Make your own free website on Tripod.com
สัมภาษณ์ผู้ฝึกมโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

พระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ ผู้ถาม

คุณทิพยา วิลาวัลย์ ผู้ตอบ ( เล่าผลการฝึก )

พระครูปลัดฯ :ว่าไง ทิพยา ขึ้นไปครั้งแรก ทำอารมณ์ใจอย่างไร

ทิพยา : ก่อนจะภาวนา ขณะที่ยกจานบูชาครูขึ้นแล้วกล่าวคำสมาทานพระกรรมฐานว่า ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอมอบกาย ถวายชีวิต ขอมอบกาย วาจา ใจ ทั้งหมดบูชาแด่พระรัตนตรัย พร้อมตาย ถวายชีวิตบูชาพระพุทธศาสนา ถ้าจะตายเดี๋ยวนี้ก็ยินดี จิตไม่กลัว ไม่ห่วงใยอะไรทั้งสิ้น

ขณะสมาทานอยู่นั้น ก็เห็นเทวดาและพรหม ยืนสองข้างทางเป็นแถวระเบียบเรียบร้อย ยืนพนมมือ แต่งกายสีเหลืองแบบดอกบวบ ไม่ใช่เหลืองส้ม รัศมีสว่างออกจากเสื้อผ้าและผิวกาย ยิ่งแถวที่สูง ขึ้นไป ๆ ยิ่งมีรัศมีมาก ผิวกายเป็นแก้วใสระยิบระยับทางเบื้องหน้าเราเป็นสีขาวเรียบเสมอ สูงขึ้นไปมีแสงสว่างจ้าอยู่เบื้องหน้าลิบ ๆ จิตเราก็จะพุ่งะไปที่แสงสว่างนั้นว่าเป็นที่ประทับขององค์สมเด็จฯองค์ปัจจุบัน จิตจะไปแต่ก็คิดว่าสมาทานยังไม่เสร็จเลย ภาวนาก็ยังไม่ภาวนา ใจนึกถึงพวกที่มาด้วยกันว่าไปกันหรือยัง จะไปไหนก็ไปกันเถอะ ห้ามจิตไม่อยู่แล้ว ก็พุ่งไปกราบองค์สมเด็จฯท่าน แล้วก็ลากลับมา บอกว่า ขอภาวนาและรับน้ำมนต์ก่อน

พระครูปลัดฯ :( หัวเราะ ) อดโง่ไม่ได้เหมือนกันนะ

ทิพยา : กลับมาคืนอีก แล้วภาวนาไป ทีนี้ก็นั่งภาวนาไป ก็มีความรู้สึกว่าทั้งพระทั้งฆราวาสเต็มไปหมด หัวติดกันเป็นแถวเลย มีมากเลย เดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ งั้นแหล่ะ และมีหลวงปู่ปาน หลวงพ่อ คอยพรมน้ำมนต์อยู่ข้างทาง โยมก็เห็นสภาพอย่างนั้น พอสักพักมีพระมาพรมน้ำมนต์ให้เหมือนกัน ทีนี้ก็โยมก็ภาวนาอีก เอ๊ะ.. ทำไมว่ามีแสงสว่าง ไม่เห็นมีแสงสักทีเลย จิตก็คิดอย่างนี้ ภาวนาไป ๆ มีแสงเหมือนจากข้างล่างขึ้นมาเป็นเหมือนวงแหวนนะ หมุนอย่างนี้เลย โยมก็ว่า เอ๊ะ..ไฟฉายมาส่องหรือไงนะ จิตก็คิดยังงี้ โยมก็สงสัยเอาไปฉายมาส่องมั้ง ไม่ใช่แสงจริง โยมคิดยังงี้ ทีนี้ภาวนาไป แสงก็มากขึ้น ๆ เอ๊ะ .. ลืมตามาดูหน่อย อ้าว..ไม่เห็น ไม่มีไฟฉาย ไม่มีอะไรเลย

พระครูปลัดฯ :อดโง่ไม่ได้อีกแล้ แหม..โง่รอบสองเลยทีนี้ ( หัวเราะ )

