Make your own free website on Tripod.com
บุคคลตัวอย่าง พุทธานุสสติกรรมฐาน

*--*หมาไปเกิดเป็นเทวดา*--*

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนจบวันนี้ยังคงไม่อาศัยนิมิต เพราะว่าพูดกันมาเรื่องดาวดึงส์ เรื่องของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ที่มีความสำคัญมีอยู่

ที่องค์สมเด็จพระบรมครูทรงยืนยันว่า สวรรค์มีจริง และ สวรรค์เป็นที่เปิด คำว่า สวรรค์เป็นที่เปิด ก็เพราะว่าสวรรค์ไม่จำกัดเฉพาะคนประเภทไหนจะไปสวรรค์ก็ได้ นั่นหมายถึง ฐานะจะเป็นพระมหากษัตริย์ก็ดี เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็ดี ก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ จะเป็นมหาเศรษฐี อนุเศรษฐีก็ไปได้ จะเป็นคหบดี หรือพ่อค้า คนยากจนเข็ญใจ ก็ไปได้ ก็รวมความว่าพระภิกษุสามเณรก็ไปได้ เหมือนกับนรกเหมือนกัน สวรรค์เห็นแดนเปิด และก็นรกก็เป็นแดนเปิด ใครสมัครใจจะไปทางไหนไปได้ทั้งนั้น แต่ว่าสวรรค์ก็ดี นรกก็ดี ไม่เปิดเฉพาะคน ก็สงสัยเหมือนกันนะว่า นรกเขาจะเปิดรับสัตว์เดรัจฉานหรือเปล่าก็ไม่ทราบ คือ สัตว์เดรัจฉานที่ต้องตกนรกก็ยังไม่ทราบว่ามีหรือไม่มี หรืออาจจะมีแต่จำไม่ได้ก็เป็นไปได้ ก็ต้องขอบอกให้ทราบ ความรู้ทุกอย่างในพุทธศาสนา อาตมารู้ไม่ครบ มีความรู้เฉพาะอย่างเท่าที่พบมา และสิ่งใดที่ไม่พบก็ไม่ขอปฏิเสธและก็ไม่ขอยืนยันว่าจะมีหรือไม่มี

เป็นอันว่า สวรรค์เปิดตลอด คนก็รับ สัตว์เดรัจฉานก็รับ เปรตก็รับ เปรตจะไปสวรรค์ สวรรค์ก็รับ อย่างกับมารดาพระสารีบุตรเป็นเปรตอยู่ ไปได้โมทนาอานิสงส์ของพระสารีบุตร จากเปรตไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ต่อมา สัตว์เดรัจฉานก็มีโอกาสไปอย่าง ช้างของท่านมาฆมานพ ก็ไปเกิดเป็นเอราวัณเทพบุตร แต่ช้างเชือกนี้ปรากฏประวัติเป็นแค่สร้างความดี ไม่สร้างความชั่ว อย่างที่พระราชาให้เหยียบคน ๓๓ คน ซึ่งทำความดี ช้างไม่ยอมเหยียบ นอนเฉย ๆ นายอำเภอบอกว่า ช้างกลัวตาคน ตาคนมาก ให้เอาเสื่อรำแพนคลุม ในเมื่อเอาเสื่อรำแพนคลุม ไสช้างเข้าไปให้เหยียบ ช้างไปถึงปั๊บหยุด ไม่ยอมเหยียบ เป็นอันว่า ช้างเชือกนี้เป็นช้างที่มีบุญ และ มีความฉลาด รู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักควรไม่ควร รู้จักสิ่งที่ควรเว้น แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ สุนัข หรือ หมา ตอนนี้ให้ชื่อว่า หมาไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก

