Make your own free website on Tripod.com
พระโสดาบันพุทธจริต

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย เวลากาลบรรจบครบตอบของการเจริญพระกรรมฐานหมุนมาถึงพวกเราอีกวันหนึ่งคือวันนี้ สำหรับเมื่อวันก่อน ได้พูดถึงการปฏิบัติพระกรรมฐานสายสุกขวิปัสสโก ในเรื่องของ สักกายทิฏฐิ เป็นสำคัญ ได้กล่าวไว้แล้วว่า

สำหรับสักกายทิฏฐินั้น พระโสดาบันยังมีปัญญาน้อย ยังตัดได้เพียงอารมณ์รู้สึกว่ามีความตายเป็นปกติ ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง แล้วก็มีความไม่ประมาทในชีวิต คิดสร้างความดีไว้เสมอ

อันนี้เป็นกิจอันหนึ่ง ที่การที่จะเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ตัวอย่างที่แล้วมา ก็ได้แก่ เปสการีธิดา คือ ลูกสาวของนายช่างหูก บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ทราบแล้วในวันก่อน

ในการที่จะเป็นพระโสดาบันได้นั้น องค์สมเด็จพระทรงธรรม์ทรงตรัสว่า ต้องตัดสังโยชน์ ๓ ประการ คือ : -

สักกายทิฏฐิ เห็นอัตภาพร่างกายของเรานี้มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา และบางท่านตามพระบาลี ท่านกล่าวว่า พิจารณาเห็น ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะว่าความจริง ขันธ์ ๕ นี้ พวกเรามักจะรวมตัวไว้ในคำว่า ร่างกาย ที่มีร่างกายเป็นสำคัญ

แต่กำลังของพระโสดาบันนั้นตัดได้แค่นิดเดียว คือ มีความรู้สึกว่าชีวิตจะต้องตายเท่านั้น ยังไม่ถึงกับปลดเปลื้องว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง เท่านี้หวังว่าคงไม่เป็นการสุดวิสัยท่านพุทธบริษัทชายหญิง ที่จะพึงกระทำให้เข้าถึงได้

วันนี้ก็เห็นจะไม่พูดซ้ำถึงเรื่องการไม่สงสัยถึงคำสั่งและคำสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตร เพราะว่าการที่เรานึกถึงความตาย เราเชื่อพระพุทธเจ้า ก็แสดงว่าเราไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

ต่อไปนี้ก็ไปจับสังโยชน์ตัวที่ ๓ คือ สีลัพพตปรามาส องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงตรัสว่า พระโสดาบันจะต้องมีศีลบริสุทธิ์ สำหรับศีลนี่บรรดาท่านพุทธบริษัทผู้รับฟัง มีทั้งพระมีทั้งเณร มีทั้งฆราวาส ทีนี้การรักษาศีลก็จะต้องเป็นศีลเฉพาะของแต่ละเพศ

พระมีสิกขาบท ๒๒๗ รวมทั้งอภิสมาจารด้วย
สำหรับสามเณรมีสิกขาบท ๑๐ รวมทั้งเสขิยวัตรอีก ๗๕ เป็น ๘๕
สำหรับฆราวาสก็ต้องมีศีล ๕ บริสุทธิ์ รวมทั้งพรหมวิหาร ๔ ด้วย อย่างนี้จึงจะช่วยให้มีศีลบริสุทธิ์

ทั้งนี้สำหรับศีลเขาเว้นกันแบบไหน ศีลที่จะขาดหรือไม่ขาดอยู่ที่เจตนาเป็นสำคัญ เราต้องไม่มเจตนาทำลายชีวิตสัตว์หรือทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบาก ความจริงการทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบากไม่ถึงกับศีลขาด แต่รู้สึกว่าศีลจะทะลุไปเสียแล้ว ยังไม่ขาดแต่ว่ามันทะลุ ผ้านุ่งของเราที่ไม่ขาดแต่เป็นรูพรุนมันจะดีหรือ

ฉะนั้น จึงควรจะงดเว้นเสียทั้งหมด คือ ไม่ทำให้ขาด้วยแล้วก็ทำให้ไม่ทะลุด้วย ไม่ฆ่าสัตว์แล้วก็ไม่ทรมานสัตว์