ทิพยา : เอ๊ะ.. สงสัยแสงมาจริง ทีนี้ก็เลยหลับตาภาวนาใหม่ แสงตอนนี้ที่เห็นแสงสีทอง ตอนนี้มันเป็นวงแหวนหมุนเร็วขึ้น ๆ โยมก็เลยพุ่งไปเลยตอนนี้ พุ่งไปเห็นหลวงปู่ปาน หลวงพ่อนำหน้าเลย ท่านเดินอย่างเร็วเลย ไปถึงจิตโยมว่าเป็นพระจุฬามณี ไปถึงหลวงปู่ก็ประทับนั่ง ท่านอยู่ด้านนี้ หลวงพ่อฤาษีท่านนั่งประทับแท่นอยู่ด้านนี้ เป็นแท่นสวยงาม โยมเห็นลักษณะสีทองบนนั้นน่ะ แล้วมีพวกเพชรพลอยประดับด้วย และมีลวดลายวิจิตรสวยงามมากเลย นี้โยมเห็นว่าเท้าใครอยู่ข้างหลังหลวงปู่หลวงพ่อ แต่โยมไม่ทันสังเกต

ก็กราบหลวงปู่หลวงพ่อก่อน หลวงพ่อท่านก็บอกว่า กราบองค์สมเด็จสิลูก โยมถึงเงยหน้าดู อุ๊ย..องค์สมเด็จทำไมองค์สูงใหญ่แท้ ว่ายังงี้ แต่งตัวเป็นเหมือนเทวดา มีเครื่องประดับ มีอะไร แล้วท่านนั่งห้อย พระบาท โยมก็กราบ กราบแล้วโยมก็จับพระบาทองค์สมเด็จ สวยจัง โยมก็กราบแทบพระบาทท่าน จิตก็คิดอีกว่า เรายังไม่ได้รับคทาเลย ( หัวเราะ )

พระครูปลัดฯ :เอ้า..นี่โง่รอบสาม ( หัวเราะ ) จะมาเล่นคทาอีกแล้ว เออ..รอบสามแล้ว โง่นี่ไม่ได้สอนเลยนะ เป็นเอง ( หัวเราะ )

ทิพยา : นี่ให้เป็นตัวอย่างว่าที่ควรจะจำไว้ ( หัวเราะ ) โยมก็กราบลาท่านบอก ขอไปรับคทาก่อน ( หัวเราะ ) แล้วโยมก็ลงมาคืน ลงมาคืนก็ภาวนาใหม่ ไม่เห็นมีแสงซะที คทา ก็ไม่มาซะที ก็ภาวนาไป ๆ ก็จิตพอดีได้ยินเสียงคนอื่นดังอะไร ตัดสินใจไม่สนใจ ภาวนาไป ๆ ๆ เห็นจานพลูที่บูชา จานพลูลอยขึ้น ๆ ๆ เอ๊ะ.. เอาอีกแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีแสง เป็นจานพลูเฉย ๆ ลอยขึ้น ๆ โยมเอาลอยก็ลอยไปเลย ตามไป ทีนี้พอถึงข้างบนก็มืด โยมก็อธิษฐานขอบารมีองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอประทานแสงสว่างให้ลูกด้วยเถิดพระเจ้าข้า

เทียน ๕ เล่มในถาดเจ้าค่ะ เป็นแสงขึ้นเลย ปักตรงเป็นแสงเลย แล้วสว่าง พอไปถึงที่แห่งหนึ่ง เทียนก็ปักข้างหน้าเลย ก็มองผ่านไป เห็นมีเท้าใครอยู่เหมือนกับมีใครนั่ง มองขึ้นไป เอ้า.. องค์สมเด็จ จิตคิดว่า นี่พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ โยมก็น้อมจิตกราบท่าน ขอประทานโอวาท ทีนี้ท่านก็ว่า แต่ที่โยมเห็นเป็นพระสงฆ์ค่ะ เป็นพระสงฆ์แต่ว่าสวยมากเลย จีวรนี้สวยมาก เท้าท่านก็สวย นิ้วท่านก็งอนสวยมาก เป็นแบบพระสงฆ์ค่ะแต่สวย และรัศมีสว่าง โยมก็กราบท่าน

