Make your own free website on Tripod.com
สนทนาธรรม

สมเด็จท่านทรงตรัสว่า
"เวลานี้คนที่จะเป็นพระอริยเจ้าก้าวขึ้นมามาก มันไม่ใช่มีแต่ผู้ใหญ่ ไอ้เด็กเล็ก ๆ ที่มีนิสัยเป็นพระอริยเจ้าก็เยอะ"

ฉันตอบว่ายังไงรู้ไหม ก็กราบทูลท่านบอกว่า
"มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของข้าพระพุทธเจ้า"

เรื่องอะไร ใครจะเป็นก็เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น จะไปนั่งห่วงชาวบ้านเมื่อย ไม่เอาหรอก อักขาตาโร ตถาคตา พระพุทธเจ้าท่านยังตรัสว่า ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก ไอ้เรามีหน้าที่บอกเราก็บอก บอกแล้วใครจะไปนรกไปสวรรค์ก็ตามใจ ไอ้จะเอาใจไปนั่งห่วงคนนั้นคนนี้เกรงจะไปนรก เกรงจะไปสวรรค์ชั้นต่ำ อยากจะให้เป็นพรหม เกรงว่าจะไปพรหม ไปนิพพานดีกว่า ใครไม่รักดีก็เป็นเรื่องของใคร จะไปนั่งเคี่ยวเข็นนั่งแซะใคร เลิก พูดให้ฟัง จำก็จำ ไม่จำก็ช่าง

ก็เป็นอันว่า มันก็เป็นภาระ ท่านก็บอกว่า
"ใช่ อักขาตาโร ตถาคตา ฉันเคยพูดว่า ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก คุณก็ต้องใช้อักขาตาโร ตถาคตาเช่นเดียวกัน หมายความว่า คุณก็มีหน้าที่แต่เพียงผู้บอก แต่ว่าไอ้งานบอกนี่มันจะกว้างออกไป"

โอ้โฮ.. ไม่ไหวนะ ถ้าต้องซื้อเครื่องเจ๊ทสัก ๑๐ เครื่อง นักบินมีใช่ไหม บินไปเครื่องหนึ่ง อีก ๓ เครื่องจอดไว้เตรียมพร้อม ได้ข่าวว่าไอ้นั่นมันจะพังบินรับต่อไปอีก ดันหาที่ลงไม่ได้น่ะซิ เสร็จ

ท่านบอกว่ามันกว้าง ฉันก็เลยบอกว่าทำยังไงจะแก้ไขได้ ตัวเองมันไสไม่ไหว ท่านก็เลยบอกว่า ไม่ต้องไปไหนมากหรอก เป็นแต่เพียงรอรับวิธีการรับไว้ก็แล้วกัน คือ ให้ความรู้ตามสมควร ถามท่านว่าความรู้ตามสมควรเขาให้กันยังไง ต้องถามนะ ถ้าไม่ถามล่ะโดนเฉ่งเอา ไอ้ความรู้ตามสมควรของท่านนี่ เราน่ะไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราจะรู้ไม่ได้ว่าไอ้ใครคนไหนมันมีกิเลสยังไงบ้าง คำว่าเขามีกิเลสอะไร เราจะสอนแบบไหนเขาถึงจะเข้าใจ นี่ไม่ใช่วิสัยของพระสาวก มันเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ ก็ต้องทูลขอพรว่า

"คำว่า สมควรก็ขอให้เป็นหน้าที่ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็แล้วกัน"

ท่านบอกว่า "ใช่ เรื่องนั้นเป็นหน้าที่ของฉัน แต่ว่าเธอต้องเป็นสะพาน ต้องอาศัยเสียง"

แล้วก็เลยถามท่านว่า "วิสัยของสัตว์ที่จะเป็นพระอริยเจ้านี่มีมากมายเพียงใด"

ท่านบอก "การขึ้นคราวนี้กว่าจะลงของพระพุทธศาสนา คนที่จะบรรลุมรรคผลคราวนี้นับโกฏิขึ้นไป"

