Make your own free website on Tripod.com
บุคคลตัวอย่าง พุทธานุสสติ , สังฆานุสสติ

*--*นางเทพธิดาปูทะเล*--*

ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันนี้เป็นรายการของวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๓๑ รายการนี้ให้ชื่อเรื่องว่า นางเทพธิดาปูทะเล สำหรับเรื่อง เทวดาก็ดี สวรรค์ก็ดี มนุษยโลก พรหมโลก ก็ตาม นรกก็ตาม พระพุทธเจ้ายอมรับรอง อาตมก็บวชเข้ามาจากพระไตรปิฎก ก็ยอมรับนับถือว่า พระไตรปิฎกพูดถึงภพต่าง ๆ ไว้ถูกต้องจึงบวชเข้ามา ฉะนั้นวันนี้หรือต่อไปนี้ ขอพูดตามความจริง ในวิชาความรู้ของพระพุทธศาสนา ถ้าใครจะกล่าวโทษโจทก์ความผิดก็ตามใจ ในเมื่อไม่ผิดจะหาว่าผิดก็ต้องแยกพรรคแยกพวกกัน อยู่เป็นอิสระ อาการนี้ตั้งใจมานานแล้วว่าถูกรบกวนหนักเมื่อไร จะแยกพรรคทันที เพราะว่าเวลานี้หรือเวลาไหนก็ตาม ไม่ค่อยยอมรับความจริงกัน

ความจริงมีอยู่ ในศาสนาขององค์สมเด็จพระบรมครู แต่ว่าถ้าใครพูดความจริงหาว่ามีความผิด แล้วก็คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิล่ะ ถูกอยู่เสมอรึ สวรรค์มีจริงบอกว่าสวรรค์ไม่มี นรกมีจริงบอกว่านรกไม่มี ตายแล้วมีสภาพสูญ อันนี้มันเป็นศาสนาของเดียรถีย์ แต่พราหมณ์บางพวกเขาก็ยอมรับว่าสวรรค์นรกมีจริง เรื่องมีปรากฏให้ทราบ ไม่ได้ว่าใคร พูดไว้ก่อน พูดแล้วถ้าเรื่องเกิดจริงก็ทำจริงตามนั้น เพราะว่าเวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัทหลายท่าน มีมากด้วยกัน สามารถเจริญกรรมฐานในส่วนของวิชชาสามบวกอภิญญาหก อันนี้เป็นความรู้ในพระพุทธศาสนา พระน่ะควรจะรู้ทุกองค์ ไม่ใช่ว่าพระจะมานั่งคัดค้าน วิชานี้วิชาของพระพุทธเจ้า สุกขวิปัสสโก เตวิชโช ฉฬภิญโญ ปฏิสัมภิทัปปัตโต พระมีความจำเป็นต้องรู้ ในเมื่อพระแสดงว่าท่านไม่ได้สนใจในพุทธศาสนาจริง มันเป็นวิชาความรู้ที่ไม่หนักนัก แม้แต่เด็กนักเรียนก็ทำได้

เป็นอันว่าที่พูดอย่างนี้เพราะอะไร เพราะว่าตอนนี้ไปก็จะพูดถึงเทวดาหรือนางฟ้าปัจจุบัน ประเดี๋ยวจะหาว่าอวดอุตริมนุสสธรรม กันอีก อันนี้ไม่เป็นไร อย่าลืมนะ โจทก์กันเมื่อไรแยกพวกกันเมื่อนั้น หมดเรื่องหมดราวกันไป บอกกันไว้ก่อน ถ้าสงสัยควรจะไปฝึกฝนเสียให้ดี ทำให้มันได้ เขาทำกันได้เยอะแยะไป อย่ามัวติดกระดาษกันอยู่เพลินไปสิ ติดอารมณ์ของใจไว้บ้างจะมีประโยชน์