ท่านก็ว่า อิทธิบาท ๔ ท่านว่าแต่ละองค์นะคะ อิทธิบาท ๔ อริยสัจ ๔ และก็บารมี ๑๐ และองค์สุดท้ยท่านติดด้วยว่า นิพพาน

โยมก็กราบท่าน ๆ ขอลาท่านอีกแหล่ะ บอกว่า ลงมารับคทาอีก ( หัวเราะ )

พระครูปลัดฯ :เอ๊.. ปราจีนบุรีทำไมมันโง่ยังงี้วะ ( หัวเราะ ) แหม..

ทิพยา : ( หัวเราะ ) ก็หลวงพี่ไม่บอกว่า ไปแล้วก็แล้วเลย ไม่ต้องคอยหรอก หลวงพี่ไม่บอก หลวงพี่บอกต้องมีพระพรมน้ำมนต์ ต้องมีไฟฉาย ต้องมีคทาแตะหัว

พระครูปลัดฯ :เออ ๆ ๆ ต้องเป็นตัวอย่าง ครูก็โง่ด้วย ( หัวเราะ ) ไม่บอกให้หมด เลวจริง ๆ เออ...

ทิพยา : ฟังเป็นตัวอย่าง ความโง่ โง่หลาย หลายขั้นตอน ทีนี้โยมก็ภาวนาไป ๆ ๆ ก็มีพระ ไม่รู้พระหรือเปล่า แต่ว่ามีไม้มาวางเบา ๆ ตรงศีรษะ รู้สึกซู่ซ่าขึ้นมา แล้วเห็นร่าง ตัวเองเนี่ย โผล่ขึ้นมาจากศีรษะ แผ่นกระโหลกนี้แยกออก คล้ายกับศพที่ตายไปนาน แล้วมันผุ มีสิ่งหนึ่งโผล่ขึ้นมา เป็นแสงประกายใสสีขาว โผล่ ๆ ๆ ออกมา พอมาถึง เอ้า..นี่ พระพุทธเจ้านี่นา แท่นโผล่ออกยกเลย ถึงรู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า โยมก็ตกใจ เอ๊ะ..พระพุทธเจ้าอยู่ในตัวเราได้ไง ก็ผลุบเข้าไปคืน ( หัวเราะ )

พระครูปลัดฯ :โง่รอบที่หก ( หัวเราะ ) โง่รอบที่หก เอาพระพุทธเจ้าเก็บเสียอีก

ทิพยา : ผลุบเข้าไปคืน ก็ว่า เอ๊ะ.ทำไม จิตก็อยากจะออกอยู่นั่นแหล่ะ ก็ภาวนาไป เอ้า..ออกก็ออก พระพุทธเจ้าก็พระพุทธเจ้าสิ โยมก็เลยพุ่งแบบตั้งจิตพุ่งไปเลย ก็เห็นเป็น แบบพระพุทธเจ้าทั้งองค์พร้อมด้วยฐานบัว ฐานเป็นดอกบัว ท่านประทับนั่งแบบสมาธิ องค์เป็นเพชรหมดสีใสสว่างหมดเลย สีขาวทั้งองค์และก็ท่านก็ลอยพุ่งขึ้นอย่างเร็วเลย ทีนี้โยมก็.. จิตก็ว่าตัวเองนั่นแหล่ะ องค์นั้นน่ะ ก็อยู่ในนั้นเลย

พระครูปลัดฯ :จิตอยู่ในนั้นเลยหรือ

ทิพยา : จิตอยู่ในนั้นเลยค่ะ พุ่งขึ้นไป ไปถึงบนวิมานอีกวิมานหนึ่ง วิมานนี้ใหญ่มาก มีเสาใหญ่ ๆ คนโอบไม่รอบ สว่างมากเลย

