Make your own free website on Tripod.com


ฝึกมโนมยิทธิแบบใหม่

ผู้ถาม :"หลวงพ่อครับ ฝึกมโนมยิทธิแบบใหม่ นี่รู้สึกว่าจะไวกว่าฝึกพวกวิชชาสามไหมครับ .. ?"

หลวงพ่อ :"ไวกว่าสิ! เพราะว่าวิชชาสามต้องใช้กำลังใจสูงมาก มักจะมีอารมณ์สงสัยอยู่เสมอ จะต้องมีอารมณ์เข้มข้นจริง ๆ มโนมยิทธินี่ไวกว่า เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งของอภิญญา แต่ที่ฝึกเวลานี้บวกกับวิชชาสามด้วย รู้สึกว่าง่ายดี ทำที่ไหนก็ได้เหมือนกัน แต่ว่ามโนมยิทธิจริง ๆ แบบเก่า ฝึกให้เหมือนกัน แต่คนรับไม่ไหว ความเข้มข้นสูงกว่าแบบใหม่นี้ แต่ว่ามันผลเท่ากัน เราเดินไป เขาไปรถ มันก็ไปถึงเหมือนกันใช่ไหม เห็นอะไรก็ได้เหมือนกัน รู้เหมือนกัน ผลต้องการคือ เห็นจริงและสัมผัสรู้เรื่องได้จริง"




๒๐ ปี อภิญญาจะขึ้น

ผู้ถาม :"แล้วเมื่อไรอภิญญาจะขึ้นครับ?"

หลวงพ่อ :"รอไปสัก ๒๐ ปี ตอนนั้นจะเฟื่อง เวลานี้กำลังใจคนรับได้แค่วิชชาสาม เลยไปนิดก็มโนมยิทธิ มโนมยิทธินี่เป็นพื้นฐานของอภิญญา อภิญญาห้านะ ถ้าอภิญญาหกก็เป็นพระอริยะแล้ว แล้วตอนนั้นคุณพยายามคลำพระให้ดี อย่าไปคลำแข้งนะ"

ผู้ถาม :"คลำยังไงครับ..?"

หลวงพ่อ :"นั่นน่ะสิ! ต้องสังเกตดูก่อน ดูพระที่ได้อภิญญาแล้วก็เป็นฌานโลกีย์ ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปอย่าไปคลำไม่ได้ผลหรอก ท่านไม่เล่นแล้ว องค์ไหนได้อภิญญาหกก็บูชาเอาบุญก็แล้วกัน อภิญญาห้าก็พอแหย่ไปแหย่มาได้ เพราะยังอยากเก่งอยู่นี่ นั่ง ๆ นึกโมโหคว้าขี้หมาเป็นทองคำขว้างหน้าเลย เราก็โมโหเก็บใส่กระเป๋าไปเลย ดีไหม?"

ผู้ถาม :"ดีแน่ครับ.."

หลวงพ่อ :"ต้องอีกสัก ๒๐ ปีนะ ท่านพูด ตอนปี ๒๕๒๑ แต่ไม่นับปีนั้นนะ ท่านบอกอีก ๒๐ ปี อภิญญาหกจะเข้าฟูจัด เข้าใจว่าต่อจากนั้นไปอีก ๒๐ ปี ปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแน่ มันต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ ลงไม่ได้ "



อยากได้อภิญญา

ผู้ถาม :"กราบเท้านมัสการหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกอยากเรียนถามหลวงพ่อว่า การที่เราฝึกมโนมยิทธิแล้ว โดยใช้ภาพพระพุทธรูปแก้วใสของหลวงพ่อจับเป็นกสิณกับใช้ภาพองค์สมเด็จพระพุทธชินราชจะได้ผลเหมือนกันหรือไม่ เพราะผมตั้งใจแล้วว่าอนาคตผมเอาอภิญญาหกให้ได้ขอรับ"

หลวงพ่อ :"เอาแน่หรือ? เอาแน่นะ..."