นอกจากไม่ฆ่าไม่ทรมานแล้ว ก็มีอารมณ์จิตเมตตาสงเคราะห์ มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าสัตว์กับเรามีสภาวะเสมอกัน คือ ยังมีความต้องการในความสุข ไม่ต้องการในความทุกข์ ต้องการในความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แทนที่เราจะฆ่ากลับมีความเมตตา ความรัก กรุณา ความสงสาร

อาตมารู้สึกสลดใจที่เห็นว่าท่านผู้ใดแสดงอาการรังเกียจในสัตว์ เห็นเข้าแล้วหนักใจมากและสลดใจมาก ทั้งนี้เพราะอะไร คนและสัตว์ สัตว์กับเรามีสภาวะเหมือนกัน มีความหิว มีความกระหาย มีความต้องการทุกอย่างเหมือนกัน ในเมื่อความรู้สึกมันเหมือนกันอย่างนี้ เราจะไปนั่งรังเกียจกันเพื่ออะไร

รังเกียจว่าร่างกายของสัตว์สกปรกหยาบคายต่ำช้า ร่างกายของเราล่ะมันดีกว่าสัตว์ตรงไหน สัตว์มีอุจจาระ เราก็มีอุจจาระ สัตว์มีปัสสาวะ เราก็มีปัสสาวะ สัตว์มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง เราก็มีเหมือนกัน สัตว์กินของที่สดที่คาว เราก็กินของสดคาวเหมือนกัน สัตว์ต้องการเสพกาม เราก็มีความปรารถนาในการเสพกามเหมือนกัน แต่ว่าสัตว์ฆ่าคนน้อย แต่คนฆ่าสัตว์มาก สัตว์เบียดเบียนคนมีน้อย แต่คนเบียดเบียนสัตว์มาก อย่างนี้ใครควรจะรังเกียจใคร

มานึกว่าคนเราควรจะรังเกียจสัตว์ หรือสัตว์ควรจะรังเกียจเรา นั่งนึกนั่งพิจารณาดูให้ดี มนุษย์มักจะยกย่องตัวเราเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่เนื้อแท้จริง ๆ แล้ววันหนึ่งพวกปลาทู ปลาเล็ก ปลาใหญ่ฆ่าคนตายกี่คน และคนฆ่าสัตว์ตายวันละกี่ตัว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทำไมเราจะมานั่งรังเกียจสัตว์เพื่อประโยชน์อะไร

ถ้าจะว่ากันไปเราเองซิมีความร้ายกว่าสัตว์มาก แล้วเราจะไม่พูดกันถึงในข้อนี้ เราก็จะพูดกันเฉพาะในข้อที่ว่า เรามีความต้องการเมตตาปรานีสัตว์ เราไม่รังเกียจในสัตว์ก็แล้วกัน เราจะไม่ฆ่าสัตว์ เราจะไม่ทรมานสัตว์ มีความรู้สึกว่าสัตว์กับเราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตายเหมือนกัน อย่างนี้สบายใจดีไหม

ถ้าเราอยากจะฆ่าเขา ถ้าเขาจะฆ่าเราเข้าบ้าง เราจะมีความรู้สึกอย่างไร เราไม่ต้องการ สัตว์ตัวเล็ก ๆ เช่น ยุง ขอเลือดเราหยดเดียว เราเกิดตีเสียจนตาย ค่าของชีวิตสัตว์ช่างไม่มีราคาค่างวด ไม่มีใครรับรองชีวิตเสียเลย

เป็นอันว่าความร้ายแรงของคนมีความร้ายแรงยิ่งกว่าสัตว์ ทำไมเราจะต้องไปนั่งรังเกียจสัตว์ว่าเป็นสัตว์ชั้นเลว สัตว์เดรัจฉานนะ มายกย่องตนเองว่ามนุษย์เป็นสัตว์ชั้นดี สัตว์ประเสริฐ หนักใจ ทีนี้ขอพูดตรง ๆ ว่าหนักใจ ไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไรจะให้มีความรู้สึกดีไปกว่านี้