ในเมื่อหมาไปได้ เราเป็นคนจะไปได้ไหม บรรดาท่านพุทธบริษัทก็ลองคิดดูว่าเรากับหมาใครจะเก่งกว่ากัน หมานี่ความจริงเขาเรียกกันว่า "สุนัข" สุนัข แปลว่า เล็บงาม เป็นภาษาบาลีว่า สุนัข ถ้าหมาจริง ๆใช้ศัพท์ว่า สา ทีนี้จริง ๆ แล้วเธอเป็นหมา เธอจะเป็นสุนัขด้วยหรือเปล่าไม่ทราบ

ขอเล่าประวัติความเป็นมาสักเล็กน้อย นั่นก็หมายความว่า คนที่จะไปดาวดึงส์ หรือ หมาที่จะไปดาวดึงส์ตัวนี้ เดิมทีเดียวเป็นคน ตายจากคนเป็นหมา ตายจากหมาเป็นเทวดา ตายจากเทวดามาเกิดเป็นลูกหญิงแพศยา ถูกทิ้ง ๗ ครั้ง เขาปล่อยให้อดข้าวมาตั้งแต่เกิด แล้วต่อมาก็ได้เมีย เป็นลูกของอนุเศรษฐี ต่อไปก็ได้เป็นมหาเศรษฐี ก็เลยสงสัยว่าท่านผู้นี้ไปนิพพานแล้วหรือยัง ถ้าไปนิพพานแล้วก็แสดงว่าหมาดีกว่าอาตมามาก อาตมาคงสู้หมาไม่ได้ โดยเฉพาะเวลานี้ หมาตัวที่พูดนี้นะ อาตมาก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว ในช่วงแรกท่านไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราสู้ไม่ได้ เราเป็นคน อันนี้ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนพึงทราบว่า หมาที่มีคนสงเคราะห์ และมีความยินดีในพระ อย่าตี นอกจากมีความผิดก็ตีได้ ไม่มีความผิด จะวิ่งไปหาพระแสดงความยินดีในพระ อย่าตี เพราะหมามีบุญ จะได้ไปสวรรค์ เราก็ช่วยสงเคราะห์ให้สัตว์ไปสวรรค์ด้วยจะเป็นการดี

เป็นอันว่า ท่านผู้นี้เดิมทีเดียวเป็นคน ชื่อ โกฏุหลิกะ อยู่เมือง ๆ หนึ่ง เกิดโรคระบาดเกิดขึ้น ก็พาเมียกับพาลูกน้อย ( ลูกน้อยเพิ่งออกได้ ๒ - ๓ เดือนมั้ง เดือนสองเดือน ตอนนี้ยังคลานไม่ได้ ) อุ้มเดินผ่านป่าไปอีกเมืองหนึ่ง ในที่สุดหลายวันเข้า อาหารที่ติดมาก็หมด สองตายายก็อดอาหาร แต่ยังหนุ่มยังสาวนะ สามีก็บอกกับภรรยาว่า ลูกคนเดียวอุ้มไม่ไหวแล้ว ทิ้งเสียเถิด เธอยังสาวอยู่ พี่ยังหนุ่ม พี่จะสร้างให้ใหม่ ภรรยามีความรักในลูกก็ไม่ยอมปฏิบัติตาม เอาลูกมาอุ้มแทนเสียเอง

ต่อมาตอนเย็นใกล้ค่ำวันหนึ่ง สามีก็หานโยบายบอกว่า เธออุ้มลูกมานานแล้วผลัดกันเถิด ฉันอุ้มแทนไม่เป็นไร ลูกเราก็รักเสมอกัน ฉันเป็นพ่อ เธอเป็นแม่ ภรรยาก็เชื่อ เมื่อภรรยาเชื่อก็ให้สามีอุ้ม สามีก็แกล้งเดินช้า ๆ ภรรยาก็เดินไปข้างหน้า มันก็ไกลไปหน่อย เวลาก็พลบค่ำลง ในเมื่อโกฏุหลิกะเห็นภรรยาไปไกล ก็เอาลูกเข้าไว้ในโคนต้นไม้ เอาใบไม้กลบ ในตอนนั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท แกแถมหักคอลูกตายหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ทว่าเอาใบไม้กลบน่ะกลบแน่ แล้วก็เดินช้า ๆ อีก ให้ภรรยาเดินไปไกลแสนไกลจึงค่อย ๆ เดินไปทัน

