Make your own free website on Tripod.com
ตายแล้วไปไหน..ตอนที่ ๒

วันนี้จะขอนำเรื่องราวของพระเก่า ๆ มาเล่าให้ฟัง ลองอ่านเรื่องเก่า ๆ ของคนแก่ดูบ้าง เอาไว้เป็นเรื่องประดับความจำ จะว่าเป็นเรื่องประดับปัญญาหรือความรู้เลยทีเดียวก็คงไม่เหมาะ เอากันเพียงแค่ประดับความจำกันก็แล้วกัน

เรื่องต้นที่จะพูดถึงก่อน ขอนำเรื่องของท่านพระครูสุวรรณ พิทักษ์บรรพต เจ้าคณะ ๑๑ วัดสระเกศ จังหวัดพระนคร มาเล่าให้ฟังก่อน

สมัยนั้น พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้ยินข่าวเขาเล่าลือกันว่า มีพระอาจารย์ผู้ทรงฌานทางสมถะองค์หนึ่ง อยู่วัดสระเกศ สมัยนั้นก็เป็นคนชอบรู้ ชอบพิสูจน์ เมื่อมีข่าวว่าท่านดีก็พยายามไปหาท่าน ปรากฏว่าท่านมีอายุถึง ๘๐ ปีเศษเกือบจะ ๙๐ ปีแล้ว หูท่านพูดชักจะได้ยินยาก ต้องใช้เสียงดังมากท่านจึงจะได้ยิน

เมื่อเห็นว่าท่านว่าง จึงเข้าไปหาท่าน กราบไหว้กันตามธรรมเนียมพระแล้ว ก็เรียนถามท่านเรื่องความรู้ทางด้านฌาน ท่านก็บอกว่า พอรู้บ้าง

ท่านถามว่า " จะต้องการรู้อะไร "

ขณะนั้นมีความสนใจเรื่องของพระคณาจารย์ต่าง ๆ ที่เป็นอาจารย์เครื่องรางของขลัง ปลุกเสกเลขยันต์ทางคงกระพันชาตรีมีมาก สงสัยว่าคณาจารย์พวกนี้ เมื่อท่านตายแล้วท่านจะขึ้นสวรรค์หรือไปนรก เพราะผลงานของท่านมีทั้งคุณและโทษ ที่เป็นคุณก็คือ เป็นเครื่องรักษาชีวิตของผู้มีของ ๆ ท่านให้คงอยู่ ไม่ตายด้วยศัสตราอาวุธ เป็นการช่วยส่งเสริมให้คนดีมีชีวิต

แต่อีกมุมหนึ่งนั้น ก็รู้สึกว่าเป็นผลร้ายไม่ใช่น้อย คือ คนที่มีของดี หนังเหนียว อยู่ยงคงกระพันนั้น ถ้าไปใช้ในทางที่เป็นภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น คือ เอาความหนังเหนียวที่ตนมีอยู่ไปเป็นเครื่องป้องกันชีวิต แต่ตนเองเที่ยวทำอันตรายชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่น เช่น ปล้น ฆ่า เป็นต้น

กรรมที่คนพวกนี้เอาวิทยาคมที่ท่านอาจารย์ให้ไปเป็นเครื่องทำลายคนอื่น จัดว่าเป็นกรรมชั่ว ก็เลยเกิดความสงสัยว่า ท่านอาจารย์ผู้ให้เองจะมีผลเป็นประการใดเมื่อตายไปแล้ว จึงได้เรียนถามเรื่องนี้กับท่าน

ท่านได้ถามถึงอาจารย์ที่ให้ของนั้น ๆ ก็ได้พยายามคัดชื่ออาจารย์ประเภทไท้แป๊ะกิมแชร์ คือ ขนาดหนัก ที่เสกเป่าแล้วทดลองกันได้เลย ใช้มีดที่คมกริบฟันทันที เมื่อเสกเป่าเสร็จ ผลที่ได้รับก็คือ คน ๆ นั้นมีหนังเหนียวจริง ๆ หันแทบไม่เข้า