ขอกล่าวถึงเรื่อง นางเทพธิดาปูทะเล ขณะที่นั่งอยู่กับ ท่านปัญจสิกขเทพบุตร ก็ปรากฏว่ามีผู้หญิงประมาณ ๘ คน นับได้จริง ๆ แล้วได้ ๘ คนจริง ๆ รูปร่างหน้าตา สะสวยงดงามมาก ผิวพรรณผ่องใส เครื่องประดับก็สวย เธอมองหน้าแล้วก็ยิ้ม ๆ แต่มีคนหนึ่งนั่งอยู่ใกล้อาตมาที่สุด เธอมองหน้าไม่ละ ก็สงสัยว่า เราจะเกิดมีแฟนบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกหรืออย่างไร คำว่า แฟน เขาแปลว่า คลั่ง เราจะเกิดไปคลั่งกับนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะสภาพของคนพูดอยู่ในสภาพเหลาเหย่ แต่ว่าเวลาที่ออกไปจากกายมันก็ไม่เหลานะ แต่นี่บรรดานางฟ้ากับคนมันรักกันไม่ได้ มันแต่งงานกันไม่ได้ เวลาไปนั้นก็ไปโดยธรรม ถ้ามีนิวรณ์นิดหนึ่งก็ไปไม่ได้ ต้องละนิวรณ์ให้ได้แน่นอน เฉพาะเวลานั้นทำจิตให้สะอาด ไม่เกาะในอารมณ์ต่าง ๆ ในเมื่อมีอารมณ์ผ่องใสดีแล้ว มันก็หลุดไปเอง ไม่ต้องบังคับให้ไป มันไปของมันเอง ในเมื่อไปในสภาพจิตผ่องใส อารมณ์กามารมณ์มันก็ไม่มี

แต่ว่าเบื้องหลังของหญิง ๘ คนมีภาพแปลก ความจริงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี่ก็มามาก มาบ่อย แต่ก็ไม่เคยเห็นภาพอัศจรรย์แบบนี้ มันเป็นภาพหญิงคนหนึ่ง อยู่ไกลออกไปประมาณ ๒ เส้น เป็นภาพใหญ่มาก สีเนื้อดำแดง ค่อนข้างดำ อ้วนใหญ่ หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ในความรู้สึกว่าภาพนั้นเป็นภาพ นางยักษิณี จึงหันมาถาม ท่านปัญจสิกขเทพบุตร ถามว่าบนเมืองสวรรค์นี่มีภาพประเภทไม่สวยอย่างนี้เหมือนกันรึ ท่านปัญจสิกขะท่านบอกว่า ไม่มี ปกติไม่มี ก็ถามว่า ฉันขึ้นมาทุกครั้งก็ปรากฏว่าไม่มี แต่ว่าวันนี้มันมีมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ท่านปัญจสิกขะก็บอกว่า หญิง ๘ คนนี้ ที่เป็นนางฟ้าอยู่เวลานี้ ที่ท่านเห็น เป็นคนที่มีบาปอยู่เบื้องหลัง นั่นก็หมายความว่า ในระยะต้นสร้างบาปไว้มาก แต่ว่าไม่ถึง อนันตริยกรรม คือกรรมไม่หนักเกินไป มาตอนใกล้จะตาย หรือช่วงหลังของชีวิต ทำกำลังเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้จักการให้ทาน รู้จักการรักษาศีล รู้จักการเจริญภาวนา เรียกว่า เรากำลังความดีลบความชั่วไว้ชั่วขณะหนึ่ง เวลาที่จะตายจิตใจก็เกาะความดี ในที่สุดก็มาเป็นนางฟ้าบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก่อน แต่ทว่าบาปยังติดตามอยู่ ถ้าเธอต้องจุติไปจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เมื่อไร และก็ไม่สร้างความดีไว้เพื่อป้องกัน นั่นหมายความว่าบาปต้องดึงเธอทั้งหมดลงอบายภูมิทันที

นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัท หรือท่านผู้อ่าน ฟังแล้วอ่านแล้วก็จงคิดตามว่า ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า

"จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคต ปาฏิกังขา"เวลาจะตายจิตใจเป็นอกุศลหรือเศร้าหมองนิดหน่อย ไปอบายภูมิทันที
"จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา"ก่อนจะตาย แม้แต่จิตใจผ่องใสในด้านของบุญกุศลนิดหน่อย ก็ไปสวรรค์ทันที

ก็รวมความว่า หญิงทั้ง ๘ คนนี้ มีบาปหนัก แต่ว่าไม่หนักถึงอนันตริยกรรม แต่ทว่าเธอจับกำลังบุญไว้ภายหลังก่อนจะตาย