ตอนนี้เวลามันก็ค่ำมากแล้ว ไม่รู้ว่าไปไหนต่อไปไหนกัน ภรรยาก็ถามว่าลูกไปไหน เธอก็รับตามความเป็นจริงว่าทิ้งไว้ตรงโคนไม้โน้น ภรรยาเสียใจ กลับเดินย้อนมาใหม่ มาหาลูก มันก็ค่ำแสนค่ำ หาไม่พบ ผลที่สุดก็ต่างคนต่างเดินตามกันไป พอโผล่มาถึงเมืองอีกเมืองหนึ่ง อาศัยความหิวโหยมา ๒ - ๓ วัน มันจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว เห็นบ้านหลังใหญ่ ๆ สวย ๆ มีคนมาก ก็คิดว่าบ้านนี้คงจะมีอาหาร สองคนจึงเข้าไปในบ้าน คลานเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขออาหารกิน

ท่านคหบดีเวลานั้นท่านกำลังกินข้าวอยู่ เวลากินข้าวก็มีสุนัขตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสุนัขตัวเมีย ท่านเลี้ยงไว้ ท่านกินบ้าง ท่านก็แบ่งให้สุนัขกินบ้าง ข้าวที่สุนัขกินหรือหมากิน ตัวนี้สุนัข ไม่ใช่หมา เพราะจริยาต่างกัน ขอเรียกว่า สุนัข คือ เล็บงาม เธอดีมาก เธอเป็นสุนัขแสนรู้ เธอกินข้าวที่มหาเศรษฐีกินก็เป็น ข้าวมธุปายาส ข้าวชั้นเลิศของคนสมัยนั้น

เมื่อท่านเห็นสองคนเข้าไปขออาหาร ท่านก็สั่งให้คนใช้ไปนำอาหารมาให้สองคน เมื่อเวลาเขานำอาหารมาให้ ภรรยามีความรักในสามีมาก ก็ยังไม่กิน ให้สามีกินก่อน สามีก็แสนดีหม่ำเสียจนกระทั่งไม่เหลือ ภรรยาถามว่าอิ่มหรือยัง สามีบอกว่ายังไม่อิ่ม ยังไม่พอ ภรรยาก็ส่งส่วนของตนให้อีก ความจริงเมียเขาดีจริง ๆ มีความรักในผัวมาก ยอมอด ยอมหิว ปล่อยให้สามีหรือผัวมีแรง ท่านผัวก็แสนเลว ความจริงก็น่าจะคิดถึงเมียว่า เมียก็หิวมาด้วยกัน เหนื่อยมาด้วยกัน กินคนละจานมันไม่พอก็ขอใหม่ หรือ มิฉะนั้นถึงแม้ยังไม่พออิ่มก็ไม่เป็นไร ไม่ตายแล้ว มีอาหารกิน เธอไม่คิดอย่างนั้น เป็นคนเห็นแก่ตัวเกินไป กินจานส่วนที่สองเข้าไป ทีนี้มันก็ล้นน่ะซี อึดอัด ผลที่สุดลมก็แน่นจุกเสียด ตายเวลานั้น

ก่อนที่จะตาย ขณะที่เธอกินอาหาร ก็มีความรู้สึกว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มันแสนจะดี เป็นสุนัขที่มีบุญ ดีกว่าเราซึ่งเป็นคน เราเป็นคน อด ๆ อยาก ๆ แต่เจ้าสุนัขมันมีความสุข อาหารก็ดี ที่อยู่ก็สบาย ท่านคหบดีกินอะไร มันก็กินอย่างนั้น รู้สึกว่าดีกว่าคนใช้ในบ้าน คนใช้ในบ้านก็ดีกว่าเรา แต่เราเลวกว่าหมา เราเลวกว่าสุนัข เธอก็จิตใจผูกพันนึกถึงสุนัข เวลาจะตายใจนึกถึงสุนัข เวลานั้นจิตใจไม่ได้ไปทางไหน เลยไม่ต้องลงนรก เข้าท้องสุนัขไป