เมื่อท่านได้ชื่อท่านอาจารย์คงกระพันชาตรีแล้ว ท่านก็บอกว่า

" วันพรุ่งนี้มาใหม่นะ คืนนี้จะตรวจให้ "

เมื่อท่านว่าอย่างนั้น ก็ลาท่านกลับ วันรุ่งขึ้นไปหาท่าน ท่านเห็นหน้าท่านก็หัวเราะชอบใจ พร้อมกับพูดว่า

" ไอ้หนู บรรดาอาจารย์คงกระพันชาตรีทั้งหลายที่เอ็งมาถามไว้แต่วันวานนี้ เมื่อคืนนี้ฉันตรวจดูแล้ว ฉันค้นดูหมดบนสวรรค์ ฉันไม่พบเขาเลยสักคนที่บนสวรรค์ น่ากลัวจะดันลงนรกเสียหมดแล้ว "

เมื่อท่านบอกให้ทราบ ก็รับทราบไว้ แต่ในใจนั้นไม่แน่ใจว่าท่านจะรู้จริง เพราะเรื่องนรกสวรรค์นี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องพูดกันเล่น ๆ พระก็ว่าอย่างนั้น นักธัมมะธัมโมทั้งหลายก็ว่าอย่างนั้น แต่คนส่วนมาก ไม่ใคร่มีใครรักสวรรค์ และก็หาคนกลัวนรกได้ยากอีกด้วย จึงเรียนถามท่านถึงเรื่องวิชาพิสูจน์สวรรค์นรกว่า

" ทำอย่างไรจึงจะเห็นสวรรค์นรกได้บ้าง "

ท่านก็บอกว่า " ไม่ยากเลย ไม่ว่าใคร ถ้าเป็นคนมีจิตเมตตาเป็นปกติ รักษาศีลไม่บกพร่อง ละนิวรณ์ ๕ ประการได้ มีอารมณ์จิตเป็นสมาธิ ทุกคนเห็นสวรรค์นรกได้อย่างไม่ยาก "

ท่านบอกวิธีเห็นสวรรค์นรกให้ แต่ก็คิดไม่ออกว่าตนเองจะมีความสามารถทำได้อย่างท่านหรือไม่

ทีนี้มีข้อสงสัยอีกหน่อยว่า เมื่ออาจารย์ให้ของอยู่ยงคงกระพันนั้นตายแล้วไปนรก หรืออย่างเบาก็ไม่มีโอกาสไปสวรรค์ สมัยนั้นมีอาจารย์ประเภททั้งโด่ง ทั้งดัง แบบนี้มาก มีทั้งพระและฆราวาส พวกนี้มิไปนรกกันหมดหรือ? ได้เรียนถามท่านตามความรู้สึก ท่านแก้ให้ฟังว่า

อาจารย์ประเภทลงนรกนั้น เป็นอาจารย์ประเภทอยากดัง คือ เมื่อเสกเป่านั้น ทำด้วยเจตนาให้เป็นเครื่องอยู่ยงคงกระพัน และรับรองผล มีการทดลองยิง ฟัน ให้ประจักษ์แก่ลูกศิษย์ลูกหา อาจารย์ประเภทนี้มีเจตนาชั่ว คือ

๑. อยากมีชื่อเสียงโด่งดัง

๒. ประสงค์ขายวิชาเป็นอาชีพ

๓. พลอยยินดีเมื่อพวกคณะลูกศิษย์ลูกหาพากันไปตีรันฟันแทงคนอื่น แต่ตนเองปลอดภัย หรือว่าเมื่อลูกศิษย์ลูกหาไปปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน เมื่อเจ้าของต่อสู้แต่ก็ปลอดภัยกลับมา ยินดีด้วยอาการอย่างนี้ ท่านว่าเป็นการสนับสนุนการทำชั่วของศิษย์ เมื่อศิษย์เลวอาจารย์พลอยยินดี ก็ชื่อว่าเป็นต้นเหตุของความเลว อาจารย์ประเภทนี้ตกนรกทั้งนั้น