ไอ้โกฏิน่ะ ฉันสงสัยมันโกฏิลูกเล็ก ๆ นะ โกฏินี่ไม่ได้หมายความว่าเป็นวิสัยที่จะสอนให้เป็นพระอริยะนะ คือ พระพุทธศาสนาขึ้นคราวนี้จะไปโทรมเอา พ.ศ. ๔๕๐๐ ช่วงนี้จะขึ้นตะพึด ขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่ง ต่อไปไม่ช้า คำว่านิพพานจะพูดกันติดปากเป็นของธรรมดา จะเห็นเป็นเรื่องปกติเหมือนกับ อู๊ว.. ไปดูหนังกันเถอะโว้ย แทนที่จะชวนไปดูหนัง เราไปซ้อมทางเดินไปนิพพานดีกว่า มันจะเป็นเรื่องธรรมดา

แต่เวลานี้ไม่เห็นแปลกอยู่แล้ว ถ้าเราจะถอยหลังจากนี้ไปสัก ๒๐ ปี กับเวลานี้ จิตใจของคนต่างกันเยอะ นี่พูดกันด้านของความดีนะ ไอ้ที่เขาเลวเขาก็เลวทวีคูณขึ้น จนกระทั่งพ่อแม่เขาไม่ถือเป็นสรณะ ใช่ไหม พ่อแม่ไม่ใช่ ลืมพ่อแม่ พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เราเกิด เขาว่ากันอย่างนั้น ปล่อยไป ช่างเขา ปล่อยไปอบายภูมิ

แต่ฝ่ายสุคติเวลานี้ฟังแล้วทุกคนอยากไปนิพพาน จดหมายที่มีมาเป็นร้อย ๆ ฉบับ กองอยู่ในกฏิ เวลานี้เป็นร้อยแล้ว อ่านแพล๊บพอมองดูก็อยากจะไปนิพพาน จดหมายอย่างนี้มันมี ๙๙ เปอร์เซนต์ ก็มีหลายคนส่วนมากที่ไม่เคยมาเลย อ่านหนังสือ ฟังเทป ก็สนใจอยากจะพบหลวงพ่อ สนใจเรื่องพระนิพพาน บอกไม่ต้องมาหรอก มาก็แค่นั้นแหละ มาจริง ๆ จะไม่ได้รับผลจริง ๆ อย่างอ่านหนังสือ หรือจะไม่ได้รับผลจริง ๆ อย่างฟังเทป จะไปนั่งฝึกกันยังไง ไอ้วัน ๆ ก็มีภาระมากบอกได้เฉพาะจุด จี้มากไม่ได้

ในเมื่อพระองค์ทรงตรัสว่า ภาระมันจะหนัก ก็เลยบอกว่า "ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ไม่นานหรอก ไม่ถึงอีกโกฏิปีตายแน่"

ท่านก็บอก "ไม่ใช่หรอก คุณทำพื้นฐานที่เราจะวางไว้"

ถามว่า "พื้นฐานเฉพาะองค์อื่นไม่มีรึ?"

ท่านก็บอกว่า "พระองค์อื่นท่านก็มีความสามารถ ไม่ใช่ไม่มีความสามารถ แต่ว่าสงสัยคนที่เรียนจบกรรมฐาน ๔๐ กับมหาสติปัฏฐานสูตรควบกันมีกี่องค์?"

บอก ไม่เคยถามชาวบ้านเขาเลย

ท่านบอก ไม่มี ไปไล่ดูให้ดีเถอะ เวลานี้ปัจจุบันทั้งหมด ไม่มีใครเขาจบ มันเหลืออยู่แกคนเดียว ท่านปานก็ตายไปแล้ว นอกจากหลวงพ่อปานแล้วมีอีกไหมทำกรรมฐาน ๔๐?"

ท่านบอกว่า "ผู้ที่จะทรงกรรมฐาน ๔๐ ต้องเป็นฝ่ายพุทธภูมิถึงขั้นปรมัตถบารมี ถ้ายังไม่เป็นปรมัตถบารมีนี่ยังไม่มีกรรมฐาน ๔๐ ครบ"

คำว่า ครบ นี่หมายความว่า ทำได้หมดนะ ทำได้หมดแล้วก็จบหมด กรรมฐาน ๔๐ นั้นมันหลายถึง สมถะนะ ใช่ไหม คือว่าทำได้หมดทุกจุด ต้องทรงฌาน ๔ ได้หมด จึงจะเรียกว่าทรงกรรมฐาน ๔๐ ครบ

เราก็ลองนั่งไล่เบี้ยดูมันขาดอะไรบ้างหว่า ไม่ต้องไปนั่งไล่ เพราะรู้ตัวมานานแล้ว ล่อเสียเขี้ยวเหี้ยน

