Make your own free website on Tripod.com
กากะเปรต

พิมพ์โดย คุณสมชายและพี่สาว

ต่อไปนี้จะขอนำเรื่องจากพระสูตรมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่องหนึ่ง

ครั้งหนึ่งองค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่เวลานั้น องค์สมเด็จพระบรมครูประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหารในกรุงราชคฤห์มหานครกำลังแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพุทธบริษัท คือ เทศน์โปรดปัจวัคคีย์ฤๅษีทั้ง ๕ แล้วก็โปรดบรรดาชฎิล ๑,๐๐๓ องค์ ต่างคนต่างบรรลุอรหัตผลเป็นปฏิสัมภิทาญาณ

ในวันหนึ่งอัครสาวกขององค์สมเด็จพระพิชิตมาร มีนามว่าพระโมคคัลลานะเถระ ท่านจำพรรษาอยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏิ ในตอนเช้าท่านก็ลงมาบิณฑบาตกับพระลักขณะความจริงพระลักขณะนี่เป็นหนึ่งในจำนวนชฎิล ๑,๐๐๐ คนเป็นพระอรหันต์ ตามแบบฉบับท่านบอกว่าพระลักขณะเป็นพระอรหันต์พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาญาณ

ความเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณมีกำลังไม่เท่ากัน
ปฏิสัมภิทาญาณ ขั้นปกติมีกำลังต่ำ
ปฏิสัมภิทาญาณ ขั้นมหาสาวกมีกำลังความเป็นทิพย์สูงกว่า
ปฏิสัมภิทาญาณ ขั้นอัครสาวกสูงกว่าพระมหาสาวก

รวมความว่าการเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ พุทธบริษัทพึงทราบ แม้แต่พระอรหันต์ยังความเป็นทิพย์ไม่สม่ำเสมอกัน พระอรหันต์ที่เป็นวิชชาสามมีทิพจักขุญาณหย่อนกว่าพระอัครสาวกและหย่อนกว่าพระอรหันต์ที่ได้ฉฬภิญโญ คือ อภิญญาหก ความเป็นทิพจักขุญาณของอภิญญาหกมีกำลังต่ำกว่าปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิสัมภิทาญาณก็ยังแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตามที่กล่าวมาแล้ว และความเป็นทิพย์ย่อมไม่สม่ำเสมอกัน แม้อัครสาวกก็ยังมีความเป็นทิพย์หย่อนกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้ามีความเป็นทิพย์อ่อนกว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำตอนนี้ไว้ด้วย

ฉะนั้นบรรดาท่านผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิได้ความเป็นทิพย์ จึงมีความรู้สึกไม่สม่ำเสมอกัน ใช้จิตมาก ๆ ใช้ปัญญาน้อย ความแจ่มใสของจิตก็น้อย การเห็นก็ไม่ค่อยจะตรงนัก ไม่ชัดเจนแจ่มใส

ในเวลาตอนเช้าพระโมคคัลลาน์กับพระลักขณะ ลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏิจะไปบิณฑบาต เดิน ๆ มาอยู่ดี ๆ ปรากฏว่าพระโมคคัลลาน์ยิ้มออกมาเฉย ๆ อันนี้เป็นจริยาของพระ ถ้าเขาบอกว่าพระอรหันต์ไม่หัวเราะ พระพุทธเจ้าไม่หัวเราะน่ะไม่จริง ตามปกติท่านหัวเราะ ท่านยิ้มเวลาคุยกัน ยิ้มได้หัวเราะได้ เวลาอยู่เฉย ๆ ถ้ายิ้มขึ้นมามีเรื่อง

พระลักขณะเห็นพระโมคคัลลาน์ยิ้มมาเฉย ๆ ก็ถามว่า

“พระคุณเจ้ายิ้มเรื่องอะไร.....?

เวลานั้นปรากฏว่าพระโมคคัลลาน์เห็นอหิเปรตกับกากเปรตอยู่ข้างหน้า พระโมคคัลลาน์ก็ไม่ตอบ ถ้าขืนตอบเวลานั้นพระลักขณะซึ่งปฏิสัมภิทาญาณเหมือนกันท่านไม่เห็น สำหรับพระโมคคัลลาน์เป็นอัครสาวกมีความเข้มข้นกว่าเห็น

ต่อมาเมื่อกลับจากบิณฑบาต ฉันข้าวเสร็จ พระโมคคัลลาน์เข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์และบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั่วกัน เมื่อพระพุทธเจ้าเทศน์จบ พระลักขณะก็ถามพระโมคคัลลาน์ต่อหน้าพระพุทธเจ้าถามว่า

