Make your own free website on Tripod.com
-ทุกขสัจ-
( วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๒๑ )
จากหนังสือ เร่งรัดการปฏิบัติ
พิมพ์โดย casnova

ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีล สมาทานพระกรรมฐานแล้ว

ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านตั้งใจสงบจิต มีความสำรวมใจ คิดไว้ว่า สำหรับวันนี้หรือเวลานี้เราตั้งใจจะประกอบความดีเพื่อความพ้นทุกข์ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ท่านกล่าวว่า

ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์
ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์
มรณัมปิ ทุกขัง ความตายเป็นทุกข์
โสกปริเทวทุกขโทมนัสสุปายาส ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ การพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์
เป็นต้น

เป็นอันว่าสภาพที่เราเกิดขึ้นมานี้ไม่มีอะไรดี มันมีแต่ความทุกข์

ทุกข์เพราะอะไร ทุกข์เพราะความเกิดเป็นเบื้องต้น ขณะที่เกิดมามันก็มีทุกข์ อยู่ในครรภ์ของมารดามันก็มีทุกข์

---เราทุกข์มาตั้งแต่วันเกิด---

การที่อยู่ในครรภ์ของมารดาเป็นทุกข์ก็ลองคิดดู เราต้องไปนอนคุดคู้อยู่ในครรภ์ของมารดา เต็มไปด้วยความไม่สะดวกไม่สบายด้วยประการทั้งปวง เรานั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในครรภ์ของมารดาสิ้นระยะเวลานานถึง ๑๐ เดือน ลองนั่งคิดดู

ฟังไปก็ใคร่ครวญไปด้วย ว่าอาการอย่างนี้มันเป็นอาการของความสุขหรือว่าเป็นอาการของความทุกข์

ถ้าไม่แน่ใจ ก็ลองกอดเข่าเล่นโก้ๆ เพียงใช้เวลาไม่นานสัก ๓ ชั่วโมง โดยที่ไม่มีการขยับเขยื้อนไปไหนมันจะมีความรู้สึกยังไง

สำหรับนั่นใช้เวลาเพียง ๓ ชั่วโมง แต่ถ้าหากว่าเราจะต้องใช้เวลาทรมานกายอย่างนี้ถึง ๑๐ เดือน จะมีความรู้สึกยังไง มันจะสุขเพียงใดหรือมันจะทุกข์เพียงใด ข้อนี้ท่านทั้งหลาย ขอให้ท่านทั้งหลายจงพิจารณาเอา

เป็นอันว่า เมื่อการอยู่ในครรภ์ของมารดาก็เป็นทุกข์

ขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดา นั่งหลับตานึกถึงสภาพในท้องของคนมันมีอะไรบ้าง มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง สิ่งที่เข้ามาทำความโสโครกแปดเปื้อนสกปรกต่อร่างกาย

รวมความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในครรภ์ของมารดาเต็มไปด้วยความสกปรก

อาหารที่จะพึงมีขึ้นได้ก็เพราะอาศัยมารดาเป็นเหตุ ถ้ามารดาบริโภคของร้อนเกินไป เผ็ดเกินไป เปรี้ยวเกินไป เค็มเกินไป ร่างกายของเราก็มีความทุกข์

รวมความว่า เราทุกข์มาตั้งแต่วันเกิด

และก็ทุกข์อย่างสาหัส ต้องทรมานอยู่ในที่แคบๆ จะเหยียดมือเหยียดเท้าก็ไม่ได้

ถ้าถามว่าเด็กที่อยู่ในครรภ์ของมารดา ทำไมต้องคุดคู้ เหยียดมือเหยียดเท้าไม่ได้หรือ

ก็ลองตามพิจารณาดูว่า ครรภ์ของมารดาใหญ่โตขนาดไหน เด็กที่คลอดมาวันเดียวโตขนาดไหน ไปเทียบเคียงกับครรภ์ของมารดาแล้วก็จะเห็นว่า มันทำไม่ได้ มันทำไม่ได้ก็จำใจทำอยู่ จำใจจะต้องทน จำใจจะต้องนั่งอยู่อย่างนั้น

