Make your own free website on Tripod.com
ตอนที่..๒.๒

นี่เป็นอันว่า ศีลที่เราทรงไว้ได้ก็ขังตัณหาไว้ได้ นี่เรียกว่าใช้กำลังเบา ๆ มันเป็นกำลังเบาขังไว้ มันอยากจะดิ้นก็เชิญดิ้น มันจะดิ้นก็ดิ้นไป ออกมากัดใครเขาไม่ได้ มันจะเอะอะโวยวาย ก็แต่อยู่ในลูกกรง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ในขั้นต้นต้องทำอธิศีลสิกขาให้ได้ และก็นึกถึงความตายไว้เป็นปกติพื้นฐาน ถ้าเรามีศีลบริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าเราจะไปนิพพานไม่ได้ แต่เราก็ไม่ไปอบายภูมิ เราไม่เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เท่านี้พอใจรึยัง

มีศีลชื่อว่าเราขังตัณหาไว้ได้ ความจริงเราขังไว้แล้วมันดิ้น มันดิ้นมันออกไม่ได้ หนัก ๆ เข้ามันก็เพลียเหมือนกันนะ มันไม่มีอะไรกิน ปล่อยมันอดอยู่อย่างนั้น ใช่ไหม ใครเขามาก็ชะเง้ออยู่ข้างหน้าต่าง แต่งตัวสวย ๆ รูปร่างหล่อ ๆ มาก็นี่ ลูกสาวใครหว่า นี่ตัณหารัก ตัณหาโลภ แหม..เขาขี่รถยนต์สวย ๆ มันโก้จริงนะ โผล่หัวไปไหนไม่ได้ ไอ้ตัณหาโกรธ คิดจะไปฆ่าใคร ไปไงล่ะ ปืนก็ไม่มี มีดก็ไม่มี มีพับมีก็ต้องหักปลาย ก็ได้แต่ดิ้นอยู่ในลูกกรง ดิ้นไปดิ้นมา ดิ้นมาดิ้นไป มันออกไม่ได้ เพลียหนัก ๆ เข้าดิ้นอะไรดิ้นไปก็ไปไม่ได้ นอนเฉย ๆ ดีกว่า อีตอนนอนบางทีไม่เฉยเหมือนกันนา บางทีก็นึกดิ้นไม่โผล่หน้าต่าง แต่ใจนึกโผล่อีกน่ะซี แหม..ลูกสาวคนนั้นก็สวยดีนะ บ้านนี้ก็รวยดี ทองนี่มันสำคัญ แบ็งค์ก็ปึกใหญ่ ๆ มากท่าจะดีนะ มีความสุข ถ้าเรามีได้ นี่เป็นอันว่ามันเป็นอารมณ์ที่มันดิ้นอยู่ข้างใน ถ้ามันดิ้นนาน ๆ มันก็ชักจะเพลียเหมือนกัน

ทีนี้พอเราขังมันได้แล้วด้วยอำนาจของศีล ขังนะไม่ได้ฆ่า ต่อมาระดับที่สอง ท่านบอกว่า ตัณหานี่ถ้าขังไว้เฉย ๆ ชักไว้ใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะมันเป็นพิษร้าย ดีไม่ดีถ้ามันลอดหลุดออกมาเมื่อไร ฟัดไม่เลือกเลย ไอ้แบบพระบวชนาน ๆ นี่สึกไปเมากินเหล้าหัวโงขึ้นไม่ได้ ขังตัณหาไว้