เรียนถามท่านว่า " บรรดาพระผู้ใหญ่หลายท่าน ต่างก็ทำพระแจก และพระที่มีคนรับไป เป็นพระอยู่ยงคงกระพัน พระผู้ใหญ่นั้น ๆ ท่านมิลงนรกด้วยหรือ? "

ท่านฟังแล้วก็ยิ้มแล้วตอบว่า

" ไม่แน่เสมอไป บางท่านก็ลงนรก ในเมื่อท่านชอบลง บางท่านก็ขึ้นสวรรค์ เพราะท่านชอบสวรรค์ "

ท่านตอบเป็นปัญหาน่าถาม จึงเรียนถามท่านว่า

" อาการอย่างไรเป็นอาการชอบสวรรค์ อาการอย่างไรเป็นอาการชอบนรก "

ท่านตอบว่า " ถ้าพระองค์ใดแจกพระแล้วรับรองว่าเป็นของคงกระพันชาตรี หนังเหนียว กระดูกแข็ง เมื่อคนรับไปหนังเหนียวจริง และเอาหนังเหนียวไปข่มเหงคนอื่น อาจารย์องค์นั้นท่านก็ชื่อว่าเป็นต้นตระกูลโจร คือ เป็นคนสร้างโจร สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนคนสุจริต เพราะท่านสร้งหนังคนชั่วให้เหนียว คนชั่วจึงไปรังควานชาวบ้านชาวเมืองให้เดือดร้อน ถ้าบวชอยู่ก็เห็นท่าจะไม่ใช่พระ เพราะพระแท้ไม่เป็นต้นเหตุของความเดือดร้อน การทำตนเป็นต้นเหตุของความเดือดร้อนอย่างนั้น ถ้าเป็นพระ ก็ไม่ใช่พระพุทธสาวก ต้องเป็นพระนอกพระพุทธศาสนา แต่จะเป็นศาสนาไหนนั้นฉันไม่รู้ อย่างนี้จะเอาสวรรค์ที่ไหนอยู่ สวรรค์ไม่รับพระประเภทนี้ไว้

แต่ถ้าพระองค์ไหนแจกพระ แล้วแนะนำให้คนรับทำตนอย่างพระ คือ เอาพระห้อยคอแล้ว ทำจิตใจให้สุขุมเยือกเย็นอย่างพระ มีเมตตาปรานีประจำใจ แม้บังเอิญพระที่เขารับไปจะทำให้อยู่ยงคงกระพัน ก็ไม่เป็นไร เพราะหนังเหนียวได้ด้วยดี และเป็นคนมีดีเป็นเครื่องรับรอง คนรับไปก็ดี อาจารย์ผู้ให้ก็ไม่มีโทษ "

ฟังท่านตอบแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผลพอสมควร จะรับรองว่าผิดหรือถูกนั้น ไม่รับรองแน่ ท่านพูดมาอย่างนั้นก็เอาเรื่องของท่านมาเล่าให้ฟัง ฟังท่านแล้วก็เลยสงสัยเรื่องสงคราม

สมัยนั้นสงครามยังไม่มี แต่ก็มีเรื่องต้องสงสัยเพราะอยู่ในเขตของนักบุญ เมื่อเกิดสงครามคราวใด ก็มักมีคนชอบเข้าหาพระ เพื่อได้ของดีป้องกันตัว พระก็ให้ตามแต่ที่ท่านจะสามารถทำได้ ต่างก็ตั้งใจทำกันเต็มกำลัง

ก็สงครามใคร ๆ ก็ทราบกันดีแล้วว่า เป็นเรื่องฆ่ากันชัด ๆ เมื่อพระท่านให้ของดี ให้คนไปฆ่ากัน ท่านมิต้องลงนรกด้วยหรือ เรื่องน่าสงสัย จึงเรียนถามท่านตามนั้น