เป็นอันว่า ท่านทั้งหลายเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระชินสีห์ เราปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน เราก็ต้องการจิตเมตตาความรัก กรุณาความสงสารไว้เป็นที่ตั้ง เราก็ไม่ยอมทำลายชีวิตสัตว์ ไม่ยอมกลั่นแกล้งให้สัตว์ได้รับความลำบาก มีความปลาบปลื้มใจ เมื่อมีโอกาสได้สงเคราะห์สัตว์ให้มีความสุข นี่เป็นข้อที่หนึ่งสำหรับศีล

ข้อที่ ๒ อทินนาทาน การลักขโมยทรัพย์สินของบุคคลอื่น ความจริงทรัพย์สินของเราไม่ต้องการให้ใครมาลักขโมย แล้วก็มีชาวบ้านที่ไหนที่เคยประกาศทางหนังสือพิมพ์ ประกาศทางวิทยุ แจกใบปลิว หรือโฆษณา หรือขยายเสียงว่าทรัพย์สินของฉันมีมาก ขอท่านทั้งหลายจงมาช่วยกอบโกยทรัพย์ของฉันไปโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจจะมีที่ไหนบ้างก็ได้

อาตมาชีวิตยังน้อย แต่ว่าชีวิตที่เกิดมาผ่านมายังไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น ก็เป็นอันว่าเท่าที่ทราบ คนก็ดี สัตว์ก็ดี ไม่ต้องการให้เรายื้อแย่งทรัพย์สินของเขา เรามีความรู้สึกฉันใด เขาก็มีความรู้สึกฉันนั้น

ทีนี้ความต้องการในทรัพย์สินของบุคคลอื่น เราจะทำลายด้วยวิธีไหน องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงตรัสว่า การอยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นนั้นเป็นเรื่องจากความโลภเป็นสำคัญ การที่เราจะทำลายความโลภให้หมดไป เราก็ต้องมีการให้ทาน เป็นการต่อต้านกับความรู้สึกนั้น ความรู้สึกอยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตน เราไม่เอาล่ะ เราไม่ต้องการอยากได้ทรัพย์สินของเขา แต่เรากลับให้ทรัพย์สินของเราให้เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น

นี่เป็นปฏิปทาเพื่อก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระโสดาบัน จะเห็นว่าพระโสดาบันทุกท่านพอใจในการสงเคราะห์ เป็นการทำลายความโลภ ไม่มีความทะเยอทะยาน อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นของตน

ทว่าพระโสดาบันยังร่ำรวย แต่ว่าการทำมาหากินโดยปกติท่านเรียกว่า สัมมาอาชีวะ อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ และไม่ทรงถือว่าเป็นความโลภ ความโลภในที่นี้ เป็นการถือเอาทรัพย์สินที่บุคคลอื่นให้โดยไม่ชอบธรรมเท่านั้น

นี่การจะแก้ตัวนี้ แก้โลภตัวนนี้ก็ต้องมีการให้ทานเป็นกำลัง การให้ทานที่จะมีขึ้นได้ก็อาศัยจิตเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร เป็นอันว่าถ้าเรามีเมตตาความรัก กรุณาความสงสาร ก็คุมศีลได้สองสิกขาบทแล้ว

ต่อไปองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงแนะนำว่า โทษแห่งความทุกข์ และเหตุแห่งความทุกข์ข้อที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจาร การละเมิดความรักในบุคคลอื่น ข้อนี้ยังมีความเข้าใจว่า แย่งสามีเขา แย่งภรรยาเขาเป็นกาเมสุมิจฉาจาร

แต่เนื้อแท้แล้วองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาทรงตรัสว่าสามีเขาก็ดี ภรรยาเขาก็ดี ลูกเขาก็ดี เหลนเขาก็ดี ญาติเขาก็ดี คนรับใช้ก็ดี คนอยู่กับผู้บังคับบัญชาก็ดี ทั้งหมดนี้ถ้าไปละเมิดโดยที่ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้ปกครองเขาไม่รู้ บิดามารดาไม่รู้ ไม่อนุญาต เขาผู้นั้นมีโทษเป็นกาเมสุมิจฉาจาร อันนี้ต้องละให้หมด ยินดีแต่เฉพาะคู่ตัวผัวเมียเท่านั้น จึงจะถูกต้องตามจังหวะของการรักษาศีลเพื่อความเป็นพระโสดาบัน