ต่อจากนั้นไป ก็หันไปถามนางเทพธิดาปูทะเล ถามว่า น้องหญิง อยากจะทราบว่า สมัยที่เป็นมนุษย์เธออยู่ที่ไหน เธอก็ตอบทันทีว่า จำฉันไม่ได้รึ ก็เลยบอก ถ้าอย่างนั้นขอดูภาพเดิม ภาพเดิมของเธอ บรรดาท่านผู้ฟัง เป็นคนรูปหล่อจริง ๆ แต่หล่อประเภทที่ยังไม่ได้ขัด นั่นก็หมายความว่า ให้ดูของที่เขาหล่อใหม่ ๆ ยังไม่ตบไม่แต่ง ไม่ขัด มันเป็นอย่างไร เป็นอย่างนั้นจริง ๆ เป็นคนแก่ อายุจริง ๆ ก็ประมาณ สัก ๕๐ ปีเศษ ใกล้ ๖๐ ปี ผิวเนื้อดำแดงค่อนข้างดำ ร่างใหญ่เทอะทะ เลยถามเธอว่า รูปหุ่นของเธอเป็นอย่างนี้รึ เธอมีสามีหรือเปล่า เธอก็ตอบว่ามี ก็เป็นอันว่าคนที่มีสามี แสดงว่าเคยเป็นคนสวย เพราะถ้าไม่มีชายใจเห็นว่าสวย เขาก็ไม่ดึงเธอ ไม่รับเธอมาเป็นภรรยา

ขอดูภาพต้น เธอก็ให้เห็นตั้งแต่สมัยเธอเป็นเด็ก แล้วก็เป็นสาวรุ่น เป็นสาวโต สาวใหญ่ แต่งงาน รวมความว่าร่างกายของเธอมาเปลี่ยนแปลงตอนอายุใกล้ ๔๐ ตอนเป็นเด็กกับเป็นสาวรุ่น เป็นสาวโตก็ตาม รูปร่างหน้าตาดี ทรวดทรงดี ผิวพรรณก็รู้สึกว่าจะไม่ดำ ผิวเนื้อดำแดง เกลี้ยง แต่ว่าอาชีพของเธอ เธอเป็นคนจน เวลานั้นอาชีพจริง ๆ ก็คือ หาปูทะเล จับปูทะเลมาขาย ปูทะเลจับมาได้ก็ต้องมัด แล้วเขาทำอะไรบ้างก็ไม่ทราบ มัดน่ะมัดแน่ เก่งเสียด้วย จับปั๊บมาเดี๋ยวมามัดปุ๊บ จับปั๊บมัดปุ๊บ แม้แต่เป็นเด็กก็คล่อง อย่างคนพูดจะไปจับบ้าง มีความหวังว่าปูทะเลงับ เอาก้ามหนีบตายแน่ เธอคล่องแคล่ว ได้แล้วก็เอามาขาย เป็นสาวก็ทำอย่างนั้น แต่งงานแล้วก็ทำอย่างนั้น มาเปลี่ยนแปลงเอาจริง ๆ เมื่ออายุ ๓๐ ปีเศษ ตอนอายุ ๓๐ ปีเศษนี่มีทุนอยู่บ้าง เป็นอันว่าการซื้อปูมาขายก็ปูที่เขาจับมา และถูกมัดแก้ เธอก็คุมเพื่อการขาย บรรดาท่านทั้งหลายก็ลองนึกดูว่า สภาพถูกมัดกระดิกกระเดี้ยไม่ได้แบบนั้น มันจะมีการทรมาน มีการเจ็บการปวดการเมื่อยขนาดไหน ทรมานขนาดไหน สภาพของปูทะเลก็มีสภาพนั้นเหมือนกัน

ก็สรุปแล้วว่า เธอทำบาปมากอย่างหนัก นี่บาปที่ติดตามมาที่เห็นเป็นภาพนางยักษิณีโผล่ขึ้นมาน่ะ เป็นแบบนี้

