Make your own free website on Tripod.com
โดยเสด็จพระราชกุศล .. ๒

พิมพ์โดย คุณสมชายและพี่สาว

อานิสงส์ โดยเสด็จพระราชกุศล

ท่านสาธุชนทั้งหลาย สำหรับเทปตอนนี้ก็ขอย้อนไปถึงเรื่อง โดยเสด็จพระราชกุศลต่อ เพราะเมื่อวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ พูดไปไม่ทันจบก็พอดีหมดเวลาพูด วันนี้เป็นวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ ขอพูดต่อ

ตอนนั้นไปหยุดอยู่ตรงที่ว่า พระองค์ทรงสงเคราะห์บรรดาประชาชนทั้งหลายให้มีความเป็นอยู่เป็นสุข นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่ให้กินอิ่มอย่างเดียว ไม่ให้กินหมดไป ให้กินหมดไปก็ให้ด้วย ให้ก่อตั้งฐานะก็ให้ด้วย ให้ตั้งตัวได้แม้จะมีที่เพียงปีละ ๒ ไร่ ก็สามารถดำรงตนได้ มีฐานะ มีรายได้เป็นหมื่นบาท การให้อย่างนี้บรรดาท่านพุทธบริษัท เป็นให้ที่มีการทรงตัว คณะพวกเราเองไม่สามารถจะทำได้ แต่ในเมื่อเราทำไม่ได้ ท่านทำได้ เราก็เอาเงินของเราซึ่งมีส่วนเล็กน้อยไปรวมกับท่าน ถ้าทุกคนเห็นว่าเงินส่วนเล็กน้อยที่มีอยู่กับตนไม่สามรถจะทำได้ ทุกคนต่างช่วยกันต่างรวมตัวกันเข้าไป เงินจำนวนนี้ก็จะเป็นเงินจำนวนมาก จะช่วยส่งเสริมทุนของท่านที่มีอยู่แล้วและได้มาจากที่อื่น ก็จะเป็นเงินมากขึ้น ก็จะสามารถช่วยคนได้มากขึ้น

ทีนี้ว่ากันถึงการช่วย ไอ้นี่เรื่องของพระพูดก็ต้องพูดถึงอานิสงส์ อานิสงส์ในการช่วยคน ช่วยสัตว์ จะมีผลเป็นอย่างไร อย่าลืมว่า สัตว์ คือ ปลาเป็นต้น ปลาเป็นเครื่องประดับของแม่น้ำ น้ำใสที่ไหนถ้าไม่มีปลาก็ไม่สดชื่น ถ้าน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ปลาแหวกว่ายมาในกระแสน้ำ เราก็จะมีความชื่นใจ ข้อนี้ฉันใดความสดชื่นที่มีอยู่เพราะอาศัยความเมตตาของเราเป็นส่วนผสมปลาจึงมีชีวิตอยู่ด้วยความเป็นสุข

และประการต่อไปการช่วยคน ในเมื่อช่วยให้เขาอิ่ม สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จไปทางภาคอีสาน ทรงช่วยสงเคราะห์มอบเงินให้เป็นบางส่วนแก่คนที่ยากจนแล้วก็ช่วยสงเคราะห์แนะนำในเรื่องของอาชีพให้มีการทรงตัวได้ อย่างนี้ทำเป็นกลุ่ม คือคนส่วนใหญ่ ในศัพท์ภาษาพระเขาเรียกว่า สังฆทาน คำว่า สังฆะ แปลว่าหมู่ ให้คนที่เป็นหมู่ใหญ่ หมู่เล็ก เป็นหมู่หลาย ๆ คน ก็รวมความว่า ถ้าคนส่วนมากเขามีความสุข คนส่วนมากมีฐานะดี ดีพอสมควร เขากินอิ่ม เขานอนหลับ เราก็ถือว่าเงินของเรามีส่วนทำให้คนทั้งหลายเหล่านั้นกินอิ่ม และนอนหลับ เขามีความสุขกายสุขใจ เราก็มีความสุขกายสุขใจไปด้วยเพราะเรามีส่วนช่วยเขา ถึงแม้จะเป็นเงินเล็กน้อย บาท สองบาท สามบาท ก็ตามที ถ้าช่วยกันมากคนก็เป็นเงินหลายบาท บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย คนทั้งหลายเหล่านั้นเขาไม่ใช่นักบาปอย่างเดียว คนส่วนใหญ่เป็นนักบุญที่นับถือพระพุทธศาสนา ถ้าเขานำทรัพย์ทั้งหลายเหล่านั้นไปถวายพระ เช่น หุงข้าวใส่บาตร มีต้มมีแกง หรือว่านำปัจจัยบางส่วนไปถวายพระ ก็ชื่อว่าเป็นสังฆทานโดยตรง คำว่าสังฆทานนี่มีอานิสงส์มาก ตามที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพุทธกัสสป ท่านเทศน์ว่า

