนดสร้างพระเจดีย์ใหญ่มาก และก็สูงมาก

ต่อมาวันที่สองท่านมาใหม่ ในเวลาเดียวกัน คือ เวลาประมาณเกือบตีสี่ เลิกเจริญพระกรรมฐาน ท่านก็มาพูดอีก อาตมาก็ไม่ยอมรับว่า ถ้าจะให้ผมซื้อที่ใหม่ ผมไม่ซื้อ ที่ที่เหมาะที่จะสร้างเจดีย์ไม่มี ถึงอย่างไรก็ตาม เจดีย์ใหญ่ขนาดนั้นผมไม่ทำแน่นอน ท่านก็นิ่งแล้วท่านก็กลับไป

คืนที่สามท่านมาใหม่ ท่านบอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน องค์ใหญ่ไม่ต้องทำ แต่ให้ทำองค์เล็ก ๆ แต่ต้องราคาแพง ถามท่านว่า ราคาประมาณเท่าไร ท่านบอก ไม่รู้ละ ฉันหาให้ทันแล้วกัน เรื่องราคามันไม่ แน่นอน เพราะของมันจะขาด ของมันจะขึ้นราคาภายหน้า ไม่ช้าของจะขาดมือลง ในท้องตลาดราคาจะสูงขึ้น ถ้ากำหนดราคาเวลานี้ก็ใช้ไม่ได้ ก็เป็นอันว่า ท่านยอมรับว่า ท่านจะหาเงินให้ทัน แล้วท่าน ก็สั่งบอกว่า ถ้าจะสร้าง เอาที่ตรงนี้นะ เอาที่ใกล้ ๆ พระพุทธรูปยืนอุ้มบาตรต้องทำให้สวย แล้วก็มีดอกไม้ แล้วดอกไม้ก็ปิดทอง ตามร่องปิดกระจกให้มองเห็นความสวย ถามท่านว่า ทำไมจึงต้องสวย ท่นบอกว่า เป็นการเจริญศรัทธาทกอย่างที่ให้ทำนี่ ไม่ต้องการโอ้อวด ไม่ต้องการแข่งขันกับใคร จึงทำไม่เหมือนใคร ต้องการอย่างเดียว ให้ทุกคนที่มองเห็นแล้ว ติดตาติดใจว่า วัดท่าซุง มีอะไรบ้าง ที่เราชอบใจ ถ้าเวลาก่อนเขาจะตาย จิตเขานึกขึ้นมาว่า เราเคยเห็นวัดท่าซุงชอบใจตรงนั้น ชอบใจตรงนี้ ในขณะนั้นพร้อมกับเขาตายไป เขาจะไปสวรรค์ทันที

อันนี้เป็นลีลาของพระท่าน ที่ต้องการให้คนไปสวรรค์ โดยใช้รูปแบบสวย ๆ จึงเรียก นายช่างประเสริฐ กับ จำเนียร สองสามีภรรยา เป็นช่างประจำวัด ช่างปั้นพระ เรื่องความสวยงามต้องยกให้สองคน นี้ สองคนนี่มีความรู้บวกกันแล้วเป็น ป.๘ นั่นก็หมายความว่า เมีย ป.๔ ผัวก็ ป.๔ บวกกันแล้วก็เป็น ป.๘ ก็มาปรึกษาหารือ ให้กะสถานที่ว่า ถ้าที่ตรงนี้จะสูงขนาดไหน เธอกะสถานที่แล้วก็บอกว่า ที่ตรงนี้ จะสูงได้ประมาณไม่ต่ำกว่าพระยืน เฉพาะยอดนะ เอาถึงยอด ก็เป็นที่พอใจ ก็บอกกับเธอว่า เจดีย์นี้ ต้องมีดอกพุดตานทั้งหมดปิดทองคำ ร่องพุดตานทั้งหมดปิดทองคำ ร่องพุดตานก็ปิดกระจกเงาขาวใส ห้ามใช้กระจกสี เพราะว่าไม่สวยเวลาสะท้อนแสงแดด ก็ตกลง เธอก็ใช้เวลาผ่านมานาน ใกล้ฤดูฝน เห็นจะเป็น พฤษภาคม ๒๕๓๔ ก็ลงมือทำ

ก่อนที่จะทำก็มี คุณอภิชาติ สุขุม รู้ข่าวเข้า ก็ไปถ่ายภาพเจดีย์มาจากวัดต่าง ๆ วัดโพธิ์บ้าง วัดไหนบ้างก็ตาม เอามาหลายภาพ เอามาให้เลือก เมื่อเลือกแล้ว ไม่เป็นที่พอใจของพระท่าน ทีนี้จึงให้ ประเสริฐเขียนภาพมาสองภาพ แบบเรียบ ๆ กับแบบมีขั้นตอน เธอก็เขียนขึ้น ท่านก็เป็นที่พอใจ