เป็นอันว่าจำจะต้องทุกข์ ทั้งๆที่เราไม่ปรารถนาที่จะต้องทุกข์ มันก็ต้องทุกข์

เมื่อออกจากครรภ์มารดาใหม่ๆ อยู่ในร่างกายของมารดามีแต่ความอบอุ่น ไม่เคยกระทบกระทั่งกับความร้อนจัด หนาวจัด หรือ อากาศปกติ เพราะว่าอุณหภูมิในครรภ์ของมารดามีสภาพปกติ อุ่นเสมอกัน ออกมาข้างนอกกระทบกับความร้อนที่มีความร้ายแรงยิ่งกว่า กระทบกับความเย็นที่มีความร้ายแรงยิ่งกว่า กายทั้งกายก็แสบ เมื่อออกจากครรภ์มารดาทนต่อความแสบกายไม่ไหวจึงร้อง

เป็นอันว่า ตอนนี้ออกจากครรภ์มารดาใหม่ๆ เราก็ทุกข์

ต่อมาก็ความทุกข์มันเกิดขึ้นอีก อยู่ในครรภ์ของมารดาทุกข์เพราะการคุดคู้ ออกจากครรภ์มารดา เหยียดมือ เหยียดแขน เหยียดขา เหยียดเท้า เหยียดมือ ได้ตามอัธยาศัย

แต่ทว่าร่างกายของเรายังไม่มีกำลังแม้แต่จะพลิกซ้ายพลิกขวามันก็ยังไม่มี ยังไม่สามารถจะทำได้ ความไม่สบายกายไม่สบายใจมันก็เกิด เกิดตรงไหน เกิดตรงที่เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนอิริยาบทได้

การที่จะต้องนอนอยู่ในสภาพเดิมอย่างนั้น ได้แต่ชักมือชักแขนชักขาขึ้นมาน้อยๆ ตะแคงซ้ายตะแคงขวาไม่ได้ มันเป็นทุกข์ ถ้าไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นทุกข์ก็ลองนอนดู นอนอยู่อย่างนั้นสัก 3 วัน ไม่ต้องเอามาก ไม่ต้องขยับเขยื้อนไปไหน ที่เราคิดว่าเรานอนสบายลองนอนดู ก็จะพึงรู้ว่าการนอนอย่างนั้นมันทุกข์

---เบื่อการเกิดหรือยัง---

ในเมื่อเราทราบสภาวะความทุกข์มันเป็นอย่างนั้น เบื่อหรือยัง เบื่อการเกิดหรือยัง มันยังไม่ทุกข์แต่เพียงเท่านั้น อาหารที่เราจะต้องการบริโภค คือ อาหารที่เราจะต้องการบำรุงร่างกาย เรายังพูดไม่ได้ เรายังบอกไม่ได้ ยังไม่ได้ศึกษาในวาจา หรือยังไม่ได้ศึกษาในสำเนียง

ก็เป็นอันว่าเวลาเราหิว มารดาไม่รู้ว่าเราหิว เวลาปวดอุจจาระปัสสาวะ มารดาหรือว่าพี่เลี้ยงไม่รู้

ถ้าไม่รู้จะทำยังไง หิวต้องร้องเขาถึงรู้ หิวจัดมีสภาพเป็นยังไง มันมีความสุขหรือความทุกข์ ท่านฟังแล้วก็โปรดพิจารณาตามไปด้วย จงอย่าใช้เพียงสัญญา

คำว่า "สัญญา" ก็คือ ความจำ จำไว้เฉยๆไม่มีประโยชน์ จำแล้วก็ต้องคิด คิดแล้วก็ต้องหาทางหนีความทุกข์

การที่เรามีความหิว กว่ามารดาหรือพี่เลี้ยงจะนำอาหารมาให้ มันก็ทุกข์ แล้วการปวดอุจจาระปัสสาวะมันทุกข์ขนาดไหน ในเมื่อทนไม่ไหวก็ต้องปล่อยให้อุจจาระปัสสาวะมันหลั่งไหลออกมา