ทีนี้ก็มาตอนหลังเมื่ออายุเข้า ๔๐ ปี แต่ความจริงในตอนระยะต้น ๆ ตั้งแต่เด็กมา เป็นสาวมา สาวเล็ก สาวใหญ่ แต่งงานแล้วก็ตาม บุญเธอก็ทำบ้าง แต่บุญทำแบบผิวเผิน จริง ๆ นั่นก็หมายความว่า ใส่บาตรบ้าง นาน ๆ ก็ใส่ครั้ง นาน ๆ เขามีเทศน์ก็ไปฟังบ้างแต่ก็ไม่ตั้งใจนัก เขาทำบุญเรี่ยไรก็ทำบ้าง แต่ไม่ได้ตั้งใจมาก ทำประเภทปัดสวะให้ผ่านพ้นไป ฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่แจกฎีกาพึงทราบว่า คนที่เขาทำบุญตามฎีกามา มันจำใจทำกันมา แต่ก็ได้บุญ ถึงแม้จะได้บุญไม่เต็มเม็ดไม่เต็มหน่วย อย่างชาวบ้านเขามีข้าว ๑ กาละมัง ได้บุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราได้บุญไม่เต็มเม็ดไม่เต็มหน่วย มีข้าว ๑ จาน ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย รวมความว่า เธอทำมา

ต่อมาเมื่ออายุ ๔๐ ปีเศษ ๆ ก็มีความรู้สึกว่า อาชีพเดิมทั้งหมด มันบาปทั้งหมด บังเอิญมีพระที่น่าเคารพท่านหนึ่ง ท่านไปอธิบายให้ฟัง พระใกล้บ้าน เป็นพระหลวงตา ท่านอธิบายให้ฟังว่า ไอ้การทำแบบนี้มันบาป และพระหลวงตานั้นก็เป็นพระที่ไปรับบาตรประจำ ผ่านอยู่เสมอ ในที่สุดก็ละจากอาชีพนั้น มาเป็นอาชีพรับจ้างอย่างอื่นที่ไม่เป็นบาป ตอนหลังนี่ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ แต่ความจริงน่าขอบคุณหลวงตาองค์นั้นท่าน และมาระยะใกล้จะตาย ๔ เดือน เธอก็มีโอกาสมาที่วัดท่าซุง เธอเล่าให้ฟังนะ บุญใหญ่เธอทำมาเป็นปกติ ใส่บาตรก็ทำมา ฟังเทศน์ก็ทำมา ใครเขาไปเรี่ยไรก็ทำให้ ทำมาเรื่อย ๆ จิตใจเป็นบุญกุศล ที่มาวัดท่าซุงนี่ก็มาเป่ายันต์เกราะเพชร เห็นวัดเข้าก็ชอบใจ ก็คิดในใจว่า วัดสวย ๆ แบบนี้หายาก เธอก็ไปสนใจมณฑปแก้ว ที่ปิดกระจกทั้งข้างนอกข้างใน สนใจมาก เข้าไปนั่งไหว้พระ ดูภาพพระก็ชอบใจ เห็นมณฑปก็ชอบใจ มีจิตใจสดชื่น ไปนั่งนานจนกว่าจะได้ถึงเวลาเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ไปรับยันต์เกราะเพชร ตอนเช้า ๔ โมงเช้าแล้ว ปรากฎว่ารถเขาประกาศ ว่าเขาจะออก ๔ โมงเย็น ก็ไปนั่งป๋ออยู่ที่มณฑปแก้วตามปกติ สดชื่นมาก จิตใจจับที่นั่น

ต่อมาได้ทราบข่าวว่า ที่ซอยสายลมมีพระวัดท่าซุงไปสอนกรรมฐานที่นั่น เธอก็ไป ไปกับเขาด้วย ไปเจริญกรรมฐาน วันแรกเธอบอกว่า ภาพพระที่มองเห็น เวลาลืมตาเวลาหลับตาแล้ว เปลี่ยนพระใหม่ พระองค์นั้นไม่เห็น เป็นพระปูไป บรรดาปูที่คลานยั้วที่เธอจับมาก็ดี กำลังภาพมัดปูก็ตาม ขายปูก็ตาม นั่งขายปูก็ตาม ก็รวมความว่า ภาพนั้นปรากฏเต็มไปหมด จะมองเท่าไรก็ไม่เห็นพระ เห็นแต่ปูแทน ในที่สุดลืมตา ทิ้งภาพปู ลืมตาดูพระใหม่ พอเห็นภาพพระแจ่มใสดี สดชื่น เมื่อลืมตาแบบนั้น นาน ๆ หน่อยก็หลับตาปุ๊บ เมื่อหลับตาไปทีแรกก็ปรากฏว่าเห็นปูอีก เป็นอันว่าวันแรกของการเจริญกรรมฐาน คือ เป็นวันเสาร์ ไม่มีผลเป็นพระ มีผลเป็นปูทะเล เธอก็เศร้าสลดใจ