นี่ความรู้สึกอย่างนี้เราจะทำยังไง ดีไม่ดีเห็นคู่ครองของบุคคลอื่นมันน่ารัก น่าปรารถนา น่าร่วมรักเสียจริง ๆ

อย่าลืมท่านชายก็ดี ท่านหญิงก็ดี มานึกถึงตัวเราก็แล้วกัน ว่าเขากับเราผู้เป็นเจ้าของย่อมมีความรู้สึกเสมอกัน เราไม่ต้องการให้ใครมาทำลายคนรักของเรา และบุตรหลานของเรา โดยที่เราไม่เห็นชอบด้วยฉันใด คนอื่นทั้งหลายเขาก็มีความรู้สึกฉันนั้น อดใจยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ใช้เมตตาความรัก กรุณาความสงสารบุคคลผู้เป็นผู้ปกครอง ว่าเขากับเรามีความรู้สึกเหมือนกัน ในตอนนี้ ท่านเรียกว่า สันโดษ ยินดีแต่เฉพาะคู่ครองของตัวเท่านั้น หักอารมณ์ข่มใจเข้าไว้ เพราะว่าการสัมผัสระหว่างเพศไม่ได้สร้างให้เรามีความสุขตลอดกาลตลอดสมัย ถ้าทำผิดจังหวะเข้าไปร่วมละเมิดคนรักของบุคคลอื่นเขาเข้า หรือที่เขาหวงแหนชีวิตจะสั้น ตัวเองก็จะมีแต่ความเดือดร้อน ข้อนี้องค์สมเด็จพระชินวรจึงได้ทรงแนะนำให้ละเสีย เราจะมีความสุข

ข้อที่ ๔ มุสาวาท องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถให้ปรารภว่าเราเองต้องการไหมว่าคนอื่นเขาจะมาโกหกมดเท็จ ในเรื่องที่เราต้องการความจริง อันนี้ก็จะมองเห็นได้ว่าทั้งท่านชายและท่านหญิงก็ไม่พึงปรารถนา เราไม่ต้องการฉันใดเขาก็ไม่ต้องการฉันนั้น นอกจากคำมุสาวาท วาจาที่ไม่ตรงกับความจริงแล้ว

องค์สมเด็จพระประทีปแก้วให้ระงับถ้อยคำคือ คำหยาบ เป็นเครื่องสะเทือนใจของบุคคลผู้รับฟัง วาจาส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นเขาแตกร้าวซึ่งกันและกัน เพ้อเจ้อเหลวไหล วาจาที่ไร้ประโยชน์ พูดแล้วไม่เกิดประโยชน์ อันนี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแนะนำให้ละเสีย รวมความว่าสิ่งทั้งหมดนี้เราเองเราก็ไม่ต้องการ เมื่อเราไม่ต้องการแล้วใครเขาจะต้องการ

ข้อที่ ๕ องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแนะนำให้ละจากการดื่มสุราและเมรัย เพราะว่าเป็นฐานะที่ตั้งแห่งความประมาท ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่าตามปกติเราก็เมาอยู่แล้ว ถ้าเราไปดื่มสุราเมรัยเข้าประสาทมันจะฟั่นเฟือน ทำลายทรัพย์สินที่เรามีอยู่โดยใช่เหตุ และเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเขาเหยียดหยามดูถูกดูหมิ่น คนดื่มสุราเมรัยไม่เป็นที่นิยมของคนดี จะมีอยู่บ้างก็สำหรับคนเลวเท่านั้น ที่มันเลวเท่ากันเขาก็นิยมกันเอง คนที่ดีนี่เขาไม่นิยม พูดอย่างนี้คนเขาไม่เข้าใจ คนดื่มสุราก็ช่างประะไร