ผู้ถาม :"อ้อ! มโนมยิทธินี่ถ้าพูดถึงว่าจับพระพุทธรูปใส..."

หลวงพ่อ :"ได้ ๒ อย่าง อะไรก็ได้ อภิญญานี่ต้องได้กสิณทั้ง ๑๐ นะ อย่าทำเตาะแตะส่งเดชไป กสิณทั้ง ๑๐ นี่ต้องคล่องทั้งหมด แล้วก็เดินหน้าถอยหลังได้ เข้าฌานสลับฌานได้ ทำสลับฌานได้ ยากแล้วนะ เอางี้สิ! ถ้าฝึกต้องการอภิญญาหก ฝึกไปนิพพานง่ายกว่าเยอะ! ดีกว่าเยอะ! ไม่ได้เกิดประโยชน์"

ผู้ถาม :"ความจริงมโนมยิทธิก็เหลือกินเหลือใช้แล้ว.."

หลวงพ่อ :"ก็แค่นั้นแหละ! ได้อภิญญาหกก็แค่นั้นแหละ ไปได้เท่ากัน "

ผู้ถาม :"แต่ฆราวาสได้แค่ ๕ หรือ ๖ ก็ได้ครับ..."

หลวงพ่อ :"ถ้า ๖ ต้องเป็นพระอริยเจ้านะ อันที่ ๖ อาสวขยญาณไงล่ะ! ความจริงเอาแค่เป็นพระอริยะดีกว่า อภิญญาเฉย ๆ จะทำอะไรกัน ได้มโนมยิทธิก็ถมเถไปแล้ว.. "




จิตจับวิหารแก้ว

ผู้ถาม :"หลวงพ่อครับ ขณะที่ผมไป วัดท่าซุง เดินบ้าง วิ่งบ้าง เล่นบ้าง แล้วปรากฏว่าอารมณ์จิตไปจับอยู่ที่ วิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร แป๊บเดียวเท่านั้นเอง ก็ปรากฏว่า สามารถขึ้นไปที่เมืองพระนิพพานเข้าวิมานตัวเองได้ ที่จะเรียนถามก็คือว่า อารมณ์ที่ไปอย่างนี้เป็นอุปจารสมาธิหรือเป็นฌาน ๔ ขอรับ..?"

หลวงพ่อ :"ไอ้นั่นเป็นฌาน ๔ ด้วย เป็นอภิญญาด้วย ใหญ่มากนะ คนนี้เคยได้มาก่อนนี่ ชาติก่อนเข้าได้มาก่อน เป็นฌาน ๔ ด้วย! เป็นอภิญญาด้วย!"

ผู้ถาม :"นี่เขาไม่ได้ธัมมะธัมแมะเลยครับ"

หลวงพ่อ :"ไม่จำเป็น! ของเก่าเขา จิตไปจับนี่มันเป็นสมาธิ อย่าลืมนะ! ฌานจะเกิดขึ้นเพราะกำลังสมาธิ หรือวิ่งไปวิ่งมาจิตจับอารมณ์อยู่ อารมณ์มันทรงตัว อารมณ์เดียวก็เป็นฌาน ฌานน่ะของไม่ยาก ก็ต้องเข้าใจนะ และการเคลื่อนไหวไปได้นะเป็นอภิญญา คนที่ได้ฌาน ๔ ทุกคนถือว่าเป็นอภิญญา วิชชาสามไม่แน่นะ วิชชาสามคนหนึ่งก็แสนยาก นี่ขั้นอภิญญา ถ้าไปได้เป็นอภิญญา ของเขานี่ดีมาก .."

ผู้ถาม :"ก็เป็นอันว่าเป็นบุญของคนนี้นะ เอ๊! แปลกนะ คนที่วิ่ง ๆ นี่ไม่น่าจะต้องใช้สมาธิง่าย ๆ เลย ไปเร็ว!"