ต่อมาเขาก็ลงมือสร้าง ส่วนล่างทั้งหมดจนถึงคอระฆัง เป็นเรื่องของ ประเสริฐกับจำเนียร ด้านคอระฆังเป็นเรื่องของ พระสามารถ ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญทางนี้อยู่พอสมควร ก็เป็นการก่อสร้าง เจดีย์ ก็เป็นอันเริ่มขึ้น

เจดีย์นี้มีความสำคัญอย่างไร ก็ต้องขอตอบว่า ถ้าเฉพาะเจดีย์จริง ๆ ก็มีความสำคัญ เพราะว่า พระเจดีย์ เป็นองค์แทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราเห็นพระเจดีย์ เรานึกถึงพระพุทธเจ้าก็เป็น พุทธานุสสติ ถ้าเราเห็นพระเจดีย์ เรานึกถึงพระสงฆ์ผู้สร้าง ก็เป็น สังฆานุสสติ เห็นภาพเจดีย์สวย เป็นภาพของกุศล ตายไปสวรรค์ทันที ถ้ามีจิตใจมีความมั่นคงมาก ก็ไปพรหมโลกได้ นี่เฉพาะเจดีย์ การก่อสร้าง ทุนไม่มี บรรดาท่านพุทธบริษัท คงจะมีคนมาทำบุญรวมแล้วทั้งหมดไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท เพราะไม่ได้โฆษณา เมื่อจะเริ่มการก่อสร้าง คุณอภิชาติ สุขุม ที่อยู่กรุงเทพฯ ก็นำทุนมาให้หนึ่งแสนบาท ต่อมาให้อีกแสนบาท ต่อมาให้อีกหนึ่งแสนบาท รวมแล้วเป็นสามแสนบาท เป็นทุนสำรอง ไม่ใช่ให้ยืมนะ คุณอภิชาติให้เลย ให้ทำเลย ก็ทำเรื่อยไปจนกระทั่งจบ ไอ้จบนี้ก็ไม่รู้ว่าราคาเท่าไร เพราะวัดนี้การก่อสร้างไม่ค่อยรู้ราคาแน่นอน เพราะเวลาทำงานทำร่วมกันหมด ทำคราวละหลายสถานที่ ซื้อของมาพร้อมกัน

ถ้าจะให้ตีราคาคร่าว ๆ เรื่องของเจดีย์ ทั้งองค์เจดีย์ด้วย ของในเจดีย์ด้วย ให้ตีราคาสัก ๕ ล้านก็ไม่พอ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าคุณอภิชาติ สุขุม กับคุณแสงเดือน แม้นวงศ์ ไปซื้อแก้วเจียระนัยจาก ฝรั่งเศส ไม่ใช่แก้วลูกเดียวนะ เขาสวยงามมาก มีกิ่งมีก้าน มีเครื่องประดับประดาสวยสดงดงาม เป็นแก้วใหญ่มาก ราคาเรือนแสน เอามาเป็นที่ใส่พระบรมสารีริกธาตุ

และในนั้นก็จะมี พระที่มีคุณค่าสูง อย่าง พระทองคำ เป็นทองคำบุ คณะคุณสันต์ ภู่กร พิษณุโลก นำมาถวาย พร้อมด้วยเครื่องประดับ เอาบรรจุใส่กล่องไว้ในนั้น และก็ พระสมัยรุ่นโน้น เขาลือกันว่า เป็นสมัยพระเจ้าศรีธรรมปิฎก พระเจ้าศรีธรรมปิฎก ก็คือ พระเจ้าพรหมมหาราช เราเรียกกันว่า พระเจ้าพรหมมหาราช เป็นชื่อเดิม แต่เนื้อแท้จริง ๆ เมื่อท่านเป็น พระเจ้าแผ่นดิน ชื่อ พระเจ้าศรีธรรมปิฎก พระเจ้าศรีธรรมปิฎก หรือ พระเจ้าพรหมมหาราช มาสร้างวัดวัดหนึ่ง ใกล้เขตพิษณุโลกกับเพชรบูรณ์ติดต่อกัน ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนแน่ และก็สร้งพระเจดีย์ บรรจุพระพุทธรูป เทวรูปไว้มาก คณะคุณโยมสันต์ ภู่กร ทราบข่าวว่ามีคนเขาไปขุด ก็ไปติดต่อขอซื้อ เขาก็ให้ เป็นอันว่า ชาวคณะนี้ลงทุนไปหลายหมื่นบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลับใส่พระบรมสารีริกธาตุ เขาคิดหมื่นบาท ความจริงเป็นตลับไม้ ท่านก็ซื้อมา คณะนี้ศรัทธาสูงมาก

หน้าปรารภไปหน้า 2Copyright © 2001 by
Amine
29 เม.ย. 2544 23:40:39