มาอีกจุดหนึ่ง ในเมื่อเราขังมันได้ดีแล้ว ต้องขังให้ดีเสียก่อนนะ ถ้าเราขังไม่ดีละก้อ เราทำลายไม่ได้ อย่าให้มันหลุดมาได้ มาอีกจุดหนึ่งท่านบอก กดคอตัณหาให้มันจมลง นี่ยังไม่ฆ่านะ เมื่อขังให้มันดิ้น ดิ้นไปดิ้นมา จนมันเพลียใกล้จะหมดแรง ทำท่าจะได้ท่าก็จับมันกดคอลงไปเลย กดคอให้มันนั่งเฉย ๆ เข้าไว้ อีตอนกดคอมานี้ ทีเผลอมันก็โผล่มาเหมือนกัน นี่เป็นเรื่องธรรมดา ตอนกดคอตัณหานี่เขาทำอย่างไร ก็ทำสมาธิให้เกิด ตัวสมาธิเป็นการกดคอตัณหา เพราะอะไร เพราะว่าเราไม่ได้ฆ่ากิเลส เพียงแต่ว่าใช้กำลังใจเข้ายับยั้งกิเลสเท่านั้น ขั้นสมาธิธรรมดาถ้าไม่ถึงความเป็นพระอริยเจ้าท่านบอกว่าไว้ใจไม่ได้ กิเลสมันจะโผล่ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ เป็นแต่ระงับกิเลสเท่านั้น ถึงว่าจะเป็นการระงับ กดคอแล้วฆ่าไม่ได้ มันก็ยังเป็นคน เพราะจิตของเรานี่สามารถจะมีอารมณ์เป็นทิพย์ได้ มันก็ไม่เลวนะ เราสามารถจะเห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ ระลึกชาติได้ รู้ใจบุคคลอื่น มันเยอะ นี่กำลังสมาธิแคบ ถ้าเราได้อภิญญาสมาบัติ อภิญญาสมาบัตินี่ก็ได้ ขั้นสมาธิ ขั้นโลกีย์เหาะเหินเดินอากาศ เนรมิตอะไรได้ ไม่เห็นยากเลย ตัวสมาธิที่เราจะสร้างให้มันเกิด เราจะทำแบบไหน นี่เราก็ต้องไปย้อนไปถึงอารมณ์สมถะเดิม ใช่ไหม เห็นจะไม่ต้องอธิบายกันมาก

ทีนี้มาย้อนถึงสมาธิ ไอ้ตอนที่จะปราบตัณหา ต้องปราบเป็นขั้น ๆ พระพุทธเจ้าท่านเทศน์ย้อนมาแบบนี้เราก็ต้องย้อนไป จะไปตัดของท่านเลยไปไม่ได้ วิธีทำสมาธิ กดคอตัณหาเขาทำอย่างไร เราก็ต้องไปนั่งคลำว่า ศัตรูของสมาธิเบื้องแรกมันคือใคร ต้องหาศัตรู ไอ้ตัวไหนที่เราทำจิตเราไม่ให้เข้าถึงฌาน รู้จักหน้าไหม? ตัวนิวรณ์ ถ้ามันเข้ามาถึงใจเรา มันสร้างความวอน วอนอยู่เรื่อย วอนจะลงนรก ตัวสมาธิที่มันจะเป็นได้ก็คือ เราต้องระงับนิวรณ์ ๕

เราต้องระงับความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย การสัมผัสตามความพอใจ และอารมณ์ที่เกลือกกลั้วกับกามารมณ์ นี่เป็นแค่ระงับชั่วคราวนะ ขณะที่เราต้องการจะให้จิตเป็นสมาธิ ต้องตัดมันได้ทันที ปั๊บเวลานี้เจ้านี่โผล่ไม่ได้ ฉันมีกำลังมากกว่าแก แกอย่าโผล่หัวขึ้นมานะ ฉันไม่ให้แกโผล่ มันต้องสงบ ฉันต้องเก่ง เราเป็นคนเก่ง

ขันธ์ ๕ รูป เสียง กลิ่น รส น่ะนะ ไอ้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ กามารมณ์ กามฉันทะ ตัวนี้ เราจะระงับมันได้ด้วย อสุภ ๑๐ และ กายคตานุสสติ ก่อน เข้าใจแล้วใช่ไหม พูดกันมาแล้ว เราจะตัดตัวนี้ได้ก็อาศัยพิจารณาอสุภกรรมฐานเป็นอารมณ์ หรือว่าพิจารณากายคตานุสสติกรรมฐานเป็นอารมณ์ จนกระทั่งขึ้นใจจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ อย่างนี้เราจะระงับกามฉันทะได้อย่างสบาย ๆ แต่อย่าเผลอนะ นี่กดคอกันเข้าไว้นะ ไม่ใช่ฆ่าให้ตาย