เราพูดกันเฉพาะบุคคลที่ต้องการความเป็นพระโสดาบันเท่านั้น ศีล ๕ ประการสำหรับฆราวาส องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถถือว่าเป็นปกติ ศีลที่คนทุกคนต้องการ สำหรับพระ สำหรับเณรก็จงระวัง ท่านจงอย่าถือว่ามีศีล ๒๒๗ มีศีล ๑๐ หากว่าศีล ๕ สิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งท่านพลาด ก็แสดงว่าสิกขาบททั้ง ๒๒๗ สิกขาบท หรือสิกขาบท ๑๐ ของท่านไม่มีเลย และของเล็กยังรักษาไม่ได้ แล้วของใหญ่จะรักษาได้อย่างไร

เป็นอันว่าท่านทั้งหลาย การที่จะเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ศีล รักษาศีลให้มั่นคง ดำรงจิตให้ทรงอยู่ อย่างนี้เราจะเห็นตัวอย่างสาวกขององค์สมเด็จพระบรมครู เวลามีน้อย ยกตัวอย่างมาแต่น้อย ๆ


อย่าง นางขุชชุตตรา สาวใช้ของพระนางสามาวดี ในตอนต้นนี้นางขโมยค่าดอกไม้ของพระนางวันละ ๔ ตำลึง เพราะว่าพระนางสามาวดีได้รับความเมตตาจากพระเจ้าอุเทนบรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอทรงพระราชทานค่าดอกไม้วันละ ๘ ตำลึง ขุชชุตตราสาวชาววังใกล้ชิด ได้รับใช้ให้ไปซื้อดอกไม้ก็ว่ากันเสียวันละ ๔ ตำลึง ๆ วันละครึ่งของผลที่ให้ไป

ต่อมา เมื่อนางได้ฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเทศน์จบที่บ้านของนายมาลาการ ก็ปรากฏว่า นางนั้นได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อได้เป็นพระโสดาบันในวันนั้นเป็นต้นมา นางก็เลิกโกงค่าดอกไม้

นี่จะเห็นว่าคนที่เป็นพระโสดาบันนั้น เขาไม่ละเมิดศีล ๕ จริง ๆ

อีกอันหนึ่งในเรื่องเดียวกัน สำหรับการรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต นี่ก็ได้แก่ คณะของพระนางสามาวดี ก็มีขุชชุตตราเป็นอาจารย์ เมื่อกลับถึงพระราชฐาน พระนางสามาวดีเห็นดอกไม้มากขึ้นเท่าตัว จึงถามว่าวันนี้พระราชาทรงพระราชทานค่าดอกไม้ให้ฉันเพิ่มหรืออย่างไร นางขุชชุตตราก็บอกว่าไม่ใช่พระแม่เจ้า พระราชทานเท่าเดิม

เพราะวันก่อน ๆ นี่หม่อมฉันโกงเสียครึ่งหนึ่ง ซื้อมาครึ่งหนึ่ง นี่คนที่เป็นพระโสดาบันนี่เขาก็ไม่โกหกด้วย เขาพูดตามความเป็นจริง พระนางสามาวดีถามว่าวันนี้ทำไมจึงไม่เอา นางก็บอกว่าไม่เอาแล้ว ฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ท่านบอกว่าบาป เป็นความชั่ว พระนางสามาวดีขอให้เธอเทศน์ให้ฟัง พร้อมด้วยหญิงอีก ๕๐๐ ( ขอพูดแต่ลัด ๆ ) เธอพูดให้ฟังจบเดียว ก็ปรากฏว่าหญิงทั้งหมดเป็นพระโสดาบันหมด

ในขณะนั้นเองที่องค์สมเด็จพระบรมสุคตยังอยู่ในประเทศนั้น วันหนึ่งพระนางมาคันทิยา มีความริษยาในพระนางสามาวดีกับคณะที่บำรุงพระพุทธเจ้า จึงตั้งใจจะเข่นฆ่าพระนางสามาวดีกับหญิง ๕๐๐ คนทั้งหมด เพราะว่าสนใจในองค์สมเด็จพระบรมสุคต ที่เธอไม่เลื่อมใส นางจึงให้อาเอาไก่เป็นไปให้พระนางสามาวดีแกงไปให้พระราชา