ท่านมองหน้าแล้วถามว่า " นี่แกหาเรื่องด่าพระแก่หรืออย่างไร ก็พระที่แก่แล้วและบวชนาน ๆ อย่างฉันนี่ ชาวบ้านเขาพากันสนับสนุนให้เป็นอาจารย์ชั้นเซียนกันทั้งนั้น มีอะไรไม่ดีก็ช่าง พวกนักเลงหัวไม้ก็มาขอของอยู่ยงคงกระพัน นักเลงการพนันก็พากันมาขอหวยบ้าง ขอน้ำมันไปบ้าง จะทำได้หรือไม่ได้ ดีหรือไม่ดี พวกเขาไม่สนใจ ถ้าลงไปหาแล้วต้องเอาให้ได้ ถ้ามันได้ไปแล้ว ถ้าหนังไม่เหนียวแทงหวยไม่ถูก เล่นโปไม่รวย มันก็บูชาใหญ่ คือ ด่าโคตรเง่าเหล่ากอ ค้นขึ้นมาด่านไม่มีเหลือ

เมื่อมันมาขอ แม้จะบอกว่าไม่มีหรือทำไม่ได้ มันก็บอกว่า ขอให้ให้เท่านั้น ตรงไม่ตรง เหนียวไม่เหนียวไม่เป็นไร คนมันทำพระเสียอย่างนี้ เมื่อให้แล้วไม่สมเจตนาที่ตั้งใจก็ช่วยกันด่า นี่พระแก่มันซวยอย่างนี้ ท่านพูดแล้วก็หัวเราะ

เมื่อเธอพูดถึงเรื่องสงครามก็ดีแล้ว ฉันขอตอบสั้น ๆ ว่า พระที่แจกพระแก่ทหารที่เข้าสงคราม ถ้ามีจิตคิดว่า ขอให้พวกเราปลอดภัย พวกเขาจงพินาศ คิดอย่างนี้ จิตโทรมเพราะมีความเศร้าหมอง แต่ถ้าคิดว่า ขอบารมีพระจงคุ้มครองคนที่บูชาแล้วให้ปลอดภัย แต่เขาจะไปฆ่าใครหรือไม่ฆ่าไม่สนใจ และแนะนำว่าอย่านำของที่ให้นี้ไปเพื่อการทุจริต ถ้าทำผิดกฎหมาย หรือ ศีลธรรมของจะคุ้มไม่ได้ แม้ทำถูกทำดีก็เถอะ เมื่อกฎของกรรมให้ผล กรรมนั้นเป็นกรรมชั่ว พระก็ช่วยไม่ได้ จงเอาไว้เพื่อเป็นมิ่งขวัญ ทุกวันจงบูชา นึกว่าเราอยู่กับพระ และพระอยู่กับเรา และเราก็อยู่กับพระอย่างนี้ ใครจะฆ่าอย่างไรก็ไม่เป็นไร ปืนยิงไม่ออก มีดก็ฟันไม่เข้า

ถ้าจิตใจมั่นคงจริง ๆ เป็นอย่างนี้ เพราะเรามีของดี คือ พระท่านก็ดี เราก็ดี เมื่อดีต่อดีมาพบกัน มันต้องไม่ตาย จะเอาไปทำอย่างไรก็ไม่ตาย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า "

ฉันเองก็รับรองท่านว่าอย่างนี้ แล้วท่านก็พูดต่อไป

" ถ้ากำลังใจตกลงมานิดหนึ่ง รักษาความดีไว้ได้แต่บางคราวก็หวั่นไหว อย่างนี้เรียกว่ามีความมั่นคงเพลาลงมา แต่ทว่ามีความมั่นคงมากกว่าความหวั่นไหว พระคุ้มครองก็เพลาลง คือ ตอนนี้ยิงออกแต่ไม่ถูก ฟันยังไม่เข้า ถ้าเพลายิ่งกว่านั้น ยิงออกและถูกด้วยแต่ไม่เข้า

ถ้าความนับถือหย่อนกว่านั้น แต่ก็ยังเคารพอยู่มี อารมณ์วอกแวกหวั่นไหวมากกว่านั้น ท่านว่าคราวนี้ยิงเข้าแต่ไม่ตาย