พระครูปลัดฯ :เสาสีอะไร

ทิพยา : สีขาวเป็นเพชรค่ะ ขาวหมดเลยทั้งหมด มีลวดลายวิจิตรมาก สวยงามมาก มียอดก็เยอะ ๆ ๆ ซ้อน ๆ กัน ไปวน ๆ อยู่รอบ ๓ รอบ ๓ รอบแล้ว พอไปถึงด้านหน้าก็หยุด หยุดแล้วก็ดอกบัวก็อยู่ตรงนั้นค่ะ แล้วก็โยมลุกขึ้นเป็นแบบเหมือนปางนิพพานยังงั้น เดินเข้าไปกราบองค์สมเด็จ องค์ท่านใหญ่มากเลย สีขาวใสสว่างหมด

พระครูปลัดฯ :รู้ไหมองค์นั้นมีพระนามว่าอะไร

ทิพยา : จิตไม่รับสัมผัส แต่จิตว่าองค์นี้ใหญ่มาก สงสัยจะสมเด็จองค์ปฐม ทีนี้ก็ไปกราบ ๆ ท่านบอกว่ามาแล้วหรือ โง่เหลือเกินนะ ท่านว่า ( หลวงพ่อก็อยู่นั่นด้วย หลวงพ่อ ท่านก็มานั่งคอยอยู่ )

พระครูปลัดฯ :หลวงพ่อคงก้มหน้า ลูกศิษย์กูนี่โง่จริง ๆ ( หัวเราะ )

ทิพยา : หลวงพ่อก็นั่งคอยอยู่ตั้งนานแล้ว จิตว่ายังงั้น หลวงพ่อท่านก็ว่า มาแล้วหรือ โง่เหลือเกิน กราบองค์สมเด็จซะ ว่ายังงี้ โยมก็ไปกราบท่าน ท่านบอกว่า ลูกน่ะต้องศึกษา พระไตรปิฎกให้มากนะ ได้ช่วยพระศาสนาทำงานทุกอย่างเหมือนที่หลวงพ่อเอ็งทำ บอก.. อุ๊ย..ลูกจะไปนิพพานแล้วค่ะ ลูกไม่เอาแล้ว ไม่อยู่ ลูกจะไปนิพพาน ท่านบอกจะไปก็ได้ แต่ต้องช่วยศาสนาก่อน แล้วท่านก็บอกว่า รู้ไหม เอ็งกับพระอาจินต์น่ะเป็นพี่น้องกัน ปรารถนาที่จะมาช่วยเหลือหลวงพ่อ ช่วยพระศาสนา แล้วเอ็งมัวแต่เล่นยังงี้เดี๋ยวก็แก่ตายเสียเปล่า ไม่ได้อะไร ช่วยงานก็ไม่ได้ช่วย ท่านว่ายังงี้ แล้วโยมก็ว่ากลัวจะทำไม่ได้ ท่านบอกได้สิ ถ้าเอ็งตั้งใจ โยมก็บอก ลูกจะไปนิพพานเจ้าค่ะ ลูกไม่เอาแล้ว ท่านบอกนิพพานได้แน่ แต่เอ็งต้องช่วยศาสนาก่อน โยมก็นั่งฟังท่าน ท่านก็บอกว่า ให้ฝึกกำลังใจ ให้เข้มแข็ง แล้วหลวงพ่อน่ะท่านเอาฝ่ามือทำงี้ซัดโยมน่ะ

พระครูปลัดฯ :ตบหรือไง

ทิพยา : ไม่ตบค่ะ เหมือนกับจะผลักยังงั้นแหล่ะ ซัดโยมน่ะ โยมก็กระเด็นไปโดนเสาโน้นเสานี้ ๆ โดนกระแทกโยมว่า เอ๊ะ..เราเจ็บหรือเปล่า ก็ไม่เจ็บ จับดูหัวแตกหัวโนหรือเปล่า ก็ไม่เป็นไร เสาก็ไม่หัก โยมก็ว่า เอ๊ะ..ก็ดีน้อ

พระครูปลัดฯ :ท่านเอาพิษโง่ออกไงเล่า ( หัวเราะ )