ต่อมาเมื่อครบกำหนด กี่เดือนก็ไม่ทราบ หมามันท้องกี่เดือนอาตมาก็จำไม่ได้ ก็ปรากฏว่าเจ้าสุนัขตัวนั้นคลอดออกมาเป็นตัวผู้ เป็นสุนัขแสนรู้ ตัวนี้ก็ขอเรียกสุนัขหน่อย เป็นสุนัขแสนรู้ เพราะตายจากความเป็นคนเกิดเป็นสุนัข ก็รู้ภาษาคนทุกอย่าง เว้นไว้แต่พูดเหมือนคนนั้น พูดไม่ได้ ฉะนั้นเวลาท่านมหาเศรษฐีจะทำอะไร ใช้อะไร ทำได้ทุกอย่าง ตามที่สุนัขสามารถจะพึงทำ

เวลานั้นท่านมหาเศรษฐี เวลาออกพรรษา มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ที่ท่านมหาเศรษฐี ( ขอเรียก มหาเศรษฐีก็แล้วกัน คหบดีนี่ลืมเรื่อย เขามีทรัพย์เป็นสิบ ๆ โกฏิ เรียก มหาเศรษฐีก็ได้นะ มันก็ผิดบาลีไปหน่อย ตามบาลีท่านเรียกคหบดี แต่ปากมันเผลอเสียงวันนี้มันค้านกับปาก ปากไม่พูดตามเสียง เพราะคอไม่ดีมาก )

เป็นอันว่า ท่านคหบดีมีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้มาก นิมนต์มาฉันภัตตาหารเป็นประจำตลอด จนกว่าจะเข้าพรรษา มาอยู่ที่เขาใกล้ ๆ บ้าน ตอนเช้าท่านไปรับพระปัจเจกพุทธเจ้า พอถึงพุ่มไม้ ท่านก็เอาไม้ตีส่งเสียงดัง เป็นการไล่สัตว์ร้ายที่อยู่ในพุ่มไม้นั้น เจ้าสุนัขตัวนี้ก็จำ พอไปถึงถ้ำที่พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ก็เข้าไปกราบนิมนต์ท่านมา

บางวันท่านคหบดีไปไม่ได้ มีธุระ ก็ใช้เจ้าสุนัขตัวนี้ไปว่า เจ้าจงไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามา เจ้าสุนัขตัวนี้ไปถึงพุ่มไม้ที่ท่านมหาเศรษฐีเคยตี เคยตวาด ก็ส่งเสียงเห่าโฮ้งเฮ้ง ๆ ๆ เป็นการไล่สัตว์ที่อยู่ในนั้น พอไปถึงวิหารพระปัจเจกพุทธเจ้า มันก็หมอบ ก็คลานเข้าไป ส่งเสียงโหยหวนเล็น้อย เป็นการแสดงว่านิมนต์ พระปัจเจกพุทธเจ้ารู้ท่า ก็ตามมันมา เจ้าสุนัขก็เดินนำหน้า พอถึงทางเลี้ยวเข้าบ้านก็เลี้ยวเข้า ทำอย่างนี้เป็นปกติ บางครั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านลองดูซิว่า เจ้าสุนัขตัวนี้จะรู้จริงหรือไม่จริง ถึงทางที่เจ้าสุนัขเลี้ยวท่านไม่ยอมเลี้ยว มันก็ดึงชายสบงตอนนี้ลำบาก ถ้าสบงหลุดท่านก็อยู่ไม่ได้ ดึงชายสบงให้เข้าทาง ผลที่สุดพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ต้องตามไป