“เมื่อเช้าพระคุณเจ้ายิ้ม เดินมาแล้วยิ้มเฉย ๆ ผมถามท่านท่านบอกให้ถามต่อหน้า พระคุณเจ้าเวลานี้มีความว่างพอ พระพุทธเจ้าเทศน์จบและอยู่ต่อหน้าพระนราสก คือพระพุทธเจ้าอยากจะถามว่าเมื่อตอนเช้าท่านยิ้มเพราะเรื่องอะไร”

พระโมคคัลลาน์จึงกล่าวกับพระลักขณะ บอกว่า

“เมื่อตอนเช้าที่เรายิ้มเพราะเห็นเปรต ๒ เปรต คือ อหิเปรตกับกากเปรต”

เมื่อพระโมคคัลลาน์กล่าวเพียงเท่านี้องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงรับรองว่า

“อหิเปรตก็ดี กากเปรตก็ดี มีจริง ๆ ตามพระโมคคัลลาน์ว่า ตถาคตเห็นเปรตทั้งสองนี้มาตั้งแต่บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคนอื่นเห็น ตถาคตก็ไม่พูดเพราะไม่มีพยาน เวลานี้โมคคัลลาน์เห็นแล้วตถาคตมีพยาน ตถาคตก็ขอยืนยัน เป็นอันว่าโมคคัลลาน์เป็นพยานให้ตถาคต ตถาคตเป็นพยานให้โมคคัลลาน์ เพราะว่าต่างคนต่างเห็นเป็นความจริง


พระพุทธรูปอู่ทอง วัดไลย์

ต่อนั้นไปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงกล่าวถึงกรรมของเปรตทั้งสอง วันนี้เอาแค่เปรตเดียว อหิเปรตจะงดไว้จะพูดถึงกรรมของกากเปรต

เปรตทั้งสองตนนั้นมีตัวยาวจริง ๆ ๒๕ โยชน์ ๑ โยชน์ มี ๔๐๐ เส้น ก็นับเอาว่ายาวขนาดไหน เปรตทั้งสองตัวนี้มีสภาพเหมือนกัน คือ มีไฟลุกตั้งแต่หัวพุ่งไปหาหางและไฟก่อตัวขึ้นจากหางพุ่งไปหาหัว ไฟก่อตัวขึ้นตรงกลางตัวรวมไปทั้งหัวทั้งหางและกลางเสร็จ รวมความว่า เปรตนี้มีความยาว ๒๕ โยชน์ แต่เธอก็จมอยู่ในกองเพลิงตลอดเวลา

สำหรับอหิเปรตนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่ามีรูปร่างคล้ายคน แต่ตัวเป็นงู (อหิ แปลว่า งู) สำหรับกากเปรตนั้นมีรูปร่างเป็นคน หัวเป็นคนแต่ตัวเป็นกา แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสบุพกรรมของเปรต เอาเฉพาะกากเปรตตัวเดียว

กากเปรตนี้ทำบาปอะไรไว้

องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาตรัสว่า

ถอยหลังนี้ไปกัปนี้เองสมัยพระพุทธกัสสปเป็นพระพุทธเจ้าเวลานั้นบรรดาประชาชนทั้งหลาย ก็ตั้งใจถวายทานแก่พระสงฆ์เหมือน ๆ กันกับที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทเตรียมอาหารมาถวายพระในวันนี้ แต่ว่าในตอนนั้นสมัยพระพุทธเจ้าเขาจะถวายพระองค์ไหนเขาก็รับบาตรจากท่านไป เพราะเวลานั้นไม่ใช้สำหรับบาตรลูกเดียว คือธุดงค์เขานำอาหารใส่บาตรแล้วก็ประเคนพระองค์ใดองค์หนึ่ง

เวลาที่ชาวบ้านเขารับบาตรกับพระเถระไปแล้ว นำอาหารที่มีรสเลิศ หมายความว่าอาหารที่ทำดีแล้วใส่บาตรพอสมควร ในขณะที่ใส่ลงไปในบาตรนั้น ยังไม่ทันจะถวายพระเวลานั้นมีกาตัวหนึ่งจับอยู่บนยอดไม้ มองเห็นอาหารในบาตรเป็นที่ชอบใจ จึงได้โฉบลงมาคาบเอากับข้าวในบาตรไปเต็มปากตามกำลังที่จะนำไปได้ แล้วก็ไปยืนกิน

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่ากาทำบาปเพียงเท่านี้ เมื่อตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นกากเปรต มีหัวเป็นคนตัวเป็นกายาว ๒๕ โยชน์ มีไฟไหม้ก่อตัวทางหัวพุ่งไปถึงหาง ไฟไหม้ก่อตัวตรงกลางลามไปทั่วตัวต้องไหม้อยู่อย่างนี้นับเป็นพุทธันดร