ทิพยา : ( หัวเราะ ) ท่านว่า เอ็งต้องฝึกพลังให้จิตให้เข้มแข็ง แล้วก็ฝึกตามพระไตรปิฎกให้มาก ท่านก็ว่ายังงี้ โยมก็นั่งฟังนั่ง ๆ หลวงพี่อาจินต์ก็มาฉุดข้อมือไป "ไป ๆ ๆ เร็ว ๆ ๆ ไปกราบ พระพุทธเจ้า" หลวงพี่อาจินต์ก็แต่งตัวเหมือนเทวดา เหมือนกับโยมนั่นแหล่ะ แต่งเหมือนกันเลย ท่านก็จูงมือโยมไปกราบพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ โยมก็น้อมจิตกราบพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ แล้วก็ กราบท่านพ่อท่านแม่ทั้งหมด หลวงปู่ หลวงพ่อ ก็พอสักพัก ก็หมดเวลาจริง ๆ หมดเวลาก็เลยกลับ

พระครูปลัดฯ :ทีนี้คงไม่โง่แล้ว ปีหน้าครูก็ฉลาดขึ้นกว่านี้ เออ..ดี นี่เป็นตัวอย่าง

ทิพยา : เพราะว่าตอนเย็นก่อนที่จะฝึกเต็มกำลัง ตอนเย็นโยมนั่งสมาธิแบบสุกขวิปัสสโกอยู่ โยมก็พยายามนั่ง เต็มกำลังนี่ไม่มีครูเข้ามาแนะนำแน่ เราต้องพยายามทำจิตสงบ ให้ได้ฌาน ๔ เพราะปกติโยมอยู่บ้านไม่ค่อยได้ทำเท่าไหร่ คิดว่าสมาธิตัวเองไม่ค่อยดี ก็พยายามภาวนา ภาวนาอย่างเดียวไม่ให้ไปไหน ให้จิตทรงฌาน ๔ ให้ได้ ภาวนาไป ๆ ๆ ตอนขั้นสุดท้ายนี่ โยมเห็นตัวเองนี่ ว่าหลวงปู่ หลวงพ่อ ทุกคนที่ฝึกในที่นี้ทั้งหมดเดินกันแบบเดินสมาธิเข้าหาหลวงพ่อ แต่โยมไม่เดิน โยมนั่งไปเฉย ๆ นั่งไปหาแบบไม่รู้ไปยังไง อยู่ ๆ ก็ถึงตรงหน้าหลวงปู่ หลวงพ่อ หลวงปู่อยู่ข้างขวา หลวงพ่ออยู่ข้างซ้าย พอไปถึง หลวงปู่ก็ซัดแบบมือผลักยังงี้เลย ผลักอีกด้านหนึ่ง หลวงพ่อก็อีกด้าน ประกบกันนี่ ร่างโยมแตกออกเลย ผิวงี้เหมือนกับเปลือกไม้กระเด็นออกไป แล้วก็ตัวเองก็เป็นแก้ว เป็นแก้วเหมือนแก้วกินน้ำ แก้วธรรมดาที่เห็น ๆ แล้วโยมก็เห็นตัวเองเป็นผู้หญิงอย่างนี้ นั่งแบบนี้ นั่งวางมือแบบนี้ เป็นเหมือนรูปปั้นงั้นแหล่ะ โยมนั่งอยู่อย่างนี้ หลวงปู่ท่านก็จับหันมายังงี้ ท่านทำรุนแรง ท่านไม่ทำค่อย ๆ หรอก