ถ้าอารมณ์นับถือหย่อนยานมาก แต่ก็ยังมีความเคารพอยู่ ส่วนความรู้สึกลังเลมีมากกว่า ท่านว่าตอนนี้ยิงเข้าและก็ตาย แต่ตายแล้วไปสวรรค์ "

ท่านพูดแล้วก็หัวเราะชอบใจ ในที่สุดท่านลงท้ายว่า

" คนที่หาเครื่องลางของขลังก็หาไปอย่างนั้นเอง เพราะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวของกำลังใจ เรื่องที่จะป้องกันความตายนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้ แม้แต่สมัยเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์?อยู่ คราวที่พระญาติของพระองค์ถูกวิฑูธภะฆ่าเสียมากมาย พระองค์ก็ช่วยให้เขาพ้นตายไม่ได้ เพราะเป็นกฎของกรรมเดิม

เรื่องของคนจะตายไม่ต้องออกรบก็ตาย มีมากรายที่เขาออกไปรบกับข้าศึก แต่ปลอดภัย ตัวก็ไม่ตาย เงินทองข้าวของก็ได้ เพราะทางบ้านเมืองเห็นความดี ก็บำเหน็จรางวัลให้ มีชื่อเสียงเป็นที่เกรงขาม และนิยมชมชอบ อีกด้านหนึ่งคนนอนอยู่ในมุ้งแท้ ๆ ไม่มีใครมาฆ่าเลย ก็แอบตายเสียนับรายไม่ถ้วน นี่ว่ากันถึงเรื่องตาย

ส่วนเรื่องของพระที่แจกของกับทหารนั้น อย่าไปว่าท่านเลย ถ้าท่านแจกอย่างพระ ท่านก็ไม่มีโทษ เพราะท่านให้พระเขาไป ไม่ได้ให้นักเลงเขาไป คือ แจกไปเพื่อมีไว้บูชา เป็นเครื่องแสดงออกถึงความเป็นคนดี ที่มีพระเป็นที่เคารพ ส่วนท่านที่แจกแบบนักเลง รับรองผล ยินดีด้วย

เมื่อผลปรากฏ เมื่อลูกศิษย์ฆ่าเขาได้ อาการอย่างนี้จะเป็นสงครามหรือไม่ พระอาจารย์ก็มีส่วนด้วยทั้งนั้น

เมื่อท่านพูดจบ ก็เลยถามเรื่องทหารที่รบกับข้าศึกถูกข้าศึกฆ่าตาย เรียนถามท่านว่า

" ทหารที่ถูกฆ่าตายในสนามรบนั้น ตายแล้วไปสวรรค์หรือไปนรก? "

ท่านตอบว่า

" ไม่แน่ บางคนตายแล้วไปสวรรค์ บางคนตายแล้วไปนรก "

ท่านอธิบายโดยยึดพุทธภาษิตว่า

" พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า คนเมื่อจะตายถ้าจิตเป็นกุศล ไม่ว่าจะตายในลักษณะเช่นไร ตายแล้วไปสู่สุคติทั้งนั้น คือ ถ้าเกิดเป็นคนก็เป็นคนประเภทมีเงินทองของใช้สมบูรณ์ งานไม่หนัก แต่เงินดี ถ้าไม่เกิดเป็นคน ก็เกิดเนเทวดาหรือพรหม

ถ้าขณะจะตาย จิตเศร้าหมอง มีอารมณ์หวังในทรัพย์สิน หรือ อารมณ์ขุ่นมัว เพราะความโกรธเคืองอารมณ์อย่างนี้ ถ้ามีเมื่อขณะจิตจะออกจากร่าง ท่านบอกว่า ตายในสนามรบหรือบนที่นอนของพระ ก็ลงนรกทั้งนั้น "