แต่ความจริงพวกสาวกภูมิเขาสบาย ถ้าสาวกเขาก็เรียนแค่นั้นแหละ แค่ตูดหมา เอ๊ะ..ไอ้ตูดหมานี่อย่าว่าง่ายนะ หมามันวิ่งเร็วนะ จับตูดมันดีไม่ดีมันกัดเอาอีก ใช่ไหม คือว่าเรียนง่าย ๆ นะ เอาจุดใดจุดหนึ่ง คือไม่ต้องไปเอาทั้งหมด

แต่ว่าถ้าจะเรียนเตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต นี่ต้องเรียนมากหน่อย ถ้าจะเรียนถึงขั้นเตวิชโชขึ้นไปต้องละเอียดนิดหนึ่ง ต้องไปมั่วสุมอยู่กับนิวรณ์ ๕ ประการ ให้คล่องตัว และก็จะต้องเข้าไปคบหาสมาคมกับกสิณ ถ้าหากว่าไม่ไปคบกับกสิณ ไม่มีทางได้วิชชาสาม ใช่ไหม กสิณเฉพาะ ถ้าหากว่าเป็น อาทิกัมมิกบุคคล บุคคลผู้เริ่มต้น ต้องใช้กสิณ ๓ อย่าง คือ เตโชกสิณ อาโลกสิณ โอทาตกสิณ คือว่า กสิณไฟ กสิณแสงสว่าง กสิณสีขาว แต่ว่าคนที่เคยฝึกมาในกาลก่อนแล้ว กสิณอะไรก็ใช้ได้ เพราะเคยได้มาแล้ว

อันนี้ก็หมายความว่าต้องฟั่นเฝือกันถึงฌาน ๔ พอฟั่นเฝือกันถึงฌาน ๔ แล้วจะต้องมาปล้ำอารมณ์ให้เข้าถึง ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ กับ ทิพจักขุญาณ ไม่ใช่ของง่ายเลย ต้องใช้เวลาอีกเยอะ ต้องใช้กำลังพากเพียรอย่างหนัก ต้องมีความบ้าพอ ถ้าบ้าไม่พอไม่ได้

ไอ้คำว่า บ้าพอ ต้องบ้าจริง ๆ นะ ต้องใช้อารมณ์เกินคนธรรมดา หมายความว่า เราจะต้องไม่หนักใจ ไอ้เรื่องความทุกข์ความยากลำบากการฝึกไม่หนักใจ สู้สะบัด แล้วต้องมั่นใจในกำลังใจของตนเอง

ประการที่สอง ไม่เห็นความสำคัญของชีวิต จุดนี้เป็นจุดที่มีความสำคัญที่สุด ไม่ว่าฌานขั้นไหน ถ้ายังมีความห่วงชีวิตอยู่ละไม่มีทางแหง.. เสร็จ บางทีร่างกายดี ๆ พอนั่งปุ๊บ ท้องมันเสียดอืดขึ้นมาแล้ว ฉันเคยโดนหลายหน มันไม่อืดเฉย ๆ นะ มันแน่นอึ๊ด ๆ ขึ้นมาจุกหน้าอก ทำท่าจะตาย ทำท่าจะตาย หนัก ๆ เอ๊ะ .. ทำไมไม่หาย ลองดู ทำไมไม่หาย กินยา เลิก กินยาก็ไม่หาย ดมยาก็ไม่หาย ทำยังไงไม่หาย ผลที่สุดจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย บอก

"เออ..มึงพังได้ก็ดี กูจะได้สบายเสียทีว่ะ เป็นขี้ข้ามึงมานานแล้ว เอ้า..เอาเลย"

รวบรวมกำลังใจ จับขันธ์ ๕ เป็นทุกข์หาความสุขไม่ได้ กูเป็นขี้ข้ามานานแล้ว มึงกับกูเลิกคบกัน พอเริ่มจับลมหายใจเข้าออก มันหายเลย ไอ้นี่เขาเรียกว่า ขันธมาร การป่วยไข้ไม่สบาย การเจ็บโน่นเจ็บนี่ เขาเรียกกันว่า ขันธมาร ขันธคือ ร่างกาย มาร คือ ผู้ฆ่า อาการทางกายเกิดขึ้นมาเป็นการฆ่ากำลังใจที่จะเข้าสู่ความดี ถ้าเราแพ้มันตอนนี้เราพัง