บุคคลใดให้ทานด้วยตนเอง ไม่ชักชวนคนอื่น ตายแล้วจากชาตินี้ เกิดไปชาติใหม่จะเป็นคนมีความร่ำรวยมาก แต่ไม่มีพวกพ้อง บุคคลใดไม่ทำบุญด้วยตนเอง แต่ชอบชวนคนอื่นอย่างพวกทายก พวกทายกน่ะส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำบุญนักแต่ที่ท่านทำบุญมากก็มีนะ ไม่ใช่ทุกคน ชอบบอกบุญกับชาวบ้าน ให้เขาทำบุญกัน แต่ตัวเองไม่ทำ ถ้าอย่างนี้ตายจากชาตินี้ไปแล้วเกิดชาติใหม่จะเป็นคนจน แต่ว่ามีพรรคพวกมาก พออาศัยได้ บุคคลใดทำบุญด้วยตนเองด้วย ชักชวนบุคคลอื่นด้วย ทำบุญร่วมกันตายแล้วจากชาตินี้ไปเกิดชาติใหม่ จะเป็นคนร่ำรวยด้วย จะมีพรรคพวกมากด้วย บุคคลใดไม่ทำบุญไม่ให้ทานเลย แล้วก็ไม่ชวนใครให้ทานด้วย ตายจากชาตินี้ไปจะยากจนเข็ญใจ และไร้พวกสนับสนุน ไร้คนสงเคราะห์

ตัวอย่างในธรรมบท คือ อานันทเศรษฐี อานันทเศรษฐีคนนี้เกิดในสมัยพระพุทธเจ้า คือ ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว เขาก็มีลูก แล้วลูกก็เป็นหนุ่มแล้วชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่ อานันทเศรษฐีคนนี้มีทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ แต่จิตใจของเขามีความรู้สึกว่า สมบัติทั้งหลายที่ได้มาทั้งหมด ปู่ย่าตาทวดของเขา พ่อแม่ของเขาเป็นคนหามา ไม่ใช่ชาวบ้านให้มา เมื่อคิดอย่างนี้เขาก็สอนลูกชายของเขาว่าเงินทั้งหมดประมาณ ๔๐ โกฏิ หรือ ๘๐ โกฏินี่จงอย่าทำการจ่าย อย่าให้แก่ใครทั้งหมด หมายความว่าไม่มีการให้ทาน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายจงอย่าใช้ อย่าให้ แต่ทว่าจงหาทรัพย์มาใหม่ ให้มันมากขึ้น เพราะทรัพย์ทั้งหลายที่เราได้มา ไม่มีใครให้เรา ปู่ยาตาทวดสะสมไว้ทำเสริมขึ้น ลูกชายเขาจะปฏิบัติตามหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบทางบาลีไม่ได้บอกไว้ แต่ทว่าตัวเขาเองไม่ทำแน่นอน แม้แต่องค์สมเด็จพรชินวร คือพระพุทธเจ้า เดินบิณฑบาตผ่านบ้านเขาไม่รู้กี่ครั้ง เขาก็ไม่เคยแม้แต่ใส่บาตร เหนียวขนาดนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัท หลังจากนั้นไม่ช้านัก ชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง เขาก็ตายจากความเป็นคนอาศัยที่ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ หมายความว่า เขาไม่ได้ทำบาป เขาไม่ได้ฆ่าสัตว์ เขาไม่ได้ลักทรัพย์ เขาไม่ได้ประพฤติผิดในกาม เขาไม่พูดมุสาวาท เขาไม่ดื่มสุราและเมรัย แต่เขาไม่ให้ทาน ความดีไม่ปรากฏ ก็หมายความว่าศีลทั้งหมดเขาไม่ได้รักษา ถึงแม้จะปฏิบัติได้อย่างนั้นก็เป็นการปฏิบัติแบบโดดเดี่ยว ไม่ตั้งใจรักษาศีล ไม่ตั้งใจให้ทาน กรรมทั้งหลายที่นำเขาไปสวรรค์ก็ดี ไปนรกก็ดี จึงไม่มี มีอย่างเดียวที่เขาต้องเกิดเป็นคนใหม่ เมื่อชีวิตออกจากร่างแล้วก็ไปสู่สถานที่แห่งหนึ่ง นั่นคือกลุ่มคนขอทาน