ก็รวมความว่า เธอปฏิบัติอย่างนี้ เธอมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก ถ้าจะบอกว่าเคารพด้วยก็ได้นะ บาลีไม่ได้บอกว่าเคารพ ความจริงก็ต้องเคารพ เพราะเห็นเจ้านายหมอบคลาน เวลาไปถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าก็หมอบคลานเหมือนกัน แล้วก็ส่งเสียงนิดหน่อย ลีลาคล้ายจะนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเคารพ ทั้งมีความรัก ทั้งมีความเคารพ ในเมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าฉันอยู่ที่บ้าน เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ไม่ได้นั่งห่าง อยู่ใกล้ชิดตลอดเวลา

ต่อมาถึงเวลาเข้าพรรษา พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านต้องกลับภูเขาคันธมาธน์ ท่านก็ลาคหบดี อาจจะบอกลาเจ้าสุนัขแสนรู้ด้วยก็ได้ คงจะบอกลา และอาตมาเคยว่าง ๆ ก็พูดกับหมาเหมือนกัน มันรู้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่ทราบ แต่ว่าสิ่งใดที่ต้องการ พูดไป เจ้าหมาทำได้ทุกอย่าง ตามความสามารถของหมา แสดงว่าฝูงหมาที่เลี้ยงไว้ หรืออยู่ในวัด มันก็รู้พอสมควร ก็เป็นอันว่าท่านอาจจะลาเจ้าสุนัขตัวนั้น

หลังจากนั้นท่านก็เหาะไป เจ้าสุนัขมันเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะไปมันคิดถึง คิดถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เห่าบ้าง หอนบ้าง แสดงความเคารพ แสดงความอาลัย เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าลับตัวไป เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ขาดใจตายทันที

เมื่อขาดใจตายจากความเป็นสุนัข อาศัยที่มีความเคารพมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้า อย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท อย่าลืมว่าเจ้าสุนัขตัวนี้มันมีความรักในพระปัจเจกพุทธเจ้ามาหลายเดือน เข้าใจว่าเขาจะนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นปกติ จะเห็นว่า เวลาที่ท่านมหาเศรษฐีไปรับ เจ้าสุนัขตัวนี้ก็ไปด้วย เวลาที่ท่านมหาเศรษฐีไปไม่ได้ ก็ใช้เจ้าสุนัขตัวนี้ไป เขาก็ทำทุกอย่าง แสดงว่าเขารักพระปัจเจกพุทธเจ้า และมีความเคารพนับถือด้วย จิตนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นปกติ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าจากไปเธอก็มีความอาลัย แสดงว่า มีความนึกคิด รักพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก นี่เป็นเครื่องพิสูจน์

การที่มีความรู้สึกอย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท ถ้านักพุทธศาสนาจริง ๆ เขาเรียกว่า พุทธานุสสติกรรมฐาน ถ้าจะถามว่าสัตว์เจริญกรรมฐานได้รึ ก็ขอตอบว่า สุนัขตัวนี้นั้นเจริญกรรมฐาน ถ้าจะถามว่าเจริญกรรมฐานนั่งสมาธิไม่ได้ ก็ต้องขอตอบว่า กรรมฐานไม่จำเป็นต้องนั่งขัดสมาธิ กรรมฐานอยู่ที่อารมณ์ของใจหรือสมาธิ เป็นอารมณ์ของใจ วิปัสสนาเป็นอารมณ์ของใจ ร่างกายจะอยู่ท่าไหนนั้นไม่มีความสำคัญ จะนั่งก็ได้ นั่งท่าไหนก็ได้ตามชอบใจ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ จะนอนก็ได้ แต่ทว่าข้อสำคัญมีอยู่ว่าให้จิตใจจับอยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่เราต้องการ อย่างเจ้าสุนัขตัวนี้ จิตใจจับจ่ออยู่ในพระปัจเจกพุทธเจ้า จะเห็นว่าแกนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นปกติ ถ้าจะถามว่าพระปัจเจกพุทะเจ้าไม่ใช่สัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมจึงเรียกว่า พุทธานุสสติ ก็ต้องขอตอบว่า เขาเรียกกันว่า ปัจเจกพุทธะ ใช่ไหม ปัจเจกพุทธเจ้าก็คือ พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แต่ว่าไม่มีหน้าที่สอนตรงกับบรรดาท่านพุทธบริษัท บรรลุเองโดยไม่ต้องมีครูสอนเหมือนพระพุทธเจ้า แต่ว่าใครสนใจในธรรมไปบอกท่านก็ไป แต่ท่านไม่เดินไปสอน ใครไปหาท่าน ท่านช่วย ถ้ามีความจำเป็นท่านก็ไปหาเหมือนกัน แต่ไม่ใช่สาธารณะทั่วไปเหมือนพระพุทธเจ้า