พระครูปลัดฯ :เรียกว่า อยู่ตีนอยู่มือหน่อย

ทิพยา : ( หัวเราะ ) จับหันมาอย่างแรงเลย แล้วหลวงปู่ท่านก็เอาเกศพระพุทธรูป มาปักตรงข้างบน แล้วหลวงพ่อท่านก็มาตะปบตรงเสื้อหน้าอกอย่างนี้ เหมือนทำท่าตะปบอย่างนี้ จิตโยมว่าหลวงพ่อทำให้เราเป็นผู้ชาย ว่ายังงั้น แล้วก็หมุน ๆ ๆ พอดูตัวเองอีกที เอ้า..เป็นรูปพระ เป็นพระธรรมดา เป็นพระแก้วธรรมดา ไม่สว่าง ไม่ใสอะไร ท่านก็ผลักไปโน่นผลักไปนี่ ก็กระดอนกระเด็น ชนโน่นชนนี่ แล้วก็จิตโยมก็คิดว่า ถ้าเป็นแก้วธรรมดาก็ต้องแตกแล้วนะ ว่ายังงี้ นอกจากเพชรเท่านั้นที่ไม่แตก แล้วแก้วโดนอะไร ๆ ก็ต้องมีเหลี่ยมกระเทาะ ๆ บ้าง โยมคิดไปเอง โยมคิดว่านอกจากเป็นเพชร เท่านั้นที่โดนอะไรแล้วไม่แตก ไม่หัก จิตโยมก็คิดอย่างนี้

พระครูปลัดฯ :ไม่หวั่นไหว จิตเป็นเพชรที่พระนิพพาน

ทิพยา : พอโยมคิดอย่างนั้น หลวงปู่ หลวงพ่อ ท่านทำฝ่ามือแล้วแสงออกจากฝ่ามือท่าน มาใส่โยมซะสว่างไปหมดเลย เป็นเพชรเลย ทั้งตัวเลย ทีนี้ท่านก็ผลักโยมออกไปเลย โยมก็หันไปทั้งถอยหลังอย่างนั้นแหละ ถอยหลังไปเลย ทีนี้โยมก็ดูคนอื่นว่าหลวงพ่อทำ ท่านทำท่านยิ้มไหม โยมก็จ้องดูหน้าหลวงปู่

พระครูปลัดฯ :จับผิดว่างั้นเถอะ ทำเรานี่ทำยังงี้ ทำคนอื่นยิ้มหรือเปล่า

ทิพยา : โยมก็ดูหลวงปู่ ดูหลวงพ่อ เอ๊ะ.. หลวงพ่อท่านทำหน้าทรงสมาธิ ทำหน้าแบบตั้งใจมาก ทำหน้าทรงสมาธิทั้งหลวงปู่หลวงพ่อเลย ท่านทำแบบโป๊ะ ๆ ๆ คนอื่นเหมือนกัน แต่โยมว่าไม่รู้ว่าเป็นแก้วหรือไม่เป็นแก้ว โยมไม่รู้มัวแต่ดูหน้าหลวงปู่กับหลวงพ่อ แล้วต่อไปก็เห็นท่านซัดเหมือนท่านซัดลูกบอลยังงี้แหละ บางคนก็ไปทั้งยืนเลย ใสเป็นเพชรไป บางคนก็ไปเป็นแบบ กลม ๆ น่ะ บางคนก็กระเด็นไปไกล บางคนก็กระเด็นกลาง ๆ บางคนก็กระเด็นตกใกล้ ๆ แต่ว่ารุ่นแรก ๆ จะเป็นแสงเหมือนเพชรที่ท่านผลักไป แต่รุ่นหลัง ๆ นี่จะเป็นทรงเครื่องเหมือนเทวดานี่คะ แต่เป็น แก้วออกสีเหลือง อ่อน ๆ นิด ๆ ไม่แก้วใสแต่เป็นสีเหลืองอ่อน ๆ หน่อย รุ่นหลัง ๆ

พระครูปลัดฯ :ที่ผลักไปคล้าย ๆ ว่าเราขึ้นไปพบท่านนี่ ชาร์จแบตเตอรี่นี่ไปเจอพ่อแม่ก็ดีใจใช่ไหม เหมือนคนซัดมา พอท่านเปล่งฉัพพรรณรังสีมาซัดงี้ก็ชื่นใจ ตัวก็เป็นเพชรหมด ไม่เชื่อไปเจอหลวงพ่อเถอะ เราไปเจอหลวงพ่อใจก็ชื่น ใช่ไหม ชื่นก็กำลังใจรวม