ตอนนี้จงนึกถึงสภาพความเป็นจริง

จงอย่าคิดว่าเวลานั้นเราไม่มีจิตใจ มีสภาพเหมือนหัวหลักหัวตอ มันไม่ใช่อย่างนั้น ความรู้สึกมันมีแล้ว

การที่ต้องการความสกปรกโสมมอย่างนั้นไม่มีสำหรับเรา แต่ว่าเราทำไมต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่าเรามีความจำใจ เป็นเหตุสุดวิสัยที่เราสามารถจะเปลื้องตัวได้ มันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ ขอท่านทั้งหลายได้โปรดจงพิจารณาด้วยปัญญาของท่าน

นอกจากนั้นเมื่อเดินได้พูดได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยมารดาและพี่เลี้ยง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นไปตามความปรารถนา ต้องการร้อนอาจจะได้เย็น ต้องการเย็นอาจจะได้ร้อน เพราะเขาจะให้อาหารเฉพาะอาหารที่เขาพอใจ

ถ้าสิ่งใดไม่เป็นความปรารถนาของเขา เขาก็ไม่ให้ เขาไม่เคยถามเราเลยว่า เราต้องการอะไร

ยามป่วยไข้ไม่สบายกว่าจะแสดงออกเรายังบอกไม่ได้ เขาก็ต้องอาศัยการแสดงออกทางกาย รวมความว่าเป็นการวินิจฉัยของหมอหรือพี่เลี้ยงหรือว่ามารดา แต่ไอ้การวินิจฉัยอาการอย่างนั้น มันจะตรงกับความประสงค์ของเราหรือไม่มันก็ไม่แน่ ก็เป็นอันว่าเราก็ต้องนั่งทนทุกข์และทรมานกันต่อไป

เมื่อเติบโตขึ้นถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ความปรารถนามันมีมากยิ่งกว่านั้น ต้องทุกข์เพราะการประกอบกิจการงานทุกอย่างเพื่อการทรงตัว

และเป็นไปตามคำบังคับบัญชาความปรารถนาของผู้ใหญ่

บางทีสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นที่ไม่เต็มใจสำหรับเรา แต่ทว่าเป็นความพอใจของผู้ใหญ่ เราก็จำเป็นจำใจจะต้องประพฤติปฏิบัติตามการกระทำด้วยความไม่เต็มใจ มันเป็นอาการของความสุขหรือความทุกข์ ท่านลองนั่งนึกดู เพราะว่าเราไม่มีอิสระ ทั้งนี้เราก็อย่าไปโทษผู้ใหญ่ เพราะว่าเวลานั้นปัญญาแห่งความรู้สึกความรับผิดชอบของเรามีน้อยที่เราเห็นว่าดี แต่ทว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นมันอาจเป็นปัจจัยของความทุกข์ ในเมื่อมันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ความเดือดร้อน ผู้ใหญ่จะปล่อยให้เราทำอย่างนั้นไม่ได้

เพราะว่าผู้ใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว เด็กทำชั่วเขาก็ด่าว่าเป็นเพราะผู้ใหญ่ไม่ดี

แต่ทว่าอารมณ์ของเรานี้ปรารถนาจะทำอย่างนั้น ก็เรามาน่งนึกความฝืนใจที่เราไม่ปรารถนาจะทำอย่างนั้น เรามีความต้องการอย่างหนึ่ง แต่ทว่าผู้ใหญ่ต้องการอีกอย่างหนึ่ง เมื่อความปรารถนาไม่สมหวังอย่างนี้มันเกิดขึ้นมา มันก็เป็นทุกข์

นอกจากนั้นยังเป็นทุกข์จากการศึกษาวิทยาการต่างๆ การเรียนหนังสือเพื่อความรู้มันก็เป็นทุกข์

การประกอบกิจการงานทุกอย่างที่หาจุดจบไม่ได้ในชีวิต รวมความว่างานประกอบอาชีพนี้ไม่มีจุดจบ จนกว่าจะสิ้นชีพิตักษัยลงไปเมื่อไหร่นั่นจึงจะมีอาการหมดงาน