หลวงพ่อ :"วิ่ง ๆ มันเป็นจงกรม จงกรม แปลว่า เดิน จงกรมเมื่อฉันฝึกทีแรก เดินเบา ๆ ต่อมาก็เดินธรรมดา หนัก ๆ เข้าวิ่ง ให้จิตทรงตัว นี่อย่าลืมว่าขณะที่เขาวิ่งอยู่จิตเขาจับที่วิหารแก้ว จิตไปจับอารมณ์เดียว นั่นเป็นจงกรมอย่างหนัก อย่างสูง ไม่ใช่เรื่องเบา ก็แสดงว่าชาติก่อนเคยได้มาแล้ว ของเก่า..."

ผู้ถาม :"คนที่ฝึกมโนมยิทธินี่ ส่วนมากที่ได้ไวเพราะของเก่าหรือครับ?"

หลวงพ่อ :"ของเก่าทั้งนั้นแหละ! ของใหม่ไม่ได้ ถ้าคนฝึกใหม่ก็ต้องอีกแสนชาติ นี่เป็นเรื่องจริงนะ ถ้าจะได้นิพพานนี่แสนชาติไม่แน่.."




อยากจะได้อภิญญาหก

ผู้ถาม :"กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกได้มาฝึกมโนมยิทธิที่ซอยสายลม แล้วปรากฏว่าชัดเจนแจ่มใสดีเป็นอย่างมาก แต่ว่าความโลภของลูกอีกสิ มันอยากจะได้ให้ดีกว่านั้น วงเล็บ คือ อยากจะได้อภิญญาหก วันหนึ่งลูกขึ้นไปพบพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ท่านบอกว่าเคยเป็นพ่อของลูกมาช้านาน ท่านสอนกสิณทั้ง ๑๐ กองในเวลาเดียวกัน แล้วบอกว่าเอ็งต้องใช้เตโชกสิณ จะได้ดีเป็นอย่างมาก ลูกอยากจะเรียนถามหลวงพ่อว่าถ้าลูกฝึกเหมือนอย่างข้างบน โดยฝึกข้างล่างอย่างนี้แล้ว ชาตินี้จะมีโอกาสได้อภิญญาหกหรือเปล่าครับ?"

หลวงพ่อ :"เป็นยังไงฝึกข้างบนฝึกข้างล่าง ฝึกข้างล่างเป็นไง ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสมา ทำตามนั้นนะ อย่าถามคนอื่น.."

ผู้ถาม :"หลวงพ่อครับ ฆราวาสนี่มีสิทธิ์ได้อภิญญาหกหรือครับ?"

หลวงพ่อ :"โอ๊ย! เยอะแยะไป อภิญญหกนั่นหมายความว่า ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เรียกอภิญญาหก ถ้าอภิญญาฌานโลกีย์แค่อภิญญาห้า ใช่ไหม... "อาสวขยญาณ" นั่นคือ ตัดกิเลสได้พระโสดาบันขึ้นไป ถือว่าตัด!"

ผู้ถาม :"งั้นคนที่ถามนี่ก็มีสิทธิ์สิครับ"

หลวงพ่อ :"ก็ต้องทำตามท่านสั่ง อย่าเบี้ยว! การฝึกอภิญญาต้องใช้ความกล้าและบ้ามาก ๆ คือ เอาจริงเอาจัง ไม่เหลาะแหละจึงจะได้ผล สมัยก่อนพระอภิญญามีเยอะ ปัจจุบันก็เยอะแต่ท่านอยู่ในป่า แต่ก็ระวังให้ดี! ได้อภิญญาแล้วยังไม่ตัดกิเลสก็มีสิทธิ์ไปนรกได้ เช่น พระเทวทัต

"วิธีตัดกิเลส" คือ ต้องตัดสังโยชน์ขั้นแรกคือ สังโยชน์ ๓ เป็นพระโสดาบันและพระสกิทาคามี"




ฝันว่าเหาะได้

ผู้ถาม :"ภาวนา สัมปจิตฉามิ แล้วหลับไป ปรากฏว่า ฝันว่าเหาะได้เสมอ ๆ อย่างนี้แสดงว่า ในอนาคตจะได้อภิญญาหรือเปล่าคะ..?"