ทิพยา : โยมฝึกน่ะ ที่ขึ้นไปหาสมเด็จพระพุทธกัสสปน่ะ โยมไปกราบท่านพระพักตร์แบบองค์นี้เลย องค์นี้พระพุทธกัสสป รู้สึกว่าท่านเป็นพ่อด้วย โยมนอนตักท่านกอดท่านตั้งนาน ท่านใจดีมาก สมเด็จองค์ปฐมน่ะ โยมนั่งสมาธิในห้องโยมก็เห็นแค่ปาก ปากท่านอิ่ม ๆ สวย โยมยังคิดเลย พระองค์นี้ใครน้า ก็ไม่เห็นหน้าเห็นแค่ตรงปาก โยมมาฝึกถึงนึกออกว่าองค์ปฐม พระโอษฐ์ท่านอิ่มอูม และพระพักตร์ท่านสวยมาก อิ่มสวย ก็ว่าองค์ปฐมนั่นเอง ตอนนั่งสมาธิในห้องเห็นแค่ปากท่าน

ทีนี้พอกลางคืน หลังจากทำวัตรเย็นนั่งกรรมฐานเสร็จโยมไปก็นอน ตอนเช้าโยมจะตื่นราว ๆ ตี ๓ โยมก็เจริญพระกรรมฐาน คืนหลังจากที่ฝึกเต็มกำลังค่ะ คืนวานองค์สมเด็จโตท่านมา ท่านมาเทศน์โปรด ท่านบอกว่า เป็นนักบวชต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ให้ระวัง เพราะมีโอกาสพลาดพลั้งกว่าชาวบ้านธรรมดา ท่านว่ายังงี้ ระวังเถอะ มาปฏิบัติธรรม ไม่สนใจข้อวัตรปฏิบัติเอาแต่กินแล้วนอน ๆ ตายไปจะเป็นหมู ท่านว่ายังงี้

พระครูปลัดฯ :โยมสิ โยมคอยจะเลี้ยงอยู่เรื่อยเลย ( หัวเราะ )

ทิพยา : แล้วท่านก็บอกว่า คอยแต่ว่าคนโน้นไม่ดี คนนี้ไม่ดี ติคนโน้น ติคนนี้ ทำเสียงดังกวนเขา เดี๋ยวจะไปเป็นหมา ท่านว่ายังงี้ แล้วก็กินข้าวเขา ไม่รู้จักคุณคนที่เอาข้าวมาให้กิน เขาเหน็ดเหนื่อย กว่าจะได้ข้าวมากิน กินไม่สำรวม กินไม่ระวังเนี่ย จะต้องไปเป็นหมาเฝ้าสมบัติให้เขา เพราะว่าไม่รู้จักคุณค่าสมบัติที่เขามาทำบุญให้ แล้วท่านบอกว่า พูดคุยกันจ้อกแจ้ก ๆ จอแจกวนสมาธิคนอื่นน่ะ ตายไปเป็นนกนะ ปากอยู่ไม่สุข ท่านก็ว่ายังงี้น่ะเจ้าค่ะ

แล้วพอเมื่อเช้านี้โยมเจริญพระกรรมฐาน สมเด็จเจ้าคุณนรฯท่านก็มาเทศน์โปรด ท่านพูดถึงเรื่องขันธ์ ๕ เรื่องร่างกาย พอหลวงพี่อาจินต์นำวันนี้ คล้ายเลย เหมือนที่ให้เกี่ยวกับตัดร่างกาย ร่างกายอย่างโน้น อย่างนี้ อะไร ๆ โยมก็จดไว้เหมือนกัน ลืมบ้างจำได้บ้าง โยมถึงว่าที่ไปกราบองค์สมเด็จที่ท่านประทานพระไตรปิฎกด้วย เป็นเล่มใหญ่และสีทอง โยมยังว่า เอ๊ะ..เกี่ยวอะไรกับโยม โยมปฏิบัติแบบหลวงพ่อนี่ก็สบาย ๆ อยู่แล้ว เกี่ยวอะไร