ฉะนั้น การที่สุนัขนึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเป็น พุทธานุสสติ ตามในเรื่องของ มัณฐกุณฑลีเทพบุตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ไม่เคยยกมือไหว้ ไม่เคยฟังเทศน์ ไม่เคยใส่บาตร ตายแล้วไปสวรรค์นับไม่ถ้วน นับเป็นโกฏิ ๆ แต่ว่าสุนัขตัวนี้มีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ใช่นึกถึงอย่างเดียว มีความเคารพด้วย รักด้วย ปฏิบัติเพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วย มีกำลังสูงมาก

ฉะนั้น เมื่อเธอตายจากความเป็นสุนัข ก็ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีนามว่า โฆษกเทพบุตร( โฆษกะ แปลว่าว กึกก้อง ) ถ้าพูดเป็นภาษาไทยก็แปลว่า เทวดาที่มีเสียงดัง พูดตามปกติธรรมดา ๆ เสียงเบา ๆ ดังไป ๖๐ โยชน์ ถ้าพูดเต็มเสียงดังก้องทั่วดาวดึงส์ อันนี้เป็นผลของการส่งเสียงนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า ส่งเสียงขับไล่ศัตรูที่จะมีระหว่างทางให้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็ส่งเสียงเคารพรักอาลัยในพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหาะไป เสียงดังแล้วก็เสียงเพราะ

เมื่อหมดบุญบารมีจากความเป็นเทวดาก็จุติมาเป็นคน กรรมที่ทิ้งลูกเข้ามาสนอง เข้าไปเกิดเป็นลูกหญิงแพศยา คือ โสเภณี โสเภณีเวลานั้นเขามีตระกูล เขามีศักดิ์ศรี แต่เขาไม่ต้องการลูกผู้ชาย เมื่อเกิดเป็นลูกผุ้ชายมา เขาไม่ต้องการ

กรรมที่ทิ้งลูก เขาก็เลยนำไปทิ้งไว้ในป่า เอาใบไม้กลบ ต่อมาท่านมหาเศรษฐีก็นำมาเลี้ยง แต่ก่อนมามีโหรพยากรณ์ว่า คนเกิดวันนี้จะเป็นมหาเศรษฐีในวันหน้าต่อไป ท่านมหาเศรษฐีก็ให้ไปดูภรรยาว่าเมียคลอดบุตรหรือยัง ก็ปรากฏว่ายัง ก็ทราบว่าหญิงคนนี้คลอดบุตร แล้วก็เอาไปทิ้ง จึงให้นำมาเลี้ยง หวังจะให้เป็นมหาเศรษฐี

ต่อมาจากกรรมทิ้งลูก เป็นเหตุให้เขาทอดทิ้งเพื่อให้ตาย ๘ ครั้ง ( เวลาน้อยขอเล่าลัด ๆ เรื่องใหญ่เขามีแล้ว ) เมื่อทิ้ง ๗ ครั้งไม่ตาย แต่ในที่สุดลูกชายของมหาเศรษฐีเองตายแทน