ต่อมาถึงการอุทิศส่วนกุศล พระท่านแนะนำบอกว่า ให้พระยายาม และ เทพเจ้าเป็นพยานในการบำเพ็ญกุศล และท่านอธิบายว่า เผอิญพระยายามท่านบอกว่า ถ้าใครทำบุญไว้ เวลาอุทิศส่วนกุศลให้ฉันเป็นพยาน ถ้าบังเอิญที่จะต้องผ่านสำนักฉัน การสอบสวนเรื่องบาปก็ไม่มี ฉันจะเป็นพยานให้ เพราะบุญมีอยู่แล้ว จะส่งไปสวรรค์ก่อน เธอก็บอกว่า ดีใจถ้อยคำนี้ เวลาท่านนำอุทิศส่วนกุศลก็สดชื่นมาก ตั้งใจจริง ๆ เพราะว่ารักปูเป็นเหตุ อย่างไร ๆ ไม่ขอลงนรกแน่ เธอคิดในใจว่าถ้าขืนลงนรกเสียท่าปู ปูมันตามหนีบกันแน่ ปูมันเป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่น เจ็บตาย เธอไม่ได้คิดถึงไฟ คิดถึงปูอย่างเดียว แล้วก็กลับบ้าน ก่อนที่จะกลับบ้าน ตอนนั้นก็ถวายสังฆทานก่อน พอเสร็จจากการอุทิศส่วนกุศลแล้วก็วิ่งแร่เข้าไปจุดสังฆทาน จะเอาชุดใหญ่ ๕๐๐ , ๘๐๐ , ๑,๐๐๐ , ๒,๐๐๐ สตางค์ก็ไม่มี มีสตางค์ผสมผเสได้ ๑๐๐ บาท เอาชุด ๑๐๐ เถิด ก็เอาชุด ๑๐๐ มา

วันรุ่งขึ้นไปใหม่ ตั้งใจว่าไปทีแรก จะถวายสังฆทานทันที ชุด ๑๐๐ บาท ก็ทำสังฆทานชุด ๑๐๐ บาท ชุดเล็ก และก็ฟังการคุยไป นั่งดูพระพุทธรูปไป ตัดสินใจ วันนี้จะไม่ยอมให้ปูเข้ามากวนใจ จะขออยู่กับพระพุทธรูป หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง ใครจะคุยอย่างไรก็ช่าง สนใจพระพุทธรูปอย่างเดียว พอตอนกลางคืน เจริญกรรมฐานเสร็จ ก็ถวายสังฆทานอีก ประเดี๋ยวภาพพระเกิดขึ้นบ้าง เห็นภาพปูบ้าง ภาพพระบ้าง ภาพปูบ้าง สลับกัน เธอก็ดีใจว่าวันนี้พระสู้กับปูแล้ว ปูกับพระสู้กัน ปูแพ้ ปูเกิดขึ้นมาน้อยภาพ เห็นภาพพระมาก เห็นภาพปูน้อย

ต่อมาวันที่สาม ทำอย่างนั้นอีก วันนี้ชนะเด็ดขาด ปูไม่ปรากฏ เห็นแต่พระอย่างเดียว ไปถึงแล้วปั๊บ ไม่ต้องการอะไรทั้งหมด ตั้งหน้าตั้งตา ตาจ้องภาพพระพุทธรูป กับ พระสงฆ์ที่พูด เอา ๒ พระ พระนี่ขับปู ก็รวมความว่าได้ผล วันนี้ปูไม่ปรากฏ เอาพระพุทธรูปด้วย เอาพระสงฆ์ด้วย ช่วยกันขับปู มองลีลาของพระสงฆ์ที่นั่ง มองลีลาของพระสงฆ์ที่พูดบ้าง จำลีลาและจำภาพพระพุทธรูปบ้าง ดู ๒ อย่าง อย่างไหนเลือนจับอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทน วันนี้ชัด เห็นทั้งภาพพระพุทธรูป เห็นทั้งภาพพระสงฆ์ ปูไม่เกิด เธอดีใจมาก