หลวงพ่อ :"ปัจจุบันนี้ก็ได้แล้วนะ... อภิญญาต้องใช้เวลาหลับ แต่ความจริงฝันว่าเหาะได้ ถ้าเอาความฝันนะ เขาถือว่างานที่ต้องการนั้นสำเร็จผล แต่ถ้าฝันว่าเหาะได้ ความจริงกำลังใจเริ่มดีแล้ว ทำไปเรื่อย ๆ นะ"

ผู้ถาม :"ที่ในหนังสือ ธัมมวิโมกข์ เขียนไว้บอกว่า ถ้าภาวนาไปเรื่อย ๆ วันละ ๑ ชั่วโมง จะมีผลคล้ายอภิญญา"

หลวงพ่อ :"คือท่านเจ้าของท่านบอกอย่างนั้น คาถาบทนี้ไปได้ที่ นิวซีแลนด์ นอนอยู่ที่ เมืองควีนทาวน์ ท่านบอกให้ ท่านบอกว่าเป็นคาถาของอภิญญา ใครเขากลั่นแกล้งเราด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม เขาได้รับผลนั้นโดยฉับพลัน ถ้ากำลังใจดีนะ

แล้วท่านบอกว่าใช้กำลังเรื่อย ๆ ไปวันหนึ่งประมาณ ๑ ชั่วโมง นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ทำเรื่อย ๆ ไป พอถึงที่สุดก็เหาะได้ ไม่ใช่ลอยเฉย ๆ นะ เหาะนี่ต้องการจะไปไหนมันไปได้ ถ้าลอยดีไม่ดีหล่นตุ๊บ! ข้างทาง ลอยก็เหมือนเขาจับโยน จะลงที่ไหนบังคับไม่ได้ ถ้าเหาะนี่เราบังคับได้

ถ้าเหาะได้เมื่อไร อภิญญาทั้ง ๑๐ เข้าครบถ้วนเมื่อนั้น ไม่ใช่ได้แต่เหาะอย่างเดียว "สัมปจิตฉามิ" เป็นคาถาอภิญญารวม นั่นหมายความว่า คนนั้นต้องได้อภิญญาในชาติก่อน เอามารวมใช้นั่นเอง แบบนะมะพะธะ นี่ก็เป็นมโนมยิทธิรวมเหมือนกัน เป็นอภิญญาเล็กรวม ถ้าไม่เคยได้มาก่อนนั้นต้องฝึกกสิณ ๑๐ ให้คล่องตัว แล้วมาฝึกอภิญญาใหม่

ทีนี้เราไม่ต้องใช้ เพราะเคยฝึกได้ในชาติก่อน ก็เอามารวมใช้ทีเดียว ค่อย ๆ เรียกมา อย่างอภิญญาใหญ่ก็เหมือนกัน แสดงว่า คนเริ่มมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น ท่านจึงให้คาถาบทนี้"


สัมปจิตฉามิ

ผู้ถาม :"เวลาท่องคาถา "สัมปจิตฉามิ" ท่องไปไม่เกิน ๑๐ ครั้ง มีความรู้สึกว่าเงียบหายไปทุกที เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ทำใหม่ก็ปรากฏว่าเป็นอย่างนี้อีก ก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร และจะแก้ไขอย่างไรดีเจ้าคุ..?"

หลวงพ่อ :"เป็นเพราะมันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องแก้ไขอย่างไร ก็ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะจิตเข้าถึงฌานที่ ๒ ขึ้นไป ตอนที่ภาวนาอยู่ จิตอยู่ที่ฌาน ๑ พอจิตเข้าถึงฌานที่ ๒ ก็ตัดภาวนา อันนี้ดีมากนะ ไม่ใช่เลว เก่ง! คนนี้ต้องถือว่าเก่งมาก เข้าถึงฌาน ๒ ตัวไม่ภาวนาคือ ฌาน ๒ , ๓ , ๔ นี่ไม่ภาวนา ให้มันตัดเองนะ เราอย่าไปช่วยตัดเข้า อย่างนี้ดีมาก ปล่อยตามนั้นนะ ทำจิตเป็นฌานไม่ช้าจะเป็นผลในที่สุด ยังไงจะไปวัดท่าซุงไม่ต้องใช้รถก็ได้ ถ้าถึงที่สุด.."