นี่ถ้าคนดีเขาไม่ไหวแล้ว หายใจไม่ออกเลิกดีกว่า เดี๋ยวตาย นี่คนดีนะ ไอ้คนบ้า เอ้า..มันจะตาย ตายไปช่างมัน กูเป็นขี้ข้ามานานแล้ว กูไม่เอากับมึงละ อยากจะตายก็เชิญ ตายเมื่อไรกูสบายเมื่อนั้น เสร็จ พอมันเห็นเราบ้า เลิก

มีหลายวาระที่มีอาการแบบนี้ บางทีนั่ง ๆ ไปมันก็ดีทุกอย่าง หวัดก็ไม่เป็นดันเสือกหายใจไม่ออกเสียแล้ว จมูกตันมาเฉย ๆ อ้าว .. เราก็หายานัตถ์ หายาดมมันก็ไม่หาย ไอ้การแก้ง่าย ๆ มีอยู่ แต่เชื้อสายจริยาเป็นหวัดมีอยู่ เราก็ไม่ว่า ไอ้นี่มันดี โปร่ง ๆ ทั้งกายและใจโปร่งหมด พอเริ่มจิตเข้าสู่อุปจารสมาธิมันมาเลย พอมันมาปั๊บ เอ้า..คลายลงมาหน่อย ยอมแพ้มันนิดหนึ่ง ยอมแพ้มันนิดเอายาไปใช้เหอะ ทำไปซิไม่มีทรมาน เอ้า..ไม่มีความหมาย ตามสบายเถอะ ถ้าเอ็งอยากจะทรมานขันธ์ ๕ เอ็งทรมานไป ข้าสบายแล้ว

เคยเจอะหน้ากันบ่อย ๆ บอก อ้าว..เอ็ง เอ็งอย่าทรมานข้า คือ จิต ไม่มีทาง ร่างกายพังสบายเมื่อนั้น จับอารมณ์ตึ้บ โน่นเผ่นพรวดไปนอนแหงสบาย อีตอนนั้นบ้านแคบเพราะว่ายังเป็นพุทธภูมิใช่ไหม ขึ้นไปนอนกระดิกเข่าสบาย โก๋ ว่าง ๆ นั่งมองดูเน่าหรือยังหว่า เอ๊ะ ยังไม่เน่า ไม่เน่านอนต่อไป มองดูอีกทียังไม่เน่า ๔ - ๕ ชั่วโมงยังไม่ตาย ยังหายใจอยู่เลย เดี๋ยวมาแล้ว ใครมารู้ไหม ฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ สว่างพุ่งมาก่อน

"คุณ มาทำไม?"

ก็บอกว่า "นอนเล่น"

ถามว่า "นอนเล่น จะกลับหรือไม่กลับ?"

บอกว่า "กลับทำไม"

ถามว่า "ทำไมไม่กลับ"

บอกว่า "ไอ้นั่นมันจะตาย ปล่อยมัน"

บอก "มันตายเมื่อไร มันเลิกแล้ว"

บอก "เลิกก็ช่างมัน"

บอก "ไม่ได้ต้องรีบไป"

บอก "ไม่ไปเสียอย่างจะว่าอย่างไร"

มันยังไม่สว่างนี่ ตั้งแต่ ๓ โมงเย็น มันยังไม่สว่าง ถ้าลงก็ลงตอนสว่าง บอก อ้าว..สว่างกลับ ถ้ามันดีนะ ถ้าไม่ดีกลับมาใหม่ ลงไปแล้วปรากฎว่าพวกหมอเยอะเลย ลงมาถึงที่ ลืมตาขึ้นมา หมอบานเลย

ถาม "หมอมาทำไม?"

"เอ..ท่านสลบไปหลายชั่วโมง"

"ข้าสลบเมื่อไร"

บอก "เรียกยังไม่รู้"

บอก "ทำไมไม่รู้ นอนดูแกอยู่ แกเสือกเรียกให้ดูตัวผี มันจะไปรู้ได้ยังไง"