ท่านพูดต่อไปว่า

" ทหารที่รบในสนามรบ ส่วนใหญ่ เป็นทหารที่ไม่เคยรู้จักกับศัตรู ไม่มีอารมณ์โกรธแค้นกันมาก่อน ไปรบตามหน้าที่ ที่ทางราชการทหารใช้ เขาบอกให้รุกก็รุก เขาบอกให้ถอยก็ถอย เขาบอกให้ยิงก็ยิง ตัวทหารเองมีสภาพเหมือนหุ่น เมื่อพูดถึงเจตนาที่จะเป็นอกุศลนั้น ที่มีโดยตรงน้อยเต็มที

เมื่อเข้าสนามรบ ขณะที่ประจันหน้ากับข้าศึก ทหารมักไม่มีอะไรเป็นที่พึ่ง นอกจากนึกถึงท่านที่มีคุณ คือ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และบางรายก็นึกเห็นภาพหลวงพ่อที่คอก็รูปของพระสงฆ์บ้าง การคิดอย่างนี้ ท่านเรียกว่า กุศลจิตตายแล้วไปสวรรค์ ถ้าจิตครุ่นคิดจะฆ่าเพื่อล้างแค้น อย่างนี้น่ากลัวจะไปนรก

ถ้าความจริงเป็นอย่างนั้น ก็คิดว่าทหารที่เข้าสนามเป็นเทวดามากกว่าเป็นอย่างอื่น เพราะทหารส่วนใหญ่มีพระติดตัวกันไป มีน้ำหนักเกือบเท่าเครื่องสนาม คงจะพากันนึกถึงพระ และท่านผู้มีคุณเป็นประจำ เมื่อคิดอย่างนี้ท่านรับรองว่าไม่ตกนรก ฉะนั้น ทหารหาญทั้งหลายก็ไม่น่าหนักใจ "

ได้เรียนถามท่านต่อไปว่า " ทหารที่เข้าสงครามมีมากที่ออกแนวหน้า และประจันบานกับข้าศึกไม่น่าจะรอดมาได้ แต่ก็ไม่ตาย ทหารบางคนไม่เคยปะทะกับข้าศึกเลย ไม่ทันได้ยินเสียงปืนก็มีอันต้องตาย ที่เป็นอย่างนี้มีอะไรเป็นเหตุ "

ท่านตอบว่า " กรรมเป็นเหตุ "

เรื่องของกรรมนี้ ท่านผู้อ่านเบื่อหรือยัง กำกันมานานแล้ว ไม่มีใครแบสักที เมื่อท่านเอากรรมมาตอบ ก็ลองท่านของท่านต่อไป

ท่านยกตัวอย่างคนที่จะต้องตายว่า สมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านวิฑูธภะครองเมืองสาวัตถี แทนพระเจ้าปเสนทิโกศล แกแค้นที่พวกศากยะ ญาติ ๆ ของพระพุทธเจ้านั่นเอง หาว่าแกเป็นลูกคนใช้ รับรองไม่สมเกีรยติ สมัยเมื่อเป็นมกุฏราชกุมาร พอได้ครองราชย์เลยยกทัพไปฆ่าล้างแค้น

พระพุทธเจ้าทราบ เข้ามานั่งข้างทาง ท่านวิฑูธภะเห็นด้วยพระพุทธญาณว่า พวกศากยะมีกรรม เพราะชาติก่อนร่วมกันโปรยยาเบื่อให้ปลาตาย แล้วเอาปลาไปขาย คราวนี้กรรมเบื่อปลามาถึงแล้ว ท่านเลยไม่ไปนั่งขวางทางตามที่เคยทำมาปล่อยให้เขาฆ่ากันตามกฎของกรรม

คราวนั้นพวกศากยะตายมาก เมื่อฆ่าเขาแล้วไม่มีใครสู้เพราะเป็นสงครามเงียบ ไม่ได้ประกาศสงคราม ด้วยฝ่ายศากยะไม่คิดว่าเป็นสงคราม ด้วยเคยเห็นในฐานะเป็นมิตร เมื่อท่านวิฑูธภะคิดรบคนเดียว ก็เลยไม่มีใครสู้สงครามคราวนี้เป็นสงครามเบ็ดเตล็ด ที่ใช้เวลารบไม่ถึงครึ่งวัน เร็วกว่าอิสราเอลรบกับแขกตะวันออกอีก เพราะต้องใช้เวลาถึง ๖ วัน เมื่อรบแล้วก็พาพวกกลับ