การทำงานแต่ละอย่าง ค้าขายก็ดี รับราชการก็ดี รับจ้างก็ดี ทำไร่ไถนาก็ดี ใช้วิชาเวทย์มนตร์คาถาก็ดี แต่ละอย่างก็ใช้ความเพียรความพยายาม ต้องอดทนต่อความเหนื่อย ความร้อน ความหิว ความกระหาย เราจะนอนให้มันสบายๆ มันก็นอนไม่ได้ ทั้งนี้เพราะอะไร ถ้าไปนอนเข้ามันก็ไม่มีกิน บางรายเกิดในกองเงินกองทอง แต่ทว่ายังไม่พอ หาความพอไม่ได้ ยังตะเกียกตะกายด้วยประการทั้งปวง อาการอย่างนี้มันก็เป็นอาการของความทุกข์

รวมความว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาจากความทุกข์

---ความรักเป็นทุกข์---

เมื่อถึงคราวที่แต่งงาน อยู่คนเดียวคิดว่ามันไม่มีสุข แต่ความรักเกิดขึ้นในระหว่างเพศ สิ่งใดถ้าเรารักสิ่งนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวว่ามันเป็นปัจจัยของความทุกข์ ตามพระบาลีว่า

"ปิยโต ชายเต โสโก ปิยโต ชายเต ภยัง" ซึ่งแปลว่า ความเศร้าโศกเสียใจมาจากความรัก ภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับเราก็อาศัยความรักเป็นปัจจัย

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะสิ่งใดถ้าเราไม่รัก เราก็ปราศจากการหวงแหน ใครผู้ใดที่ไหนมีความปรารถนาอะไร นั่นเราก็คิดว่าจงทำตามนั้นทำตามความปรารถนาของเธอ สิ่งใดที่เขาชอบใจจงเอาไปในสิ่งที่เราไม่รัก วัตถุก็ดี บุคคลก็ดี

ถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก ใครมายื้อแย่งเราก็โกรธ เพียงแค่ต้องการเราโกรธ ถ้าเขามายื้อแย่งอาจจะต้องประหัตประหารกัน เป็นอันว่าความรักเป็นปัจจัยของความทุกข์ ภัยความรักเป็นปัจจัยทำให้เกิดอันตรายต่างๆ

ต่อมาความป่วยไข้ไม่สบายเกิดขึ้นกับเรามันเป็นสุขหรือทุกข์ อาการเสียดแทงต่างๆ

"โรคะ" แปลว่า โรค แปลว่า ความเสียดแทง

เมื่อโรคมันเกิดขึ้นมาจุดใดจุดหนึ่ง มันก็หาความสบายกายสบายใจไม่ได้ เราต้องตะเกียกตะกายหาหมอมารักษา

สำหรับหมอเราแน่ใจไหมว่า หมอจะมีความเข้าใจในทุกขเวทนาของเราทุกอย่าง ความจริงสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น เราโทษหมอไม่ได้ หมอก็ทำตามความสามารถเท่าที่หมอมีอยู่ แต่ทว่าเราก็ยังเสวยทุกขเวทนากว่าอาการเสียดแทงทั้งหลายเหล่านั้นมันจะหายไป ปัจจุบันหรือโบราณ

ถ้าโบราณเราก็ต้องกินยาขม กินยาฝิ่น กินยาขื่น ทุกข์จากร่างกายไม่ดีมันมีอยู่แล้ว ก็ต้องมาทุกข์เพราะรสน้ำยาขมหรือรสยาฝิ่น เป็นต้น

ในสมัยปัจจุบัน เราถูกแทงด้วยเข็มมันก็เจ็บ ถ้าเป็นยาฉีด เป็นอันว่าเราต้องเสวยทุกขเวทนาอย่างสาหัส เมื่อเรรมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นเพราะร่างกาย

ต่อมาความแก่เกิดขึ้น

ความแก่นี่หูก็ฝ้า ตาก็ฟาง กำลังก็ไม่ดี ความจำก็เลอะเลือนทุกสิ่งทุกอย่างช่วยตัวเองได้ยาก ความทุพพลภาพของร่างกาย เมื่อความปรารถนาสิ่งใดในสมัยความเป็นหนุ่มเป็นสาว เราจะต้องการทำอะไรก็ทำได้ตามใจนึก เพราะว่ากำลังวังชาดี