เฮอะ..ไอ้หมอแย่ ไอ้หมอมันเสือก หลวงพ่อปานท่านบอกแล้วไม่เชื่อ แต่หมอเขาก็หวังดีนะ วิ่งกันเหงื่อแตกพลั่ก ไอ้หมอยาสูงก็มี ไอ้หมอยาต่ำก็มี ไอ้หมอยากลาง ๆ ก็มี ฮึ..หมอยาสูงหมออะไร ฮึ ไอ้หมอยาสูงก็เก็บใบไม้บนยอดไงล่ะ ยาชั้นสูงใช่ไหม ไอ้หมอยาต่ำก็ฟันดินปั๊บ ๆ เอาหัวนั่นหัวนี่ ไอ้หมอยากลาง ๆ ก็พวกหมอฉีด โอ้ย..ล่อกันมากหมอ ล่อกันเหงื่อแตก ไปตามหลวงพ่อปานมา ท่านเดินมาดู ๆ แล้วก็กลับ

บอก "ช่างมัน อยากตายก็ช่างมัน"

ไอ้พวกนั้นเขาก็สงสาร ชาวบ้านชาวเมืองมากันมานั่งคอยกัน เราก็ไม่เห็นมันตาย ลงมาก็ถาม

"แกรักษาทำไม"

แกจะให้กินยา บอก "พอ ๆ ข้าไม่กินละ ข้าหายแล้ว"

เขาถามว่า "หายยังไง"

บอก "ข้าหายเสียอย่าง หมดเรื่อง แกมันเสือก ข้าไม่ได้ป่วยนี่หว่า"

บอก "ไม่ป่วยยังไง ผมเอาสำลีรองจมูกดู ไม่มีลม"

"ก็สำลีแกมันแข็ง ก็ไม่ไหวซิ"

ก็เวลาไป เข้าฌาน ๔ มันจะหาลมอะไรได้ ออกไปได้อย่างนั้นมันต้องเป็นฌาน ๔ ฌาน ๔ ลมมี แต่ละเอียดมาก จนกระทั่งตัวเองก็ไม่รู้สึกว่าลมหายใจมีอยู่ มันเป็นอย่างนี้

เป็นอันว่า การจะทำให้ได้ผลจริง ๆ ต้องใช้กำลังใจเรียกอย่างนี้ก็แล้วกัน บ้า ๆ บอ ๆ หน่อยนะ คือคำว่า บ้า ๆ บอ ๆ หมายความว่า ต้องใช้กำลังใจผิดปกติธรรมดา คือ ใช้อารมณ์เข้ม แต่ว่าไม่ทรมานตัว ไอ้การที่จะทรมานหมายความว่า นั่งอยู่ชั่วโมงสองชั่วโมงสามชั่วโมง อย่างนี้อย่าไปใช้ ไม่มีผล คือว่า ทำมันแค่ขันธ์ ๕ สบาย

ถ้าขันธ์ ๕ มันถูกฝืนหนัก ใจเราจะไม่เป็นสมาธิ มันจะไปอยู่ที่ตัวปวด ถ้านั่งพับเพียบมันไม่สบาย เราก็นั่งขัดสมาธิ นั่งขัดสมาธิไม่สบายอย่าเหยียดขา เหยียดได้แต่อย่าเหยียดไปทางพระพุทธ อยากจะนอนตะแคงซ้ายตะแคงขวา นอนหงาย โก้งโค้งนอน นอนยังไงก็ช่างเถอะ ท่าไหนสบายทำแบบนั้น จะลุกจะเดินจะนั่ง ทำอะไรตามเรื่องให้จิตมันทรงตัว แต่ว่าเวลาที่จิตปัก อารมณ์สนิทนี่ ถ้าอารมณ์มันซ่ายพั๊บ มันคุมไม่อยู่ เปลี่ยนทันที เปลี่ยนใช้การพิจารณาแทน

พอมาพิจารณาเข้าแล้วจิตไม่สามารถจะทรงตัวอีก กลับไปใช้อารมณ์หยุด ภาวนา กำหนดลมหายใจเข้าออก มันไม่ไหวอีก ถ้าสองอย่างไม่ไหวต้องเลิกทันที อย่าฝืน ถ้าฝืนไม่ช้าเป็นโรคเส้นประสาท ปล่อยอารมณ์ตามสบายพอแล้ว ได้เท่านี้ก็พอ

และต่อไปถ้าร่างกายมันเป็นสุข อารมณ์ใจเป็นสุขก็ว่ากันไปใหม่ ต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาว การปฏิบัติ แต่ว่าขออย่างเดียว ให้กำลังใจจับจุดเฉพาะเอาจริง ๆ ถ้าไม่ได้ให้มันตายไป คำว่า ไม่ได้ให้มันตายไป ก็ค่อยริดทีละเล็กทีละน้อย