ก็รวมความว่า ทำอย่างนี้มาได้ ๓ ครั้ง วาระที่สุดของชีวิตของเธอก็มาถึง เวลาที่มันจะตายจริง ๆ อาการป่วย ป่วยกระเสาะกระแสะมาหลายวัน มันปวดศีรษะบ้าง แน่นหน้าอกบ้างเสียดท้องบ้างเป็นปกติ แต่ในเวลานั้น ก็ตั้งใจภาวนาว่า พุทโธ นึกถึงภาพพระกับพระสงฆ์ที่เคยเห็น ภาพก็ชัดเจนแจ่มใสเป็นบางกำลัง บางทีมันปวดมาก ภาพก็หายไป มันคลายหน่อยก็ปรากฏว่าจิตเห็นภาพ แต่ใจไม่ยอมปลด มันจะปวดอย่างไรก็ตาม ตั้งใจ "นะมะ พะธะ" บ้าง "พุทโธ" บ้าง จับภาพพระสงฆ์บ้าง จับภาพพระพุทธบ้าง สลับกัน ในที่สุดเธอก็ตาย

เวลาจะตายเธอบอกว่า ไม่มีความรู้สึกว่ามันจะตาย มันเป็นแต่มีความรู้สึกวูบหนึ่ง อาการปรากฏทีแรกมันอืดเสียดมาก อาการอืดเสียดหายไป มึนงงหายไป จิตเป็นสุข อารมณ์เป็นสุขมาก มีความเยือกเย็น มีความสบาย ใจจับภาพพระพุทธรูป ภาวนาว่า พุทโธ เดี๋ยวก็ พุทโธ บ้าง เดี๋ยวก็ นะมะ พะธะบ้าง ก็ดีกัน ๒ อย่าง แต่ไม่เป็นไร ก็เป็นคุณทั้งหมด ภาพพระก็เกิดมีสภาพแจ่มใส สดใสขึ้น สวยขึ้น ๆ ตามลำดับ เป็นทองอร่ามขึ้น ในที่สุด พระยิ้ม เมื่อเห็นภาพพระพุทธรูปยิ้ม เธอก็มีอาการสดชื่น

ตอนนั้นเองบรรดาท่านผู้ฟังและท่านผู้อ่าน มาตอนนี้เธอ คุยบอกว่า มีความรู้สึกว่าวูบเหมือนกับตกจากที่สูง และ มีความรู้สึกอีกทีหนึ่ง มาอยู่บนวิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก วิมานของเธอแจ่มใสมาก สดสวยมาก แพรวพราวเป็นระยับ เป็นสีน้ำมันก๊าด เป็นเพชรสีน้ำมันก๊าด ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จะว่าขาวก็ไม่ใช่ มันใสนะ ถามเธอว่า ที่ได้วิมานอย่างนี้เพราะอะไร เธอตอบทันทีว่า เพราะสนใจในมณฑปแก้ว และ พระพุทธรูปในมณฑปแก้ว ถามว่า ไปในมณฑปแก้วนั่นกี่ครั้ง เธอบอกว่าไป ๓ ครั้ง ติดใจ เวลามีงานก็ไป ยามปกติก็ไป เวลาไปต้องขึ้นมณฑปก่อน ไปนั่งหน้าพระ ภาวนาให้สบาย ตัดภาพปูทิ้งไป เห็นพระแทน ดูภาพมณฑปก็ชอบใจ อันนี้เป็นปัจจัยให้ได้วิมานแก้วใสมาก สว่างมาก ถามว่าเธอมีนางฟ้าเป็นบริวารเท่าไหร่ เธอมีนางฟ้าเป็นบริวาร หรือมีเทพบุตรเป็นบริวาร เธอก็ยิ้ม เธอบอกว่า ไม่มีเทวดาเป็นบริวารเจ้าค่ะ มีแต่นางฟ้าเป็นบริวาร นางฟ้าที่เป็นบริวารนั้นก็มี ๔,๐๐๐ คน เครื่องประดับประดาก็มาก