ตอนนี้มาถึงด้านโทสะและความพยาบาท นี่เราก็ต้องดับเสียได้ด้วย พรหมวิหาร ๔ ประจำใจ มีเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร แล้วก็มีอารมณ์ไม่อิจฉาริษยา มีจิตวางเฉย ยอมรับกฎของกรรม ไอ้คนเราลงรักเสียแล้ว ลงสงสารเสียแล้ว มันจะไปฆ่าใครเขา ใช่ไหม มาอีก ๔ อย่างก็ดีคือ กสิณ ๔ เขาเรียก วรรณกสิณ ได้แก่ กสิณสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาว อย่างใดอย่างหนึ่ง ทำให้เป็นฌานถึงฌาน ๔ นี่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดว่า กสิณ ๔ อย่างนี้ระงับโทสะได้ นี่อย่างนี้เราชื่อว่ากดคอตัณหาไว้นะ ยังไม่ได้ตัดนะ แค่ระงับยับยั้งเท่านั้นนะ อีตัวระงับนี่จิตมันถึงปัสสัทธิ ปัสสัทธินี่เป็นตัวฌาน ผมลืมโพชฌงค์ไว้วันนั้น ผมมาใส่เสียวันนี้ ใครจะว่าไงก็ว่า ผมไม่เชื่อใครทั้งหมด เพราะเวลาจิตเข้าถึงฌาน อารมณ์มันสงัด สงัดเขาเรียกว่า ปัสสัทธิ จิตก็สงัด ความรักก็ไม่เกิด เห็นคนไหนเดินมาเน่าหมด เจริญอสุภกรรมฐานนี่ เห็นคนเดินผ่านไปมาเน่าหมดทุกคนนะ มันเน่าหมด เพราะใจเรามีความรู้สึกตามนั้น

ถ้าหากว่าเราพิจารณากายคตานุสสติกรรมฐาน เห็นคนปั๊บมันไม่ติดอยู่แค่ผ้า มันทะลุเข้าไปในท้องเลย เห็นตับ ไต ไส้ พุง ปอด เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ มันเลอะเทอะไปหมด แล้วมันจะเกิดราคะได้อย่างไร ทีนี้ไอ้ตัวตัณหาอยากรักสวยรักงาม มันก็หมดไป แต่วความจริงมันไม่หมด มันไปตั้งท่า เพราะเรากดคอมันเข้าไว้ ทีนี้มาด้านโทสะ เราก็ระงับมันด้วยพรหมวิหาร ๔ หรือ กสิณ ๔

ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน นี่ต้องดูร่างกายด้วย ถ้ามันเกิดความง่วง แสดงว่าไม่ใช่ง่วงจริง ร่างกายของเราต้องการพักผ่อน อย่าไปฝืน ถ้าฝืนเป็น อัตตกิลมถานุโยค ไม่เป็นเรื่อง ใช้ไม่ได้ ไม่มีผล ถ้าหากว่าร่างกายเราปกิต ไม่อดหลับไม่อดนอน โรคภัยไข้เจ็บไม่เบียดเบียน พิจารณาแล้วทีนี้มันง่วงเฉย ๆ มันง่วงเพราะนิวรณ์เข้าทับ คือ ถีนมิทธะ พระพุทธเจ้าบอก ให้ลืมตากว้าง ๆ ไม่ต้องไปหาแม่แรงมาถ่างนะ ลืมตากว้าง ๆ เอาน้ำล้างหน้า ขยี้ตาหรือว่าเดินไปเดินมา เป็นการระงับความง่วง ไอ้นี่เป็นเรื่องธรรมดา ๆ

ทีนี้ต่อไป อารมณ์ฟุ้งซ่าน นั่งไปแล้วตั้งใจจะจับลมหายใจเข้าออก ภาวนาว่าอย่างนี้ พิจารณาว่าแบบนี้มันไม่เอาถ่าน มันวิ่งเข้าบ้านเข้าช่องใครเขาไป มันหาที่หยุดไม่ได้ อย่างนี้พระพุทธเจ้าให้ใช้ อานาปานุสสติ คือ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก โดยไม่ต้องภาวนา