กลุ่มคนขอทานมีหญิงอยู่ด้วย เขาเข้าสู่ครรภ์ของหญิงคนขอทานนั้น แต่ผลของการไม่ให้ทานของเขาปรากฏทันทีในเมื่อเด็กเข้าปฏิสนธิในครรภ์ของมารดา ปรากฏว่า คณะขอทานทั้งหมด ที่เคยขอทานร่วมกัน ไปไหนก็ไปร่วมกัน วันนั้นทั้งวันไม่ได้อะไรเลย มาวันที่ ๒ ก็เป็นอย่างนั้น วันที่ ๓ ก็เป็นอย่างนั้น ขอทานที่เป็นกลุ่มเป็นหมู่ก็ต้องมีหัวหน้า หัวหน้าขอทานจึงมาปรึกษากันว่า คนกาลกิณีคงจะเกิดขึ้นกับเราแล้ว คงจะมีปรากฏในหมู่ของเราแล้ว เราเคยขอทาน เราเคยได้เคยเหลือใช้เหลือสอย แต่ ๓ วันนี่ไม่ได้อะไรเลย เขาจึงแบ่งคนขอทานออกเป็น ๒ พวก แยกสถานที่กันขอทาน พวกไหนที่แม่ของเด็กอยู่ในครรภ์ไปด้วยพวกนั้นไม่ได้ของ เขาจึงพยายามแบ่ง แบ่ง แบ่ง ในที่สุดแบ่งเป็นบุคคล ไปรายละคน ไม่รวมกัน ทุกคนเขาได้หมด แต่แม่ของเด็กไม่ได้เขาจึงทราบว่า เด็กในครรภ์เป็นเด็กกาลกิณี การจะทุบจะตีแม่ จะไล่แม่ก็เป็นของไม่ถูกเพราะแม่ไม่ได้บอกให้เขามาเกิด จึงให้แม่ของเด็กอยู่ในสถานที่อย่างเดียว ขอทานทั้งหมดหามาเลี้ยงให้ สงเคราะห์ ต่อมาเมื่อเด็กในครรภ์คลอดแล้ว วันไหนไปขอทานถ้าแม่เอาลูกไปด้วยวันนั้นไม่มีคนให้ทาน ถ้าวันไหนไม่ได้เอาลูกไปด้วยวันนั้นมีคนให้ทาน แต่เด็กที่เกิดมาท่านพุทธบริษัท อาศัยที่เขาขาดความดีตามพระบาลีบอกว่า เหมือนปีศาจคลุกฝุ่น ไอ้คำว่าปีศาจก็แย่อยู่แล้ว แถมคลุกฝุ่นอีกด้วย ต่อมา บางครั้งแม่ จึงให้เด็กไปขอทาน ก็ขอไม่ได้ จึงให้ลูกอยู่บ้าน ตัวไปขอทานแต่ผู้เดียว ต่อเมื่อโตขึ้นแล้ว อายุประมาณ 6-7 ปี เห็นจะได้ บาลีไม่ได้บอก แม่จึงเอาภาชนะเก่า ๆ สำหรับขอทานใส่มือให้ ว่าเจ้าจงไปตามยถากรรมของเจ้าแม่เลี้ยงเจ้าไม่ได้ เจ้ามาจากที่ไหนก็จงไปที่นั่น

อาศัยที่เขาตายจากความเป็นคนแล้วเกิดเป็นคน ก็เหมือนกับคนหลับแล้วตื่น ก็ย่อมนึกขึ้นมาได้ว่า บ้านของเราอยู่เมืองโน้นเราเคยเป็นมหาเศรษฐี ชื่อว่าอานันทเศรษฐี เรามีทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ เรามีทรัพย์สินต่าง ๆ ฝังใต้ดินที่ลูกชายยังไม่รู้มีอยู่ เขาจึงตั้งใจเดินตรงไปยังบ้านของเขา นี่เขานึกออก อย่าลืมนะบรรดาท่านพุทธบริษัท คนที่นอนหลับแล้วตื่นขึ้นมานี่มันนึกอะไรออกหมด อย่างคนตายจากคนเกิดเป็นคนก็นึกชาติก่อนออกเหมือนคนตื่นจากหลับซึ่งมันก็เป็นของไม่หนักอย่างที่ไม่ใช่ของอัศจรรย์ เขาตั้งใจไปบ้านเขา เขาเดินไปทั้งกลางวันและกลางคืน ก็พอดีตอนเช้า สายนิดหน่อย ไม่สายมากนักประมาณโมงเช้า เขาก็ไปถึงบ้านของเขา เขาตั้งใจจะเข้าบ้าน แต่นายประตูไม่ยอมให้เข้า เขาก็จะเข้านายประตูก็ไม่ยอมให้เข้า นายประตูก็ผลักมา ผลักไล่ไสส่งเขาก็ไม่ยอมไป เขาบอกว่าบ้านนี้เป็นบ้านของกู นายประตูจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อเขาเป็นเด็กและรูปร่างเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น เขาบอกว่าเขาชื่อ อานันทเศรษฐี นายประตูก็บอกว่า อานันทเศรษฐีตายไปแล้ว แกไม่ใช่แน่ ก็เป็นอันว่าเข้าไม่ได้