ผู้ถาม :"ไปได้หรือครับ?"

หลวงพ่อ :"ได้แน่! อันนี้ตรงเป๋ง!"

ผู้ถาม :"แหม..ได้ตอนนี้ก็ดี น้ำมงน้ำมันแพง แป๊บเดียวถึง..."

หลวงพ่อ :"ถ้าถึงขั้นนั้น อภิญญาเข้าทั้งหมด ถือว่าเป็นคาถาอภิญญาของท่าน ถ้าทำถึงจุดปลายทางนะคือ อภิญญาห้า ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปเป็นอภิญญหก นี่ท่านมาแนะนำให้ อย่างพวกเราเคยผ่านมาแล้ว เป็นของสำหรับคนที่ได้มาแล้วจึงจะมีผล คนที่ทำไปเรื่อย ๆ ตามนั้นนะ แล้อย่าอยากนึกได้อภิญญานะ ตัวฟุ้งซ่านนะ นึกเอ๊ะ! กูจะเกาะล่ะวะ ๆ เลยอดเหาะเลย.."

ผู้ถาม :"เกิดเหาะไปวัดท่าซุงได้ แต่กลับไม่ได้ล่ะครับ?"

หลวงพ่อ :"ถ้าเหาะนี่ต้องไปได้มาได้ ไม่ใช่ปีติ ถ้าอุพเพงคาปีติ ลอยไปที่ใดที่หนึ่ง ปีติเคลื่อนมาไม่ได้ แต่อันนี้มันบังคับได้เลย ตามใจชอบ ดีไม่ดีไปโลกอังคาร พระศุกร์ พระเสาร์ แข่งกับฝรั่ง ฝรั่งลงทุนมาก เราไม่ต้องลงทุนเลย บางครั้งเผลอไม่ทันจุดธูป แป๊บเดียวถึง"

ผู้ถาม :"ข้างในไปหรือข้างนอกไป หรือไปทั้งข้างในข้างนอกครับ?"

หลวงพ่อ :"อันนี้ไปได้หมด ขี้เข้อไปหมด ตัวนี้อภิญญาใหญ่ นี่คาถาอภิญญาใหญ่นะ สำหรับคนที่ได้มาในชาติก่อน อภิญญาใหญ่ถ้าหากคนที่ไม่ได้มาในชาติก่อน ต้องเริ่มด้วยกสิณ ๑๐ อันนี้สำหรับคนที่เคยได้มาแล้วนะ.."



ทำยุบหนอฝึกอภิญญา

ผู้ถาม :"ผู้ที่เจริญกรรมฐานแบบยุบหนอพองหนอ เขาจะมีโอกาสได้อภิญญาหรือไม่ครับ?"

หลวงพ่อ :"ทำไมจะไม่ได้ "หนอ ๆ " นี่อย่าลืมว่าเขาอานาปานุสสตินะ เป็นแม่บทใหญ่ของกรรมฐาน ต้องการให้อภิญญา ถ้าหากว่าสมาธิเข้าถึงฌาน ๔ แล้วก็หลบอารมณ์นิดหนึ่ง เข้าไปจับองค์ของกสิณ นี่หมายถึงไม่เคยฝึกอภิญญามาก่อน ถ้าหากว่าคนนี้เคยฝึกอภิญญามาก่อน ถ้าจิตเข้าถึงฌาน ๔ อภิญญาจะเข้าทันที ต้องฌาน ๔ ทรงตัว นั่นหมายความว่า ฌาน ๔ ต้องการทำเมื่อไรก็ได้ ออกฌานเมื่อไรก็ได้ อย่างนี้อภิญญาก็เข้าเลย ไม่ต้องฝึกอภิญญานี่หมายความว่าต้องได้มาในชาติก่อนนะ ถ้าไม่ได้มาในชาติก่อนก็ต้องฝึกกันใหม่ ฝึกอานาปาแล้วก็ต่อด้วยกสิณ ๑๐ อย่าง"

ผู้ถาม :"อย่างนั้นที่ลูกศิษย์หลวงพ่อมาฝึกปุ๊บได้แป๊บนี่ก็เพราะ..."