ข้อที่ ๕ ถ้ามีความสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จับจุดสั้น ๆ ว่าที่พระพุทธเจ้าบอกว่า คนเกิดมาแล้วมันแก่จริงไหม ถามใจดู ถ้าจริงบอกว่านี่แกสงสัยทำไม และเมื่อความป่วยไข้ไม่สบายมันปรากฎ ถามจริงไหม ถ้าจริงบอกว่า นี่แกสงสัยทำไม และเมื่อความป่วยไข้ไม่สบายมันปรากฎ ถามจริงไหม ต่อไปทุกคนต้องตายหมด นี่พระพุทธเจ้าเทศน์แบบนี้ ถ้ามันเกิดความสงสัยก็นึกดูว่า ที่พระพุทธเจ้าเทศน์แบบนี้มันตรงกับความจริงไหม ถ้าตรงกับความจริง เราไปสงสัยทำไม นิวรณ์ ๕ ประการนี่ ถ้าเราสามารถป้องกันให้ไม่มายุ่งกับใจได้ ก็เป็นอันว่า จิตของเรามีสมาธิ แล้วก็สมาธิจุดนี้ก็ปฐมฌานเท่านั้น ไอ้ฌานชั้นสูงต่อไปผมไม่พูด นี่ผมพูดมานานแล้ว ผมไม่ได้มานั่งสอนสมถะ นี่แค่ปฐมฌานก็มีกำลังพอที่จะตัดกิเลสเป็นสมุทเฉทปหานได้ คนเราถ้าจิตไม่มีสมาธิถึงปฐมฌาน ให้นั่งพิจารณาวิปัสสนาญาณไปกี่แสนกัปก็ไม่เป็นผลเลย กำลังจิตที่พิจารณาวิปัสสนาญาณไปด้วย รวบรวมกับกำลังใจด้านสมาธิไปด้วยพร้อม ๆ กัน นี่ว่ากันถึงฝ่ายสุกขวิปัสสโก และก็สุกขวิปัสสโกเด็ก ๆ จิตต้องเข้าถึงอารมณ์ปฐมฌาน พอจิตเข้าถึงอารมณ์ปฐมฌานแล้ว จิตก็จะมีกำลังใช้กำลังวิปัสสนาญาณห้ำหั่นกิเลสให้เป็นสมุทเฉทปหานได้ ฆ่าให้ตายได้

นี่เพียงแต่เข้าถึงฌาน เรียกว่า เรากดคอตัณหาเข้าไว้ ใช่ไหม แต่กดคอได้ถึงฌาน ๔ จะมีกำลังใหญ่ แต่ปฐมฌานกดคอไว้บางทีเผลอ มันก็โผล่พรวดขึ้นมาโผล่ง่าย เพราะกำลังเรายังเด็ก ทางที่ดีใช้กำลังให้ถึงฌาน ๔ แล้วก็ทรงฌาน ๔ ไว้ให้ได้ จะเข้าฌานเมื่อไรก็ได้ จะกำหนดเวลาเพียงไหน ก็ทรงได้ตามกำหนดของเวลา อย่างนี้กำลังของตัณหาจะตกเพลียไปมาก ดีไม่ดีเรานึกว่าเราเป็นพระอรหันต์ เพราะอะไร เพราะก่อนจะหลับ เราก็ทรงฌาน ทรงฌานจนหลับ ถึงเวลาจะนอนก็นอน ตั้งอารมณ์จับจุดเป็นสมาธิ ทรงถึงระดับฌานหลับไปเลยระหว่างหลับเป็นฌาน เวลาพอตื่นขึ้นมาไม่ต้องเตือนมันสตาร์ทเข้าฌานทันที

ถ้าเราทรงฌานได้ถึงอย่างนี้วันทั้งวัน วันนั้นจะมีอารมณ์เป็นสุข นิวรณ์จะไม่รบกวนจิต จิตจะสะอาดตลอดเวลา นี่ไอ้ทรงฌาน 4 นี่ บางคนคิดว่าตนเองเป็นพระอรหันต์กันมาเยอะ ต้องระวังให้ดี ต้องรู้ว่านี่เราทรงจิตขนาดไหนต้องรู้ แต่รู้แบบไหนล่ะ รู้แบบตำรา ตำราเขามีให้แล้วเป็นเครื่องวัด นี่เรียกว่าเรากดคอตัณหาลงไปได้ กดคอจนกระทั่งคล้าย ๆ มันหลับสนิทเลยนะ บางทีเราคิดว่าตาย นี่อย่าเผลอเชียวนะ ถ้าทำได้ขนาดนี้จงอย่าเผลอ อย่าคิดว่าเราสำเร็จมรรคผลแล้ว ระมัดระวังให้มาก นี่เอาเสียเยอะแล้ว ทำตั้งท่าเป็นพระอรหันต์เข้าพัก ไป ๆ มา ๆ ที่ไหนได้ สึกเสียแล้ว เผลอไปพ่อตัณหาโดดเข้ามาขี่คอเสียอีกแล้ว