แต่ทว่าพอเราแก่เข้าแล้วนี่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ตามใจเรา มือและเท้ามันอ่อนเพลีย เราอยากเดินให้มันไวมันก็ไวไม่ไหวเพราะกำลังมันตก อยากจะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่างตามสมัยที่เป็นหนุ่มเป็นสาวเราก็ทำไม่ได้ กำลังไม่ดี หูจะฟังสิ่งต่างๆมันก็ฟังไม่ค่อยถนัด ตาก็ฝ้าฟางมองไม่ถนัด อาการอย่างนี้เป็นปัจจัยของความสุขหรือว่าความทุกข์

ถ้าเราจะตอบกันอย่างสามัญชนคนธรรมดาก็ชื่อว่าความทุกข์

---ต่อมาเมื่อสิ่งที่เราพลัดพรากจากกัน---

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างต้องจากเราไป ทั้งๆที่เรายังมีความรัก เราปรารถนาในสิ่งนั้นยังมีอยู่

องค์สมเด็จพระบรมครูทรงกล่าวว่า นี่มันเป็นปัจจัยของความทุกข์

ต่อมาภัยใหญ่จะถึงกับเรา คือ ร่างกายมันจะตาย

ถ้าจิตใจของเรายังเกาะร่างกายถือว่ามันเป็นเรา เป็นของเรา มีอารมณ์ฝืนกฎธรรมดา เกิดเป็นเด็กหนุ่มเป็นสาว อันนี้ตามธรรมดา

พอถึงความเป็นหนุ่มเป็นสาวเราไม่อยากแก่ ฝืนธรรมดาแล้ว เมื่อร่างกายเราเกิดมาไม่ต้องการจะมีโรคภัยไข้เจ็บ นี่ก็เป็นอารมณ์ฝืนธรรมดา

---มรณภัย---

ในที่สุดความตายมันเข้ามา เราก็ไม่อยากตาย บนบานศาลกล่าวกับปู่เจ้าทั้งหลายว่า

"ขอข้าพเจ้าจงอย่าตาย จงอย่าป่วยไข้ไม่สบาย"

แล้วจะมีผู้ใดมีอำนาจเกินกว่า พญามัจจุราช พญามัจจุราชจะห่ำหั่นไม่ว่าใครทั้งหมด ไม่ว่าคนหรือสัตว์เล็กหรือใหญ่ ย่อมไม่ให้อภัยแก่ใคร สามารถที่จะบดขยี้ชีวิตคนและสัตว์ทั้งหลายให้พินาศไปด้วยพลังอำนาจของตน

องค์สมเด็จพระทศพลตรัสไว้ใน "ธรรมนิยาม" ว่าเหมือนกับภูเขาใหญ่เหล็กใหญ่ลุกจนไฟแดงโชน กลิ้งลงมา ๔ ทิศ บดขยร้ร่างกายของคนและสัตว์ให้พินาศไปฉันใด "มรณภัย" คือความตายก็มีสภาพเช่นนั้น ไม่เคยให้อภัยกับใคร จะเป็นใครอยู่ในฐานะใดก็ตาม ก็ตายด้วยกันทั้งหมด เมื่อถึงเวลาตาย

นี่แหละบรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย ที่พูดมานี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า

ความเกิดมันเป็นทุกข์
ความแก่มันเป็นทุกข์
โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดกับร่างกายมันเป็นทุกข์
ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์
ความตายเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะว่าเราไม่อยากตาย

---โมกขธรรม---

ในเมื่อเราเกิดมาเพื่อตายอย่างนี้ เพื่อแสวงหาความทุกข์อย่างนี้ เราจะเกิดชาติไหนหรือว่าเกิดชาตินี้จะมีฐานะอะไรก็ตามที มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่อมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะตั้งใจอยากจะเกิดต่อไปหรือยังไง

ถ้าเราเกิดต่อไปเราก็ไม่พ้นความทุกข์ ก็ไปนั่งนึกดูถึง พระโมคัลลาน์ และ พระสารีบุตร เป็นลูกมหาเศรษฐีมั่งมีทรัพย์มาก