หลวงพ่อ :"นั่นเขาเคยได้มาก่อน ที่เราฝึกนี่เราฝึกคนที่ได้มาก่อนต่างหากล่ะ ได้จนมีการคล่องตัวแล้ว แบบคนที่มีการอ่านหนังสือคล่องแคล่ว ส่งเข้าป่า ๓๐ ปี ไม่มีหนังสือเลย กลับมาโยนหนังสือให้อ่านก็อ่านหนังสือออก ใช่ไหม.."



ภาวนา " สัมปจิตฉามิ " กับ " พุทโธ "

ผู้ถาม :"หลวงพ่อครับ ผมเคยภาวนา "สัมปจิตฉามิ" ตอนนั่งรถเมล์บ้าง ตอนนั่งสมาธิที่บ้านบ้าง ภาวนาไปได้สัก ๑ อาทิตย์ ก็ฝันว่าได้ทำบุญกับหลวงพ่อที่บ้านซอยสายลมนี้ หลวงพ่อได้เรียกชื่อผมและบอกให้ภาวนา "พุทโธ" ดีกว่านะ สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่มีผลมาก และผมได้รับปากหลวงพ่อ ฝันเช่นนี้แสดงว่าผมมีนิสัยแบบสุกขวิปัสสโก ไม่ใช่แบบที่ฝึกอภิญญามาก่อนใช่หรือไม่ครับ ?"

หลวงพ่อ :"เปล่า! นั่นเขาเกรงว่าจะลืมพระพุทธเจ้า แต่ความจริง "สัมปจิตฉามิ" ก็ดี "สัมปติจฉามิ" นี่ก็เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน เพราะคาถา ๒ บทนี้พระพุทธเจ้าบอกเอง จะเป็นอะไรก็ตาม ภาวนาอย่างไรก็ตาม ถ้านึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนก็เป็นพุทธานุสสติกรรมฐานทั้งนั้น ทั้งนี้ที่เขาบอกอย่างนั้นเกรงว่าจะลืมไป ให้ใช้เวลาสลับกัน เวลายามปกติภาวนาว่า "พุทโธ" สบายใจแล้วต่อด้วย "สัมปจิตฉามิ" ก็ได้ ขึ้นต้นไว้ก่อนนะ ท่านเกรงจิตจะไม่มั่นคงเท่านั้นเอง ไม่มีอะไร

"สัมปจิตฉามิ" ท่องเข้าไปเถอะ! ชาติก่อนจะทรงอภิญญาหรือไม่ก็ตาม ภาวนาไป ๆ อภิญญาก็มา อภิญญานี่เก่าไม่มีทำใหม่เกิดได้ ในครัวข้าวสุกไม่มีเราหาใหม่ได้นะ ดี! ภาวนาไปเถอะ! อย่าลืมขึ้น "พุทโธ" เสียก่อน คาถาที่พระพุทธเจ้าบอก พอจิตสบายก็ต่อเลย

คือว่า วันเวลาใกล้เข้ามาแล้ว ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เข้าเขตอภิญญาจะมา ต้องเพาะกำลังใจไปก่อน คำว่า "มา" หมายความว่ากำลังจิตของคนจะเข้าถึงความเข้มข้น ต้องทำก่อน ถ้าทำเวลานั้นก็ช้าไป ต้องทำเรื่อย ๆ ไปนะ..