อันนี้เมื่อเราทำอธิจิตสิกขาได้แล้ว เอาสมาธิกดคอตัณหา พอจิตมีอารมณ์ดีตั้งอารมณ์ให้ได้สักเวลาเท่าไรก็ได้ นี่พูดถึงทรงฌาน ๔ กันเสียเลย ว่าทรงฌาน ๔ ได้แล้วตรงนี้เราก็ใช้วิปัสสนาเป็นอารมณ์ตัดคอตัณหา ฟันมันเป็นท่อนเป็นตอนไปเลย ฟันให้แหลกให้รานไปไม่ยาก แบบไอ้เสือตาย ฟันตรงไหนก็ได้ เสือไม่ตายเราจับมัด ดิ้นไม่ได้แล้วฟันตรงไหนก็ฟันได้ จะฆ่าให้ตายเมื่อไหร่ก็ได้ นี่กำลังทรงฌาน ๔ นะ แล้วก็สามารถทรงฌาน ๔ ได้ตามอัธยาศัย พระพุทธเจ้าจึงได้บอกว่า คนที่ทรงฌาน ๔ นะ แล้วก็สามารถทรงฌาน ๔ ได้ตามอัธยาศัย พระพุทธเจ้าจึงได้บอกว่า คนที่ทรงฌาน ๔ ได้ และก็รู้จักใช้อารมณ์ของฌาน ๔ ควบคุมวิปัสสนาญาณได้ ถ้ามีบารมีแก่กล้าจะเป็นพระอรหันต์ภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางจะเป็นพระอรหันต์ภายใน ๗ เดือน มีบารมีอย่างอ่อนจะเป็นพระอรหันต์ภายใน ๗ ปี เห็นไหม ภายในนะ ไอ้บารมีพผมเคยบอกแล้ว บารมี เขาแปลว่า กำลังใจ มีบารมีแก่กล้า คือ มีกำลังจิตเข้มแข็งนั่นเอง ต่อสู้กับอารมณ์ที่เข้ามาต่อต้าน มีบารมีอย่างกลางอารมณ์มันเข้มข้นเหมือนกัน แต่ว่ามันเข้มบ้างไม่เข้มบ้าง เดี๋ยวก็จริงบ้าง เดี๋ยวไม่จริงบ้าง ย่อ ๆ หย่อน ๆ ตึงบ้างหย่อนบ้าง อย่างนี้ใช้เวลาประมาณ ๗ เดือน ทีนี้บารมีย่อหย่อน เปาะแปะ ๆ ตามอัธยาศัย ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ปล่อยตามอารมณ์ อย่างนี้ไม่เกิน ๗ ปี นี่ผมพูดถึงว่าคนที่ทรงฌาน ๔ ได้ และก็ฉลาดในการใช้ฌาน ๔ ควบวิปัสสนาญาณ ถ้าโง่ละก้อดักดานอยู่นั่นแหละ กี่ชาติก็ไม่ได้เป็นอรหันต์

ทีนี้ต่อมาเมื่อทรงสมาธิได้แล้ว ก็ใช้ปัญญาเป็นเครื่องตัดกิเลส อันนี้ไม่ยาก ง่ายนิดเดียว นี่ง่ายมาก ถ้าทำถึงฌาน ๔ ทรงฌาน ๔ ได้แล้ว ของกล้วย ๆ กล้วยสุกไม่ใช่กล้วยดิบ ง่ายบอกไม่ถูก เราจะมีความรู้สึกเลย แหม.. ทำถึงปฐมฌานนี่มันยากกว่าตัดกิเลสเป็นไหน ๆ อีตอนนี้ผมเคยพูดแล้วนะว่า ถ้าใครสามารถทรงฌานได้ดี เวลาเจริญวิปัสสนาญาณนี่ มันรู้สึกว่าง่ายบอกไม่ถูก ใช้เวลาไม่ช้านิดหน่อย เพราะกำลังเราดีแล้ว เหมือนกับกิเลสทั้งหมดเราจับมัดเสียหมดแล้ว กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ดิ้นไม่ได้เลย ทีนี้เราจะสับฟันตรงไหนก็ได้ตามอารมณ์