แต่ทว่าท่านได้พิจารณาเห็นแล้วว่า คนทุกคนที่มานั่งดูมหรสพตายหมด ผู้แสดงมหรสพไม่ช้าก็ตาย แม้แต่ท่านทั้งสองก็จะต้องตายเหมือนกัน จึงได้คิดว่า

"ธรรมใดที่จะทำให้คนตายมีอยู่ ก็ต้องมีธรรมที่ทำให้คนไม่ตายมีอยู่เหมือนกัน"

เพราะในโลกนี้มีแต่ของคู่กัน ของเดี่ยวไม่มี มีความสุขและก็ต้องมีความทุกข์ มีสว่างแล้วก็มีมืด

เป็นอันว่ามันต้องมีคู่กันอย่างนี้ จึงได้แสวงหาความดีคือ "โมกขธรรม" คือ ธรรมที่เป็นเครื่องพ้น

นี่สำหรับพวกเราทั้งหลายที่อยู่ร่วมกัน มีใครบ้างไหมที่ยังมองไม่เห็นทุกข์ คนที่มองไม่เห็นทุกข์ก็คือ คนที่แสวงหาความโลภเป็นปัจจัย ยึดถือความโกรธ ความพยาบาท จองล้างจองผลาญระแวงสงสัยบุคคลทั้งหลายและบุคคลอื่น ว่าคนทั้งหลายเป็นศัตรูกับเรา นี่ยังมีความหลงอยู่มาก

และหลงใหลใฝ่ฝันยึดว่าขันธ์ ๕ และทรัพย์สินทั้งหลายจะทรงอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย รวมความว่ามีใจติดอยู่ในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คือ

อยากได้ลาภ ได้ลาภมาแล้วดีใจ ไม่ได้คิดว่าลาภกับเราจะอยู่ด้วยกันได้นานขนาดไหน เมื่อลาภหมดไปก็เสียใจ

อยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์ ได้ยศถาบรรดาศักดิ์มาก็ดีใจ ไม่ได้คิดว่ายศทั้งหลายเหล่านี้เขาให้เราได้ มันก็สลายลงได้

นึกอยากจะปรารถนาความสุข สุขที่อิงไปด้วย อามิส คือสิ่งของ เมื่อความสุขมันมีมาก็ไม่ปรารถนาความทุกข์ แต่มันของคู่กัน สุขมีที่ไหน ทุกข์มีที่นั่น เป็นอันว่าเราก็ไม่พ้นความทุกข์

และการนินทาและสรรเสริญ ใครเขานินทาไม่ชอบใจ ใครเขาสรรเสริญชอบใจ อาการอย่างนี้เป็นความหลงของคนเต็มไปด้วยความโง่ อาการอย่างนี้ทั้งหมดเราจะหาทางเลี่ยงด้วยอาการอย่างไร

รวมความว่าที่มันจะมีเหตุอย่างนี้ได้ก็อาศัย "ความเกิด" เป็นปัจจัย

---สำรวมใจอยู่ในขอบเขตของความดี---

อันดับต้น ขอให้บรรดาท่านทั้งหลายรวบรวมกำลังใจของตน ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้ ผมถือว่าต้องใช้อาการอย่างนี้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง นั่นก็คือ สำรวมใจอยู่ในขอบเขตของความดี

อันดับแรก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก เวลาหายใจเข้า รู้อยู่ว่าหายใจเข้า เวลาหายใจออก รู้อยู่ว่าหายใจออก หายใจเข้ายาวหรือสั้น หายใจออกยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ เป็นการคุมสติสัมปชัญญะ ถ้าจะภาวนาเวลาหายใจเข้าภาวนาว่า "พุท" เวลาหายใจออกภาวนาว่า "โธ" ไม่ต้องออกเสียงนึกในใจ รวบรวมกำลังใจของเราไว้ในขอบเขตเพียงนี้ นี่เป็นอันดับต้นของการเจริญพระกรรมฐาน แต่ผมว่าไม่ต้นสำหรับท่านทุกคน เพราะบางท่านเจริญพระกรรมฐานมานับเป็นปีๆ ก็ยังมีอารมณ์ฟุ้งมีอารมณ์ซ่าน มีอารมณ์ทะเยอทะยาน แสดงว่าไม่ได้ลดอะไรลงไปเลย การไม่ลดของการบวชก็แสดงว่าเป็นการเพิ่มโทษของกิเลสให้มันเพิ่มขึ้น หากว่าท่านทั้งหลายพยายามฝึกใจเพียงเท่านี้