อันดับแรกเขาฝึกปั๊บ เขาจับนิพพิทาญาณเลย วิปัสสนาญาณ ๙ ไปนั่งไล่ ๑ , ๒ , ๓ มันไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างมันรวมอยู่ที่นิพพิทาญาณเป็นอันดับแรก และ สังขารุเปกขาญาณ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ๑ , ๒ , ๓ , ๔ , ๕ , ๖ , ๗ , ๘ , ๙ นี่มันเป็นเรื่องธรรมดาของการบอกวิธีการ แต่ตัวแท้ของผลที่จะพึงปฏิบัติก็คือ

๑. นิพพิทาญาณ ไอ้ตัวเบื่อกายเรา เบื่อกายชาวบ้าน เบื่อวัตถุ แต่ว่าจงอย่าไปเบื่ออย่างไม่มีเหตุผล ต้องเบื่ออย่างมีเหตุผล เขาว่าร่างกายมันสกปรก ร่ายกายมันไม่ดี ร่างกายเราไม่ดี ร่างกายเขาไม่ดี วัตถุธาตุอื่น ๆ ก็ตามันไม่มีอะไรสะอาด ในเมื่อร่างกายยังอยู่ จำเป็นจะต้องอาศัย ก็ปฏิบัติตามหน้าที่ คิดว่าถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไร สภาวะอย่างนี้ไม่มีสำหรับเราอีก เราไม่ต้องการร่างกายที่มีขันธ์ ๕ คือ ความเป็นมนุษย์ ไม่ต้องการร่างกายของเทวดาและพรหม ซึ่งมันเป็นสุขไม่ช้าไม่นาน สิ่งที่เราต้องการคือ พระนิพพาน

ตรงนี้จะต้องพยายามเอาจิตเข้ามาตัดราคะ คุมอารมณ์ราคะให้หนัก ไอ้นี่มันเป็นกิเลสเย็น และก็โลภะอีกตัว มันเป็นกิเลสเย็น ไอ้นี่กินใจถอนยาก ใช่ไหม ไอ้สองตัวนี้มันร้อนเหมือนกัน แต่มันร้อนเราไม่รู้สึก มันเป็นประเภทไฟเย็น ต้องหาทางห้ำหั่นตัดทีละน้อย ๆ เวลาที่ปฏิบัติจงอย่าคิดว่าเราเป็นผู้ชนะในทันทีทันใด และก็ตั้งใจว่า ฉันสักวันหนึ่งข้างหน้า ฉันต้องชนะแกแน่ พอจิตเราเป็นนิพพิทาญาณปั๊บ ประเดี๋ยวเผลอเห็นของดีเสียอีกแล้ว มันก็สลับกันมาสลับกันไป ไม่ช้อารมณ์จิตมันก็ชิน

สิ่งที่จะตัดกามฉันทะก็คือ กายคตานุสสติ กับ อสุภกรรมฐาน แต่อย่าลืมนะ ต้องบวกด้วยวิปัสสนาญาณ ต้องใช้สักกายทิฏฐิเข้าควบทันที ไม่ว่าทำอะไรทั้งหมด ร่างกายเป็นชิ้นเป็นท่อนเป็นตอน มีอาการ ๓๒ นี้เป็นกายคตานุสสติ เห็นว่าร่างกายทั้งหมดเป็นของสกปรก เป็นอสุภกรรมฐาน ไอ้นี่สกปรกด้วย เป็นชิ้นเป็นท่อนเป็นตอนด้วย เป็นอนิจจัง มันหาความเที่ยงอะไรไม่ได้ เกาะมันไว้มันก็เป็นทุกข์ ผลที่สุดมันก็พัง เกาะไม่อยู่ และเรื่องอะไร องค์สมเด็จพระบรมครู เห็นว่า มันไม่ดีไม่งามจะหลงใหลเพื่อประโยชน์อะไร มันจะตายเมื่อไรก็เชิญตาย มันจะแก่เมื่อไรก็เชิญแก่ มันจะป่วยก็เชิญป่วย ช่างหัวมัน ฉันไม่ต้องการนาย นายตายเมื่อไรฉันสบายเมื่อนั้น สิ่งที่เราจะไปก็คอื นิพพาน นี่ตั้งอารมณ์แค่นี้ ได้ไป