ก็บอกเธอว่า อยากจะเห็นวิมาน ก็ปรากฏว่าเวลานั้นวิมานลอยมา ในเมืองสวรรค์นี่แปลกบรรดาท่านผู้ฟัง บ้านเรามีบ้าน ยกบ้านไปไหนไม่ได้ แต่ประเทศอเมริกาเขามีบ้านใสรถยนต์ไปได้ เขาลากไปได้ นั่นต้องใช้รถลาก แต่ว่าวิมานบนสวรรค์ วิมานก็ลอยมาทันที นางฟ้าทั้งหมดหน้าตาแจ่มใสมาก วิมานของเธอโตมาก และมีความสว่างไสวมาก

ก็ถามเธอว่า เธอมีความรู้สึกอย่างไร เรื่องบาปเก่า เวลานี้ภาพนางยักษิณียังปรากฏอยู่ เธอก็บอกว่า ทราบ ภาพนางยักษิณีนี่ความจริงไม่ใช่นางยักษิณีจริง เป็นภาพที่แสดงออกเมื่อท่านปรากฏนี่เอง ตามปกติฉันไม่เห็น แต่ว่าภาพนั้นคงเป็นพยานให้ท่านทราบ ฉันยังเป็นคนมีบาป ถามเธอว่าเธอทราบไหม ถ้าหมดบุญจากสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก เธอจะไปไหน เธอก็ตอบว่าทราบ เขาจะนำฉันไปไว้ในนรกชั้นที่ ๕

ก็ถามเธอว่า จะไปไหม เธอก็ตอบว่า ที่ไปซอยสายลมพระสอนบอกว่า ให้หนีไปนิพพาน เวลานี้ฉันก็ตั้งใจไปนิพพาน ฉันไปฟังเทศน์ที่พระจุฬามณีเจดียสถานเสมอ และก็ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ และที่ประชุมเทวสภา ก็มีหลายวาระที่บรรดาพระโพธิสัตว์ท่านมาเทศน์ วันไหนพระโพธิสัตว์ไม่มาไม่ว่าง ก็พระอินทร์ท่านก็เทศน์แทน ท่านเทศน์สงเคราะห์ให้เทวดาทุกคนบำเพ็ญกุศลต่อ ให้ทุกคนมองดูกรรมของตัวเอง ว่ากรรมที่เป็นอกุศลที่ตั้งเดิมก่อนที่จะตาย มีกรรมที่เป็นอกุศลไหม และกรรมที่เป็นอกุศลนั้นทิ้งเราหรือยัง เทวดาหรือนางฟ้าทุกคนก็ปฏิบัติตามท่าน รวมความว่า ไม่มีเทวดา ไม่มีนางฟ้าองค์ไหนที่ไม่มีบาปกรรมต่อท้ายอยู่เบื้องหลัง ควบคุมอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นเทวดาหรือนางฟ้าทุกองค์ก็ตั้งใจบำเพ็ญกุศลหวังไปนิพพาน

เมื่อคุยกับเธอจบ ก็ถามเธอว่า เธอมีอะไรจะสั่งไปถึงพวกบ้านไหม เธอก็ตอบว่า ฉันก็ขอสั่ง สั่งตามท่าน ท่านเขียนหนังสือแล้วก็บอกเขาด้วยนะว่า ฉันคนชื่อ ป. อยู่หน้า ตายเมื่ออายุ ๕๗ ปี อาชีพเดิมจับปูและก็ขายปู ต่อมาเมื่ออายุ ๔๗ ปีเศษ ก็ปรากฏว่าเป็นนักบุญ เวลานี้มีความสุขมาก แต่ว่าไอ้กรรมเก่า ขอบรรดาลูกหลานทุกคนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ คิดว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นปัจจัยให้เกิดความสุขแก่ตัวเองนั้น ความจริงไม่จริง มันจะลากไปอบายภูมิ จะมีความทุกข์หนัก ความสุขนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายอิ่ม ไม่มีความสำคัญ ไม่คุ้มกัน ฉะนั้นขอบรรดาลูกหลานและพี่น้องทุกคน จงละบาปอกุศล ทำงานรับจ้างเขาที่ไม่เป็นบาปดีกว่า

เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า มองดูเวลาแล้วก็เหลือนาทีเศษ ๆ จะหมดเทปที่ตั้งไว้ ก็ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี.

Copyright © 2001 by
Amine
10 ส.ค. 2544 20:49:56