พระครูปลัดฯ :พระไตรปิฎกคือขันธ์ ๕ เรานี่แหละ รู้ขันธ์ ๕ รู้ตามความเป็นจริง พระไตรปิฎกอยู่ในนี้แหละ อยู่ในกายเรานี่แหละ พระไตรปิฎกน่ะ ที่พระอรหันต์สมัยก่อน เห็นไหมล่ะ ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ได้เรียนหนังสือสักตัว ไม่ได้เรียนรู้หนังสือสักตัว คือ รู้ขันธ์ ๕ ทุกอย่าง รู้ในขันธ์ ๕ คือ จบพระไตรปิฎก

ทิพยา : โยมก็ลืมไป ตอนท่านเทศน์น่ะ ท่านแกะห่อเหมือนห่อหมกให้โยมดู

พระครูปลัดฯ :ใครเทศน์

ทิพยา : หลวงปู่โตค่ะ โยมดูนึกว่าห่อหมก ที่ไหนได้กลายเป็นอุจจาระเฉยเลย ท่านบอกว่า เอ้ากินเข้าสิ ๆ ๆ โยมว่ากินได้ยังไง กินไม่ได้ ท่านบอกกินได้ ทำไมจะกินไม่ได้ เอ็งพิจารณาดูซิ อุจจาระมีอะไรบ้าง ท่านก็ว่ายังงี้ โยมพิจารณาดูก็ว่า มันมีอาหารที่เรากินล่ะน้อ มีเนื้อ มีเศษผักอะไรต่ออะไร แล้วก็มีเชื้อโรค มีพยาธิด้วย โยมก็ดูในนั้นว่าเป็นอย่างนี้มันสกปรก ของเราก็กินไป แล้วมันก็เป็นยังงี้ ที่แท้มันก็สกปรกเหมือนกัน แล้วโยมก็คิดว่าหนอนน่ะ หนอนมันกินของเน่า ของสกปรก เราก็ว่ามันสกปรก ที่แท้เรากับหนอนก็เหมือนกัน โยมก็คิดอย่างนี้ แล้วพอโยมคิดอย่างนี้ ท่านก็บอก ดีแล้ว ถูกแล้ว เวลากินอาหารก็พิจารณาอย่างนี้น่ะ ท่านก็ว่ายังงี้ แล้วท่านก็ถาม มีมีดอีโต้เล่มหนึ่ง แล้วก็มีพวกเพชรนิลจินดาอยู่อีกกองหนึ่ง ท่านก็ถามว่า สองกองนี้เอ็งว่าอันไหนมีค่ามากที่สุด โยมก็ดูไปดูมา มันคิดเองน่ะ ถ้าเป็นตอนนี้โยมเอาทองนะ ( หัวเราะ )

พระครูปลัดฯ :ตอนนั้นเอาอะไร

ทิพยา : โยมก็บอกว่า มีดอีโต้ดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านก็ถามว่ามันดียังไง โยมก็บอก มีดนี่ใช้ได้สารพัดเลย สามารถถากถางจากไม้ธรรมดา ให้เป็นสิ่งโน้นสิ่งนี้ได้ ใช้ประโยชน์ใช้สอยได้ ตัดผ้าก็ได้ ทำอะไรก็ได้สารพัด โยมก็ว่ายังงี้ ทำอะไรได้เป็นประโยชน์ทั้งหมดแหละ เพชรนิลจินดาได้แค่ประดับเอง ตายไปก็ไม่เห็นเอาไปได้ แล้วก็มันแค่ไว้โชว์ไว้อวดเขาเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีประโยชน์ ตรงไหนเลย สู้มีดอีโต้เล่มเดียวไม่ได้ โยมก็ว่ายังงี้ ท่านก็บอก เออ..ถูกแล้ว ให้ทำจิตยังงี้เสมอ ๆ พิจารณาเสมอ ๆ ไม่ว่าอะไร พยายามอย่าติดในสมบัติในวัตถุทั้งหลาย ท่านว่าอย่างนี้

พระครูปลัดฯ :เออ..ดีมาก ๆ ๆ สาธุ สาธุ สาธุ

กลับหน้า 3ไปหน้า 5Copyright © 2001 by
Amine
21 ก.ค. 2544 23:04:54