ต่อมาเขาก็ใช้ให้ไป เพื่อให้นายบ้านฆ่า นายบ้านสวยก็ไปพักบ้านอนุเศรษฐี หลับ ลูกสาวอนุเศรษฐีบ้านนั้นมีอยู่ ทราบว่าชื่อว่า โฆษก ก็เกิดความรัก ย่องเข้ามาดูเห็นห่อผ้า ( โฆษกคนนี้ปรากฏว่าไม่ได้เรียนหนังสือ ) เขาเขียนจดหมายไป ให้ปลายทางฆ่าก็ไม่ทราบ อ่านไม่ออก ) เธอแก้ห่อผ้าออกมาดู อ่านหนังสือพบ ก็คิดว่า ตายจริง คนนี้โง่มาก เขาสั่งให้ฆ่ายังนำจดหมายมา จึงแปลงสารเสียใหม่ว่า คนนี้ถึงเมื่อไรให้ต้อนรับทันที และให้แต่งงานกับลูกสาวอนุเศรษฐี ( เอาเข้านั่นแล้ว ) แต่งงานกับเธอ และจัดการระวังป้องกันเป็นอย่างดี เมื่อถึงปลายทางเขาก็ทำอย่างนั้น ในที่สุดพ่อเลี้ยงซึ่งเป็นมหาเศรษฐีก็ตาย เธอก็ได้เป็นมหาเศรษฐี

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัท ตอนท้ายลัดมาก ก็เพื่อจะให้ทราบว่า คนเราเกิดมา กฎของกรรมทั้ง ๒ ประการ ย่อมให้ผล คือ กรรมที่ทิ้งคนของโฆษก ก็ต้องถูกทอดทิ้ง เพื่อเขาหวังจะฆ่า แต่บังเอิญไม่ตาย ก็เพราะอาศัยที่ตนเคยทำบุญมา ได้แก่การมีความเคารพในพระปัจเจกพุทธเจ้า ช่วยเหลือท่าน และ ผลที่เคยสร้างเจดีย์ร่วมกัน สร้างเจดีย์และเป็นทาสที่ปฏิบัติพระเจดีย์ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่เขาฝังพระธาตุในกาลก่อน ( ต้องอีกเรื่องหนึ่ง อย่างนี้ต้องเป็นสูตรอีกสูตรหนึ่ง ) เป็นผลให้เธอได้เป็นมหาเศรษฐีต่อมาในชาตินี้

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย คนเกิดมาในชาตินี้ได้รับผลกรรม ๒ อย่าง เวลาใดที่กรรมเป็นกุศลให้ผล เวลานั้นก็มีความสุข เวลาใดกรรมที่เป็นอกุศลในชาติก่อนให้ผล เวลานั้นก็มีความทุกข์ ฉะนั้น ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย พึงทำใจให้สบายว่า ชาตินี้กุศลหรืออกุศลจะให้ผลก็ตามที เราเกิดมาพบศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ ท่านสอนให้รู้จักให้ทาน เราให้ ท่านสอนให้รู้จักรักษาศีล เรารักษา ท่านสอนให้เรารู้จักภาวนา เราภาวนา ทำทุกอย่างตามที่พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ อย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท อย่างต่ำเราไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ อย่างกลางเราไปพรหมได้ สวรรค์นี้ไม่จำกัดนะญาติโยมพุทธบริษัท อาจจะเป็นสวรรค์ชั้นไหนก็ได้ สวรรค์ อากาศเทวดาจริง ๆ มี ๖ ชั้น อย่างกลางไปพรหมได้ อย่างดีที่สุด ไปนิพพานได้

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ดูเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง ๑ นาที ก็หมดแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิพิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี

Copyright © 2001 by
Amine
10 ส.ค. 2544 23:11:35