ตอนนี้เมื่อทรงฌาน ๔ แล้ว เราก็เข้าฌาน ๔ เต็มอารมณ์ เราจะใช้วิปัสสนาญาณ เมื่อเข้าฌาน ๔ เต็มอารมณ์แล้วก็ถอยหลังมาถึงอุปจารสมาธิ เราจะตัดตัวไหนล่ะ ตัดราคะ ความรัก รักสวยรักงาม เราก็ยอกอสุภกรรมฐานขึ้นมาเปรียบ ยกกายคตานุสสติกรรมฐานขึ้นมาเป็นเครื่องเปรียบ เปรียบเทียบกันว่าไอ้สิ่งที่เรารักน่ะ มันสะอาดหรือมันสกปรก กำลังของฌาน ๔ นี่เป็นกำลังที่กล้ามาก และปัญญามันเกิด พอถึงฌาน ๔ ปัญญามันเกิดเอง เกิดชัด มีความหลักแหลมมาก คุณยังไม่ถึงยังไม่รู้ ผมพูดไว้เผื่อคุณจะทำถึง ประเดี๋ยวเดียวมันเห็นเหตุเห็นผลชัด พอมันตัดได้แล้ว มันไม่โผล่น่ะ เดินเห็นคนเน่าหมด ไม่เน่าอยู่คนเดียวเรา หรือไง? แต่ความจริงมันเห็นเราเน่าก่อน มันเบื่อตัวเราก่อนแล้วก็ไปเบื่อคนอื่น รู้สภาพเรายอมรับนับถือสภาพความเป็นจริงทั้งหมด เห็นคนปั๊บไม่ต่างอะไรกับส้วมเดินได้ จะเอาเครื่องหุ้มห่อ สีสันวรรณะขนาดไหนก็ตาม มันบังปัญญาของพวกท่านพวกนี้ไม่ได้ นี่ไม่กี่วัน ๒ - ๓ วัน เห็นชัด เห็นแล้วไม่ตกด้วยนะ

พิจารณขันธ์ ๕ ว่าขันธ์ ๕ เต็มไปด้วยความสกปรก ยกเอาอสุภกรรมฐานกับกายคตานุสสติกรรมฐานของสมถะเข้ามาควบ เอามาควบ คนที่ทำได้เขาเก่ง เขาเก่งกันแบบนั้น เขาต้องควบเก่ง

มาด้านโลภะ ความโลภ ไปนั่งนึกว่าไอ้คนมันเน่าแล้ว ไอ้เราก็ตาย เราก็เน่าจะไปโลภมันทำไม มีก็กิน ไม่มีก็แล้วไป มีเท่านี้ใช้เท่านี้ ใครเขาไม่ให้ต่อเราก็ใช้มันเท่านี้ หมดก็หมดไป จะตายเราก็เชิญตาย เราเป็นทาสของกิเลสตัณหานานแล้ว ตายเมื่อไรสบายเมื่อนั้น แต่ฌาน ๔ เฉย ๆ ไม่มีวิปัสสนาญาณ ก็ไปนอนตีเขลงเป็นพรหมดีกว่าเป็นคนตั้งเยอะ

ทีนี้มาว่าถึง โลภะ ตัดราคะได้ โลภะมันก็เจ๊ง ตัดโลภะ ราคะมันก็ไป ความจริงมันตัวเดียวกัน มันไม่ใช่สองตัว ผมพูดแยกเป็นสองตัวส่งเดชไปอย่างนั้น ให้เข้าใจง่าย

ตอนนี้พอจะมาตัด โทสะ มาตัดโทสะ ความจริงเราระงับมันได้ กดคอมันได้ตั้งแต่เจริญฌานแล้ว มันก็เป็นของไม่ยาก แล้วก็มาเปรียบเทียบกับขันธ์ ๕ ร่างกายนี่มันจะตายอยู่แล้ว มันจะพัง ไปนั่งโกรธมันอยู่มีประโยชน์อะไร ไอ้คนที่มันชอบทำให้คนอื่นโกรธ มันเป็นคนจัญไร มันทำลายความดีตัว ทำลายความสุขของตัว คนประเภทนี้เป็นคนน่าสงสาร ไม่ใช่น่าโกรธ เพราะตัวเขาเองยังหาความสุขใจไม่ได้ ยังมีทุกข์ ตายแล้วก็ไปอบายภูมิ มันก็เกิดเป็น อภัยทาน ความโกรธมันก็หาย เมื่อถึงฌาน ๔ แล้วมันกล้วยจริง ๆ วิปัสสนาญาณนี่ผมบอกให้นะ ทำฌาน ๔ ก็ไม่ยากเดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็ได้ ถ้ามันจะได้เสียอย่าง มันไม่ได้ก็แล้วไป ถ้าเราทำใจสบายเดี๋ยวมันก็ได้ ถ้าเราอยากได้มันจะไม่ได้ เพราะตัณหาเข้าไปขวางใจ