ตอนกลับนี้เดินทางผ่านชายทะเลใกล้ค่ำ ท่านแม่ทัพหรือควรจะเรียกว่าจอมทัพ ก็สั่งให้ทหารพักที่ชายหาด

คราวนี้กรรมมาอีก ท่านพากันเป็นตัวกรรมแทนปลาฆ่าพวกศากยะแล้ว คราวนี้กรรมอะไรไม่ทราบ จำไม่ได้ ตามมาเล่นงานเจ้ากรรมเสียเองอีกต่อหนึ่ง คือ เมื่อขณะที่ท่านสั่งพัก หาดทรายสวยมาก เพราะน้ำทะเลลงจัด คนบางพวกก็นอนบนฝั่ง บางพวกก็นอนที่หาดทราย เมื่อกรรมมาถึง คนที่จะต้องถูกกรรมเข่นฆ่า ที่นอนบนฝั่งไม่สบายใจ ไปนอนที่หาดทราย คนที่นอนที่หาดทรายไม่สบายใจ มานอนบนฝั่ง

พวกที่นอนบนฝั่งตอนดึกนี้ ท่านว่า ไม่มีกรรมที่จะต้องตายในวันนั้น พวกที่ดิ้นรนไปนอนที่หาดทราย ท่านว่ากรรมบังคับให้นอน เพราะต้องตายในวันนั้น เสียดายที่จำไม่ไดว่า ทำกรรมอะไรไว้

พอดึกสงัด ทหารทั้งหมดหลับสนิท น้ำก็ขึ้นมา คลื่นลมแรง ซัดเอานักรบที่นอนชายหาดลงทะเลตายหมด ส่วนพวกที่นอนบนบกปลอดภัย เรื่องของความตายเป็นกฎของกรรม ไปรบก็ตาย ไม่รบก็ตาย อย่างพวกศากยะ นอนอยู่แท้ ๆ ความตายตามผลาญถึงในมุ้ง

ที่เอาเรื่องความตายมาเล่าใหัฟัง ก็เห็นว่า ขณะนี้เรื่องของกรรมจ่อประตูบ้านมาแล้ว ยืนอยู่หน้าประตูเรือนนั่นเอง จะก้าวเข้าประตูเรือนเมื่อไรก็ได้ สงครามจะเกิดหรือไม่เกิด ใครก็พยากรณ์ยาก ถ้าไม่เกิดก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์เท่านั้นเอง

เมื่อสงครามมายืนคุยด้วยหน้าประตูบ้าน ญาติโยมก็คงจะประสงค์จะหาของกันตาย และกันภัยไปพร้อม ๆ กัน ท่านจะไปหาที่ไหนนั้น ตามแต่ใจท่าน ขอให้ท่านคิดว่า ของที่ท่านได้มานั้นมีพระติดมาด้วย จะเป็นตะกรุด ผ้ายันต์ หรืออะไรก็ตาม คิดว่ามีพระ ถ้าไม่เห็นรูปพระ ก็คิดว่าเป็นของที่เกิดจากบารมีพระ คิดไว้เสมอ ทั้งยามปกติและประจันบาน ผลที่ได้ก็คือ

ยิงไม่ออก ถึงออกก็ไม่ถูก

ยิงถูกก็ไม่เข้า ถึงยิงเข้าก็ไม่ตาย

ถ้าท่านตายท่านก็จะได้ไปสวรรค์ ตามที่ท่านพระครู สุวรรณ พิทักษ์บรรพต วัดสระเกศ สมัย พ.ศ. ๒๔๘๒ ท่านว่านั่นเอง สวัสดี
กลับตอนที่ ๑Copyright © 2001 by
Amine
15 มี.ค. 2545 14:02:19