แล้วองค์สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอีกว่า อาการที่กาขโมยอาหารเขากิน เวลานั้นจัดว่าเป็นบาป เป็นบาปหรือไม่เป็น เสร็จเป็นแน่ ถึงว่าข้าวนั้นยังไม่ได้เป็นของสงฆ์ หมายความว่า ข้าวเขายังไม่ได้ประเคนพระ ยังเป็นเจตนาที่จะถวายพระอยู่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ของบุญ ยังไม่เป็นอาหารของสงฆ์ พระพุทธเจ้าบอกว่ายังไม่ใช่ อาหารที่ถวายพระสงฆ์แล้ว พระเหลือให้แก่ชาวบ้านกิน ถ้าอย่างนี้ถ้านำเอาไปจะมีโทษมากกว่านี้มาก จะไปเกิดแค่เป็นเปรตไม่ได้ จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรกก่อน ในอเวจีมหานรก เป็นต้น แต่นี้อาศัยข้าวที่เริ่มเป็นบุญ แต่ยังไม่ได้เป็นสงฆ์ กากเปรตจึงได้มาตกแค่เป็นเปรตอยู่ในเปรตภูมิ อยู่ในแดนของเปรต ไฟไหม้มาแล้วเกินกว่าหนึ่งพุทธันดรนี่ก็ไม่รู้ว่านานเท่าใด

เป็นอันว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การทำตนในเขตที่เราเกิดขึ้นมานี้ขอทุกคนจงอย่างลืมว่าคนที่จะเกิดมาเป็นคนนี้ ต้องอาศัยความดี ๓ ประการเข้าประคับประคอง คือ การที่จะมีร่างกายเป็นคนได้เพราะอาศัยศีล ๕ ประการหรือกรรมบถ ๑๐ ประการ การมีศีล ๕ บริสุทธิ์มาแล้วก็ดีหรือว่ามีกรรมบถ ๑๐ มาแล้วก็ดี กรรมทั้งสองประการนี้เป็นปัจจัยให้เกิดมีรูปร่างหน้าตา เป็นคน และอย่าลืมว่าเราเกิดเป็นคนด้วยความดีเบื้องต้น

แล้วประการที่สองที่เราจะมีอาหารกินตามสมควร มากน้อยไม่เสมอกันอันนี้เป็นกำลังผลของทานที่เรียกว่ามีกำลังไม่เท่ากัน เพราะการถวายทานในเขตพระพุทธศาสนาก็ดี นอกเขตพระพุทธศาสนาก็ดี มีอานิสงส์ไม่เท่ากัน หรือว่าการถวายทานในเขตพระพุทธศาสนาก็เหมือนกันก็มีอานิสงส์ไม่เสมอกันเหมือนกัน ให้ทานเป็นส่วนบุคคลมีอานิสงส์น้อย ให้ทานเป็นสังฆทานมีอานิสงส์มาก

อย่างกับบรรดาทานพุทธบริษัทถวายสงฆ์ในวันนี้เป็นสังฆทาน หรือไม่มีทายกนำถวายก็ไม่สำคัญ ถ้าพระสงฆ์ฉันตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไปทั้งหมดจัดเป็นสังฆทาน นำถวายหรือไม่นำก็เป็น เวลาจะถวายสังฆทานที่ไหนอย่าทำให้พระท่านลำบาก บางทีพอไปถึงแล้วบอก “ขอพระคุณเจ้านำถวายสังฆทานด้วยเถอะ” พอดีพระท่านบวชใหม่ ๆ หรือบวชเก่ายังไม่คล่องในการถวายสังฆทาน ไม่คล่องในการนำมีความลำบาก บางทีจะถวายทานแก่พระสงฆ์ที่ไปฉันตามบ้าน นำอาหารมาตั้งไว้แล้วยังหาคนนำถวายสังฆทานไม่ได้ อย่างนี้ไม่เป็นการสมควร กว่าจะหาคนได้พระก็หิว ทานอันนั้นแทนที่จะเป็นการได้บุญกลับเป็นการได้บาปไป เพราะเป็นการทรมานพระไม่สมควร

การถวายทานกับพระสงฆ์ไม่ต้องพูดอะไรเลยมันก็เป็นทาน ถ้าพระ ๒ องค์ ๒ องค์ ๓ องค์ ถ้าฉันเวลานั้นเราจะกล่าวอย่างไรก็ตามมันก็ไม่เป็นสังฆทาน เป็น “คณะทาน” เป็นการให้ทานแต่คณะ ไม่ใช่สังฆทาน แต่พระเข้าไปในบ้านเราตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไปหรือนั่งอยู่ตามทางใกล้ ๆ บ้านที่ไหนก็ตามตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป เรานำอาหารไปถวายมากก็ตามน้อยก็ตาม ดีก็ตามเลวก็ตาม จะกล่าวคำถวายทานหรือไม่กล่าวก็เป็นสังฆทาน