ทีนี้ก็มา โมหะ ความหลง มันไม่มีอะไร ถ้าตัดได้ตัวเดียว อีกสองตัวมันไม่มีเพื่อนแล้วไป ไอ้โต๊ะ ๓ ขานี่หักเสียขาตั้งอยู่ได้ไหม? พอตัดได้ตัวเดียวตัดราคะกับโลภะก็ตัวเดียวกัน พอตัดเจ้านี่ได้ตัว อีกสองตัวหมดแรงเลย ความจริงเรามัดมันแล้ว เรามัดมันไว้แล้ว แรงมันก็สู้เราไม่ได้ พอเอามีดมาฟันเข้ามันก็หมดสิ้นไม่มีทางดิ้น โมหะ ความหลง มันจะมาหลงยังไง คนก็เน่า สัตว์ก็เน่า เป็นของน่าเกลียด ทรัพย์สินต่าง ๆ ไม่สามารถจะทรงความสุขให้เกิดแก่เราได้เพราะเป็นปัจจัยของความทุกข์ อารมณ์มันเห็นแล้ว ถ้าเราจะโกรธ เราจะฆ่าเขา มันก็ไม่มีประโยชน์ เป็นการสร้างโทษให้เกิดแก่ตัว เป็นการทำลายความสุข นั่งเฉย ๆ ดีกว่า ไอ้คนที่เราจะฆ่ามัน เราไม่ต้องไปฆ่า ไม่ฆ่ามั้นก็ตาย ไม่ฆ่าดีกว่า เหนื่อย เราจะไปแกล้งเขามีความทุกข์มันเรื่องอะไร เราไม่แกล้งเขา เขาก็มีความทุกข์ เมื่อเราแกล้งเขาเขาก็มีความทุกข์ เราไม่ต้องแกล้งดีกว่า มันทุกข์ของมันอยู่แล้ว หมดเรื่อง

ทีนี้หันเข้ามาหาตัว หันเข้ามาหาตัว อะไรที่เป็นการทรงตัว ที่เป็นเราเป็นของเรามีตรงไหน เรามีบ้าน ชาวบ้านเขาปลูกบ้านอย่างเรา บ้านมันพังไปกี่ร้อยหลัง แล้วเรามีผัว มีเมีย มีลูก มีพี่ มีน้อง มีพ่อ มีแม่ ไอ้คนที่เขามีอย่างเราแล้วมันตายไปในโลกมันมีประมาณเท่าไหร่ แล้วเราจะมาถือว่านี่พ่อของเรา แม่ของเรา อย่าอกตัญญูพ่อแม่เข้านะ ความดีของท่านข้ามไม่ได้นะ นี่หมายถึงร่างกาย ร่างกายของท่าน จะทรงอยู่ตลอดไปมันจะเป็นไปได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ในที่สุดท่านก็ต้องตาย เมื่อถึงเวลาที่ท่านจะตาย ก่อนที่ท่านจะตาย เราก็ต้องทำความดีให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แกไม่ต้องไปนั่งรำพึงรำพันว่า พ่อตายเสียแล้วยังไม่ได้สนองคุณ แม่ตายเสียแล้วยังไม่ได้สนองคุณ ไอ้คนแบบนี้มันคนจัญไร ไม่ใช่คนดี เวลาอยู่ไม่ให้ เวลาตายคิดถึง ใช้ไม่ได้ ยอดของคนเลว เราตั้งใจสนองคุณตามกำลังที่เราพึงสนองได้ ไม่ใช่ต้องไปกอบโกยกู้ยืมเขามา ไม่ใช่อย่างนั้น