นี่ขอเล่ากันแบบลัด ๆ เป็นการประกอบเรื่อง พระนางสามาวดีพร้อมด้วยหญิง ๕๐๐ ได้ฟังข่าวว่า พระราชาต้องการเสวยแกงไก่ แต่ว่านำไก่เป็นมาให้ นางก็บอกว่ารับไม่ได้ ด้วยฉันรักษาศีล ฆ่าสัตว์ไม่ได้ เขาบอกว่าเป็นคำสั่งของพระราชา อาจจะต้องถึงตาย นางก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าฉันจะตายเพราะทรงศีลบริสุทธิ์ฉันยอมรับ เป็นอันว่านางก็ไม่ยอมฆ่าสัตว์ ไม่ยอมฆ่าไก่

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย จะเห็นว่าการเป็นพระโสดาบัน นี่มีความมั่นคงในศีลจริง ๆ อย่างนางขุชชุตตรานั่น เขาไม่ยอมนำเอาทรัพย์สินที่พระนางสามาวดีให้ไปซื้อดอกไม้ที่เคยโกงไว้วันละ ๔ ตำลึง เขาก็ไม่โกง เมื่อไม่โกงแล้วก็ไม่โกหกมดเท็จ

และต่อมาคนของพระนางสามาวดีทั้งหมด อาจจะมีโทษถึงประหารชีวิต เพราะขัดคำสั่งของพระราชา แต่ทว่าพระนางทั้งบรรดานางทั้งหมดมีหญิง ๕๐๐ คนที่มีพระนางสามาวดีเป็นประธาน ก็กล้าที่จะยืนยันว่าเราจะไม่ยอมฆ่าไก่เด็ดขาด เพราะว่าเราเคารพในองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถ จะตายก็ตามที ยอมรักษาศีลยิ่งกว่ารักษาชีวิต

นี่แหละ บรรดาท่านทั้งหลาย ที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระธรรมสามิสร ไหน ๆ ท่านก็ประกาศตน เคารพในองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว แล้วก็ต้องการความเป็นพระโสดาบัน คือ เป็นความสุขขั้นต้นในพระพุทธศาสนา

ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยทั่วหน้า จงพากันรักษาสังโยชน์ข้อที่ ๓ คือ ทำลายอารมณ์ที่รัดรึงใจ ได้แก่ สีลัพพตปรามาส

การเป็นผู้ทำลายศีลจงอย่ามีแก่จิตใจของบรรดาท่านพุทธบริษัท ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านจงมีความมั่นใจในการรักษาศีล และจงเชื่อว่าท่านผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้น ย่อมมีความสุขทั้งในชาติปัจจุบันและสัมปรายภพ คือ คนดีที่มีศีลบริสุทธิ์ ชาตินนี้ก็มีความสุข เมื่อตายจากชาตินี้แล้วเกิดมาในชาติใหม่ก็มีความสุข ขึ้นชื่อว่าความทุกข์ใด ๆ ที่มีปัจจัยเกิดแก่ศีล ไม่มีสำหรับบรรดาท่านพุทธบริษัท

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลาการที่จะแนะนำกันก็หมดแล้ว ต่อแต่นี้ไปขอบรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จงใช้อิริยาบถตามสมควรนั่งปฏิบัติ นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งห้อยขาจากเก้าอี้ หรือเอนกายบนเตียงนอน หรือที่พื้นข้างล่าง จะยืนหรือจะเดินจงกรมก็ได้ ให้ทรงใจนึกถึงศีลไว้เสมอ ที่เรียกว่า สีลานุสสติกรรมฐาน

เพราะว่าสีลานุสสติกรรมฐานจะทรงอยู่ได้นานก็เพราะอาศัยมีพรหมวิหาร คือ เมตตากับกรุณา ทั้ง ๒ ประการคงอยู่ด้วย จะช่วยให้อารมณ์ใจของท่านเป็ฯเอกัคคตารมณ์

มองดูเวลาสำหรับการที่จะพูดกันก็หมดแล้ว ต่อนี้ไปขอบรรดาสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว จงปฏิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอนที่องค์สมเด็จพระชินวรแนะนำมาตามที่กล่าวแล้ว จนกว่าจะถึงกาลเวลาอันสมควรของท่าน สวัสดี*

Copyright © 2001 by
Amine
30 ต.ค. 2544 11:45:25