แล้วก็ "สัมปจิตฉามิ" เป็นคาถาผลัก ผลักทุกอย่าง เหตุร้ายใด ๆ ที่เขาจะเข้ามาหาเรา จะถูกผลักไปหาเจ้าของ แต่เราไม่ยอมรับ ไม่ใช่บาป "สัมปจิตฉามิ" นี่ว่าไป ๆ ฉันนี่เป็นห่วง พอเลย พ.ศ. ๒๕๔๒ ไ ปแล้วนะ นั่ง ๆ แบบนี้คุยกัน หลวงพ่อว่า ลูกเอ๊ย! หลวงพ่อจะสร้างแบบนั้นแบบนี้ ลอยหายหมด หลวงพ่อแย่..อ้อ..เราต้องใช้เหมือนกันนะ พอขยับตัวปั๊บ เราใช้คาถาดึงกระเป๋ามาก่อน ต้องแก้กัน ถ้าไม่กลับมาเงินทั้งหมดรวบเอาเลย"



ภาวนา " นะมะ พะธะ "

ผู้ถาม :"หนูมีปัญหาอันหนึ่ง คือ ก่อนนอนก็ภาวนา "นะมะ พะธะ" แล้วก็หลับไปเลย มีอยู่วันหนึ่งนะคะ ตอนใกล้เช้าค่ะ มีความรู้สึกว่าไม่ได้หลับ แต่มีความรู้สึกว่าจิตมันจะออกไป แต่ไม่ยอมลอยขึ้นไปข้างบน แล้วอยู่ ๆ ก็ดึงลงไปข้างล่างเลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะให้ลง มันเป็นเพราะอะไรคะ .. ?"

หลวงพ่อ :"ถ้าดึงลงข้างล่าง ก็ให้มันดึงไป ไปเที่ยวนรก ถ้าปล่อยตัวหลุดแบบนั้นเป็นตัวอภิญญาแท้ คือ " นะมะ พะธะ " ที่เราทำเวลานี้นะ ถ้ามันถึงจุดมันจะออก จุดออกของเขาจริง ๆ มันเหมือนกับตัวเราออกไปเลย มันออกไปจริง ๆ

ทีนี้มันจะดิ่งลงก็ให้มันลงไป อารมณ์อันหนึ่งเขาออาจจะบังคับให้ไปดูนรกข้างล่างว่าเป็นยังไง แต่ไปแล้วไม่ต้องกลัวว่ากลับมาไม่ได้นะ กว่าจะกลับก็เช้า

ทีหลังตั้งใจไว้ก่อนว่า ถ้าออกได้จะขอไปพระนิพพาน แล้วไปจะหาแม่ หาปู่ แต่ว่าการตั้งใจไว้ก่อน เวลาภาวนาก็อย่านึกถึงท่านนะ ทิ้งเลย ถ้าออกปั๊บมันจะพุ่งไปเลย ขณะที่ภาวนาเราต้องทิ้งอารมณ์อยากจะไปนิพพาน จะไปหรือไม่ไปไม่สำคัญ แต่ทำใจให้สบายนี่มันจะไปได้ ซึ่งซ้อมแบบนั้นน่ะดีแล้ว มันจะเคลื่อนได้ดี.."



ครูสอนมโนมยิทธิ

หลวงพ่อ :"พวกที่ได้มโนมยิทธิแล้วนี่ ถ้าไม่เป็นครูสอนเขา ของเรามันจางง่าย พยายามสอนเขา ถ้าเราเริ่มสอนเขาจะได้ระมัดระวังตัวเอง คือ เราจะได้ฝึกฝนตัวเอง การสอนเขามันมีประโยชน์มาก มันได้ ๒ อย่าง

ประการที่ ๑ การทรงตัว การคล่องแคล่ว แจ่มใส มันจะเกิดขึ้น

ประการที่ ๒ ได้ "ธรรมทาน" เป็นการเร่งรัดบารมีเดิมให้มันแจ่มใสเร็วขึ้น เพราะธรรมทานมีอานิสงส์สูงมาก คือว่า ผลที่เราจะพึงได้ แทนที่จะ ๑๐ ปี อาจจะเหลือ ๓ ปี อานิสงส์สูงมาก