อันนี้เราก็ต้องมานั่งคิด พ่อก็ต้องตาย แม่ก็ต้องตาย ลูกเราก็ต้องตาย เมียก็ต้องตาย ผัวก็ต้องตาย ญาติพี่น้องก็ต้องตาย ไอ้เราก็ต้องตาย เราเห็นตัวเราเองว่าจะตายเสียอย่าง คนอื่นทั้งหมดก็ไม่มีความหมาย ในเมื่อคนเลี้ยงตัวได้ยังต้องตาย ยังต้องพัง ทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้จะทรงตัวอยู่ได้อย่างไร หากว่าเราจะยึดถือว่ามันเป็นเราเป็นของเรา อยู่แล้วก็เป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็แก่ ก็ตาย แล้วทรงความทุกข์ตลอดเวลา อันนี้จะเกิดประโยชน์อะไรมาจากไหน ใช่ไหม ไม่มีอะไรเป็นประโยชน์ ผลที่สุดก็เห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่ร่างกายนี้มันก็ไม่ใช่ของเรา ถ้ามันเป็นเราจริง ๆ มันจะแก่ เราไม่ให้มันแก่ มันก็ต้องอย่าแก่สิ เราไม่ให้มันตาย ไม่ให้มันป่วย มันก็ต้องไม่ป่วย เราไม่ให้มันตาย มันก็ต้องไม่ตาย นี่มันเชื่อเรารึเปล่า ร้อนจัด เราต้องการให้มันไม่ร้อน มันก็จะร้อน หนาว เราไม่ต้องการให้มันหนาว มันก็จะหนาว เป็นอันว่าเราบังคับมันไม่ได้ ในที่สุดเราไม่ต้องการให้มันตาย มันก็จะตาย เราจะไปนั่งรำพึงรำพันเพื่อประโยชน์อะไร ว่ามันเป็นเราเป็นของเรา และความปรารถนาในความเกิด เราจะต้องการมาเพื่ออะไร เราเกิดมาเพื่อทุกข์ เราทุกข์แค่นี้ก็เหลือกำลังที่จะทน

พระพุทธเจ้าบอกว่า "ภารา หเว ปัญจักขันธา" ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก อันนี้ในเมื่อมันหนัก เรารู้ว่าหนักแล้วเราจะต้องกลับมาแบกมันอีกหรือ เราก็โง่สิ เราก็เลิก ไม่แบกทำยังไง ตอนนี้เราก็ใช้ "ช่างมัน" ใช่ไหม มันจะแก่ก็ช่าง ธรรมดาของมัน มันจะป่วยก็ช่างมัน มันจะตายก็ช่างมัน อีตอนที่มันจะเกิดนี่ไม่ช่างมันแล้วถ้าไม่เกิดอีก เพราะอะไร ข้าบังคับแกไม่ได้ เอ็งนี่มันหัวดื้อหัวด้าน อกตัญญูไม่รู้คุณ เลี้ยงเท่าไร ๆ มันไม่จำ อยากจะกินเปรี้ยวหาเปรี้ยวให้ อยากกินเค็มหาเค็มให้ อยากกินหวานหาหวานให้ อยากจะแต่งตัวแบบไหนหาให้ อยากจะนั่งรถก็ซื้อให้ มันยังแก่ ยังป่วย ไอ้นี่คบไม่ได้ เลิกกัน

เตสัง วูปสโม สุโข นึกถึงความดีที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนว่า การเข้าไปสงบกายนั้นชื่อว่าเป็นสุข เป็นอันว่าความปรารถนาในกาย ไม่มีสำหรับเรา นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วก็ใจทรงแบบนั้นเป็นเอกัคคตารมณ์ ความสุขความทุกข์ใด ๆ เกิดขึ้นถือว่าเป็นกฎของกรรม เป็นเรื่องธรรมดาเราจะต้องทนสู้ต่อไป ในระยะไม่ช้าเราก็จะมีความสุข ถ้าร่างกายนี้พัง

แค่นี้ก็จบแล้ว เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้เป็นอารมณ์พระอรหันต์ พระอรหันต์นี่สังคมกับใครได้ทุกชั้น ทำตัวเสมอกัน แต่ถ้าจะให้อารมณ์ของท่านเข้าไปจับเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ถือว่าเป็นเราเป็นของเราผูกมัดท่าน ไม่มีโอกาส

เวลานี้มันจบแล้ว ชื่อว่า จบอริยสัจ เพียงแค่นี้นะ สวัสดี

Copyright © 2001 by
Amine
04 ก.ย. 2544 23:18:20