วิธีฝึกใจของท่านทุกคนจงลง "พรหมทัณฑ์" ตัวเอง หมายความว่า ถ้าไม่จำเป็นใดๆ เราจะไม่พูดกับใครทั้งหมด กำหนดจิตไว้อย่างนี้ เพราะว่าเราจะถืออารมณ์ คุมอารมณ์ไว้ในด้านของความดี คือ จิตไม่ยอมรับสภาวะของกิเลส ไม่ยอมเคารพอารมณ์ของกิเลส ถ้าไม่จำเป็นจงอย่าพูดกับใคร ถ้าพูดกับใครก็จงพูดโดยธรรม พูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์

และไม่ก้าวก่ายพาดพิงไปถึงอำนาจของความรัก อำนาจของความโลภ อำนาจของความโกรธ อำนาจของความหลง เจรจาโดยธรรม ก็คือว่าเจรจาเฉพาะเหตุที่จะทำยังไงให้เราพ้นทุกข์

เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ว่ายังไง อันนี้เป็นของไม่ยาก

ถ้าคิดอย่างนั้นมันไม่สบายใจ มีคาสเซ็ท มีเครื่องบันทึกเสียง เอาคาสเซ็ทไปฟังตามอัธยาศัย ใจมันจะอยู่ที่ธรรม

เมื่อใจมันอยู่ที่ธรรม หูมันอยู่ที่ธรรม อย่างนี้จิตใจมันก็สงบ ความฟุ้งซ่าน ความเดือดร้อนมันก็ไม่มี อารมณ์ระยำอัปรีย์คือ ความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันจะเบาบางไปทีละน้อยๆ เพราะอาศัยใจของเราที่ไม่คบกับมัน

นี่แหละบรรดาพระโยคาวจรทุกท่าน การแก้อารมณ์จากมารที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยของความทุกข์ แก้แบบนี้ ค่อยๆทำไปทุกทีๆ นานเข้าอารมณ์มันจะชิน ในที่สุดจิตเราก็จะมีแต่ความสงบ สามารถที่จะบังคับให้อารมณ์ที่เป็นอกุศลไม่สามารถที่จะมายุ่งกับอารมณ์จิตของเราได้ เราก็จะสบาย

จุดนี้ถือเป็นจุดปัจจัยอันหนึ่งที่จะเป็นเหตุให้ทำให้เราพ้นทุกข์

เอาละ ท่านทั้งหลาย สำหรับวันนี้พูดมาครับ ๒๙ นาทีแล้ว ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้

ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านทั้งหลายพยายามตั้งกายตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าท่านทั้งหลายจะเห็นสมควร และเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเวลานี้ผมจะไม่ตั้งเวลาไว้ให้ และจะไม่เตือนใจเวลาสำหรับเลิก เพระาบางทีบางท่านพอเวลาอย่างนั้น พอได้ยินเสียงกรวดน้ำก็ตกใจ แต่ไอ้ความที่จิตยังสบายอยู่ ทั้งนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายทำไปตามสะดวก ทำตามความประสงค์ของตน จึงจะไม่เร่งรัด ให้บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนอยากจะทำานเท่าไหร่ก็ได้ นั่งไม่สบายก็นอน นอนไม่สบายก็ยืน ยืนไม่สบายก็เดิน จะนั่งอิริยาบทใดก็ได้ ถ้าเราอยู่คนเดียว

เอาละ ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านทั้งหลายพยายามตั้งกายตรง ดำรงจิตให้มั่น กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก ใช้คำภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าท่านทั้งหลายจะเห็นสมควร

Copyright © 2001 by
Amine
27 ธ.ค. 2544 22:12:06