สอนเขาใหม่ ๆ มันอาจจะงงก็ได้ ถ้าตามทันหรือไม่ทันไม่สำคัญ ให้มีความเข้าใจเรื่องตั้งอารมณ์เอาไว้ เพราะเราผ่านมาเรารู้ใช่ไหม ถ้าเราไปถึงที่นั่นแล้ว เผอิญเราตามไม่ทัน ก็กวดไปทีหลังได้ ถามความรู้สึก ถ้าเขาไม่รู้สึกก็แก้อารมณ์ที่ขัดข้องให้ ถ้าเป็นครูสอนเขา สมเด็จฯ ท่านก็จะช่วยมากขึ้น คือว่าเป็นครูสอนเขา ให้ขออาราธนาบารมีพระพุทธเจ้าตรง บอกว่า การสอนก็ดี การติดตามก็ดี ขอเป็นภาระของพระองค์ บางทีเราจะพูดสิ่งที่เราไม่เคยคิดไว้เลย ถ้าพูดไปนั้นมันเหมาะสมสำหรับบุคคลผู้นั้นก็ต้องใช้แบบนั้นนะ พอเริ่มก็ขออาราธนาท่าน ขอเป็นภาระของพระองค์ จะเป็นผลดีแก่ผู้ที่รับฝึกต่อไป

สำหรับการฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มอัตรา จะลองซ้อม ๆ ที่บ้านก็ได้ แต่เครื่องบูชาครูนี่ขาดไม่ได้นะ มีดอกไม้ ๓ สี ธูป ๓ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๑ เล่ม สตางค์ ๑ สลึง ต้องตั้งไว้ทุกครั้งที่ทำการภาวนา หายใจเข้า นะมะ หายใจออก พะธะ เฉย ๆ โดยไม่ต้องการรู้การเห็นอะไร ทำเป็นสมาธิ ถ้ามันจะเต้นจะรำก็ปล่อยมันเลย การเต้นนี่มันจะเริ่มต้นตั้งแต่อุปจารสมาธิ แต่บางคนก็ไม่เต้นเลย

พอถึงฌาน ๔ มันก็เลิกเต้น เพราะกำลังของจิตทรงตัว จะสังเกตได้ถ้ามันจะมีความสว่าง คือ เห็นจุดข้างหน้าขาวโพลน เป็นทางไปไกล เป็นทางขาวใหญ่ ถ้าเห็นข้างหน้าก็ลองใช้กำลังใจพุ่งจิตไปตามสายของทางนั้น คิดว่าเราไปล่ะ พอนึกว่าไปล่ะ ถ้ากำลังจิตของเราพอมันก็ไป พอมันออกไปแล้ว มันไม่ใช่ออกไปแบบความฝัน มันจะออกไปแบบชนิดมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เหมือนกับออกจากตุ่มหรือกระบอก หรือเหมือนกับถอดไส้หญ้าปล้องออกจากหญ้าปล้อง ออกไปแล้วไปได้ชัดสว่างเหมือนกลางวัน มันจะเหลียวหน้าเหลียวหลังมาดูได้ มาดูไอ้โลกต่าง ๆ จะเห็นตัวเรานี่นั่งโด่อยู่ ดูแล้วก็เป็นคนสองคน

ต่อไปถ้าฉันสร้างที่ใหม่เสร็จ จะต้องพักการเดินทางออกต่างจังหวัด จะลองเอาคนที่ได้แล้วนี่แหละ มาฝึกแบบเต็มอัตรา คนที่ได้แล้วนี่ไม่ยาก ได้ใหม่หรือไม่ได้ไม่สำคัญ แต่ถ้าไม่เต็มแบบก็ยังดี ได้ผลเท่ากันนั่นแหละ แต่แบบนี้กำลังสูงหน่อย

เอาละ ฉบับนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้พบกันใหม่ฉบับหน้า...สวัสดี"


Copyright © 2001 by
Amine
18 พ.ค. 2545 17:39:12