สำหรับโลภะ ความโลภ คนที่มีทรัพย์สินมาก ๆ ตายแล้วแบกอะไรไปได้บ้าง ไม่มีแบกไป แต่ว่าในเมื่อมีชีวิตอยู่ มันต้องหา เพราะร่างกายมันจะกิน ร่างกายมันจะใช้ ถ้าไม่หามาเดินแก้ผ้าโทง ๆ ก็เสร็จ ใช่ไหม เราก็ต้องกินต้องมีบ้าน อยู่ตามหน้าที่ แต่ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้จะไม่มีกับเราอีกในเมื่อร่างกายมันพัง เราไม่ต้องการอะไรทั้งหมด แม้แต่ร่างกาย นี่มันเป็นอารมณ์ของพระนิพพาน

สำหรับโทสะ ที่มันเกิดมา โทสะ คือ อารมณ์บ้า เราไม่ต้องการ ค่อย ๆ ลดมา มันจะลดทีเดียวไม่ได้ อาศัยเมตตากรุณาไว้ ทำใจไว้เสมอว่าคนที่ทำให้เราโกรธนั้นคือคนบ้า คิดไว้เลย ใช่ไหม อารมณ์จิตคิดอย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่ช้า โบราณว่า "อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา" ไอ้คนที่ทำให้เราโกรธ มันทั้งบ้าทั้งเมา เมาในชีวิตคิดว่ามันดี แล้วมันก็มีความบ้าสร้างความเร่าร้อนให้เกิดขึ้นกับเรา แต่ความจริงถ้าเราไม่ร้อน มันก็ร้อนแต่ผู้เดียว ก็ให้มันร้อนแต่ผู้เดียว เราไม่ยอมร้อนด้วย เราก็เฉยเสีย ใช่ไหม มันตายมันไปนรกช่างมัน เราไม่ไปกับมัน มันด่าเรามา เราด่ามันไป มันไปนรก เราก็ไปด้วย ช่วยกันไป พระยายมแย่ ทีนี้เราก็ไม่ไปกับมันก็หมดเรื่อง

มาอีกตัว โมหะ ไม่ต้องไปยุ่งกับมัน ตัด ๓ ตัว ความจริง ราคะกับโลภะ มันตัวเดียวกัน เมื่อเรารักเราจึงอยากได้ ถ้าไม่มีความรักมันก็ไม่อยากได้ ตามบาลีมันตัวเดียวกัน แต่แยกให้เข้าใจ เราก็ทำลายโทสะได้ เมื่อความรักไม่เกิดความโลภไม่เกิด ความโกรธไม่เกิด โมหะมันจะมีได้ยังไง คือ เราตัด ๓ ตัวนี้ได้ มันก็เหลือส่วนที่เป็นอนุสัยตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่ากันไปประเดี๋ยวเดียว

อันนี้ถ้าจิตใจของบุคคลใดจะทำกรรมฐานให้ดีก็ต้องขอเตือนกันอีกนิดว่า ต้องใช้กำลังใจให้เข้มแข็งกว่าปกติ อย่าเอาอารมณ์ของชาวบ้านมาใช้ ต้องดูสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำมาเท่าไรไม่เคยบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ แต่ทว่าพอองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา ตัดสินพระทัยว่า

"เราจะนั่งตรงนี้ ชีวิตินทรีย์ของเราจะตาย เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไปก็ตาม ถ้าเราไม่สำเร็จพระสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด เราจะไม่ลุกจากที่นี้"

นี่เป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ เพราะพระอรหันต์ไม่ห่วงร่างกาย เพียงเท่านี้คืนเดียวสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าเลย คุณก็ทำคืนนี้ กลับไปทำเดี๋ยวก็เป็น เป็นอรหันต์

เป็นไหมเป็นหว่า ถ้าไม่เป็นอรหันต์ก็เป็นกังหันนั่นแหละ ไปที่วัดจักรวรรดิ มีคนถามว่า หลวงพ่อเจ้าคะ หลวงปู่เจ้าคะ เขาลือกันว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์ใช่ไหม น่ากลัวจะใช่น่ะ หันอยู่เรื่อยนะ หันซ้ายหันขวาหันซ้าย หันมาหันไปหันไปหันมา เอ้า ๔ ทุ่มกว่าแล้ว พอแล้ว เอวังก็มีเท่านี้ ( จบ )

Copyright © 2001 by
Amine
05 ก.ย. 2544 13:00:54