ฉะนั้นขอให้บรรดาพุทธบริษัททราบตามนี้ ไม่จำเป็นต้องสร้างความลำบากให้เกิดแก่ตน และไม่ต้องสร้างความลำบากให้เกิดแก่พระ ถ้าพระไปถึงบ้านแล้วไม่ต้องหาคนมานำถวาย รับศีลฟังสวดมนต์ แล้วถวายได้ทันทีเป็นสังฆทานตั้งแต่ ๔ องค์ขึ้นไป

และการถวายสังฆทานนี่มีอานิสงส์มาก คนที่เกิดมาในชาตินี้มีฐานะดีมีความร่ำรวย เพราะผลของการถวายสังฆทาน แล้วก็คนที่มีฐานะหย่อนลงไปหน่อยหนึ่งขั้นคหบดีเพราะอานิสงส์การถวายปาฏิปุคคลิกทาน แต่ปาฏิปุคคลิกทานต้องดูพระ ถ้าพระไม่บริสุทธิ์เลย ท่านตายแล้วท่านลงนรก โยมถวายท่านก็น่ากลัวจะตกเหมือนกัน ในการคบคนชั่วเราก็ชั่วด้วย การคบคนดีเราก็ดีด้วย ถ้าคบคนชั่วเขาก็ไม่สอนด้านความดี ไม่แนะนำด้านความดีเป็นการส่งเสริมกันทำลายพระศาสนาขององค์สมเด็จพระชินสีห์ให้ย่อยยับ ทำลายความสุขของบุคคลที่มีอยู่ในโลก เราก็ไปสวรรค์ไม่ได้เหมือนกัน

แต่บังเอิญพระผู้นั้นไม่บริสุทธิ์หมดจด ถ้าพระมีศีลบริสุทธิ์ก็มีอานิสงส์มาก แต่ว่ายังน้อยกว่าท่านที่ปฏิบัติเพื่อพระโสดาปัตติมรรค หรือน้อยกว่าการให้ทาน หรือถวายทานแก่ท่านที่เจริญพระกรรมฐานยังไม่ได้โสดาปัตติมรรคเป็นต้น

รวมความว่าการให้ทานส่วนบุคคลเรียกว่าปาฏิบุคลิกทาน ถ้าท่านเป็นพระอริยเจ้าได้ผลมากตามลำดับจนถึงพระอรหันต์ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการถวายทานส่วนบุคคลย่อมมีอานิสงส์ไม่เหมือนกับการถวายสังฆทาน คหบดีมาจากปาฏิปุคคลิกทาน ถ้ามีทรัพย์บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ พอบ้างไม่พอบ้าง พวกนี้ให้ทานกับท่านที่มีศีลไม่บริสุทธิ์หรือไม่มีศีลเลยเสียของมากแต่มีอานิสงส์น้อย

รวมความว่าบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทที่จะมาเกิดเป็นคนได้ต้องอาศัยศีลและการอบรมธรรม และการมาเกิดเป็นคนแล้วกลับทำตนต่ำจะต้องกลับไปเกิดเป็นสัตว์นรกกว่าจะเกิดมาก็ย่ำแย่ก็เป็นการถอยหลัง ทางที่ดีก็ควรจะก้าวหน้าต่อไป อย่างน้อยจากการเป็นคนแล้วก็ไปเกิดบนสวรรค์เป็นเทวดา หรือนางฟ้าที่ดี ไปเป็นพรหมดียิ่งกว่านั้น ไปนิพพานดีถึงที่สุด

วันนี้พูดถึงกาลักข้าวที่เขาจะทำบุญ อย่าลืมนะข้าวที่เขาจะทำบุญนี่ยังมีอานิสงส์น้อยอยู่ ถ้าเขาทำบุญแล้วอย่างเขามาถวายพระแล้วอย่างนี้ ขโมยกินอย่างนี้เป็นขโมยข้าวสงฆ์ ไม่ต้องละ ลงอเวจีมหานรกแน่ หรือข้าวที่เขาถวายพระเสร็จ เขาจะนำไปเลี้ยงคน อีตอนนั้นฉกฉวยเอาไปกินเป็นส่วนตัวก็ถือว่าเป็นขโมยของสงฆ์เหมือนกัน ญาติโยมพุทธบริษัทที่พระท่านอนุญาตว่ากินได้ อันนี้ไม่มีโทษ เพราะพระให้แล้ว ก็มีหลายท่านถามว่ากินข้าววัดต้องชำระหนี้สงฆ์ไหม ถ้าขโมยกินต้องชำระหนี้สงฆ์ ถ้าพระให้กินไม่ต้องชำระหนี้สงฆ์คือพระให้ไม่เป็นหนี้ สำหรับเรื่องกากเปรตก็ขอจบแต่เพียงนี้

สาตะกีเทพธิดาCopyright © 2001 by
Amine
25 พ.ย. 2547