ก็พอดีพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระอานนท์เดินไปบิณฑบาตพอดี เมื่อเห็นอย่างนี้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสกับพระอานนท์ว่า อานันทะ ดูก่อนอานนท์ เธอเห็นอานันทเศรษฐีไหม พระอานนท์มองดูก็ไม่เห็น พระอานนท์ท่านรู้จัก พระพุทธเจ้าก็บอกว่า เด็กคนนั้นอย่างไรเล่า คืออานันทเศรษฐี เขาตายจากความเป็นคน เขามาเกิดเป็นคน เป็นลูกขอทานอาศัยที่ไม่เคยแบ่งปันทรัพย์สินให้กับใครเลย เขาจึงเป็นเด็กรูปร่างเหมือนปีศาจคลุกฝุ่นเพราะขาดเมตตา ไอ้รูปร่างนี้จะสวยหรือไม่สวยอยู่ที่เมตตาบารมี ถ้าเมตตาบารมีมากก็สวยมาก เมตตาบารมีน้อยก็สวยน้อย ในเมื่อเขาขาดเมตตาบารมีเขาจึงมีรูปร่างเหมือนปีศาจคลุกฝุ่น พระพุทธเจ้าจึงบอกกับนายประตูว่า หยุดก่อน อย่าเพิ่งไล่เด็ก ให้เด็กยืนเฉย ๆ ก่อน แล้วก็บอกกับนายประตูว่า เธอบอกลูกชายมหาเศรษฐีลงมานี่ซิ เขาก็ไปตามลงมา เมื่อท่านเศรษฐีหนุ่มลงมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็บอกว่า โภ ปุริสะ ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ชายคนนี้เด็กคนนี้คือบิดาของเจ้า คืออานันทเศรษฐี เขาฟังพระพุทธเจ้าพูดเขาก็งง เขาบอกว่า พ่อผมตายไปแล้วขอรับ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า นั่นน่ะซิ พ่อของเธอตายไปแล้ว จึงเป็นลูกขอทานเพราะขาดการให้ทานการกุศล คนก็ไม่ให้ พระก็ไม่ให้ สัตว์ก็ไม่ให้ หมาก็ไม่เลี้ยง แมวก็ไม่เลี้ยง ไม่เลี้ยงทั้งหมดมันเปลืองทรัพย์สิน ผลที่เขาจะพึงได้รับก็คือ ขาดความเมตตาปรานีเมื่อเข้าท้องแม่ แม่ไปขอทานก็ไม่ได้ กลุ่มคนก็ไม่ได้ ตอนนี้มาเติบใหญ่แล้วแม่ไม่เลี้ยงไล่ส่งกลับ เขาก็ระลึกชาติได้ ๑ ชาติ ก็ตั้งใจจะมาบ้าน ลูกชายเขาฟังก็งง

เขาก็เชื่อเหมือนกัน พระพุทธเจ้าพูด แต่ไม่แน่ใจ ก็พ่อเขาตายไปประมาณ ๖ - ๗ ปี ทำไมเด็กคนนี้จะมาเป็นพ่อเขาล่ะ ในที่สุดองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ตรัสว่า อานันทเศรษฐี เด็กก็หันมา ถามว่า ท่านยังจำได้ไหมว่าทรัพย์สินส่วนใดที่ฝังไว้ใต้ดินที่ลูกชายของเธอไม่รู้ มีไหม? อานันทเศรษฐีเด็กก็บอกว่า มี ถ้าอย่างนั้นจงนำคนไปขุด ก็เลยบอกลูกชายของเขาให้สั่งคนรับใช้ให้นำจอบนำเสียมไป เขาก็เดินนำหน้า เขาชี้ตรงนี้ตุ่มเงิน พ่อฝังไว้ ๑ ตุ่ม เขาก็ขุดได้ตุ่มเงินจริง ๆ ไปชี้ตรงนี้ตุ่มทอง พ่อฝังไว้ ๑ ตุ่ม เขาขุดก็พบจริง ๆ ที่ตรงนี้เป็นที่ฝังเพชรนิลจินดาเครื่องประดับ เขาขุดลงไปก็ได้ลูกชายก็เลยยอมรับว่าคนนี้เป็นพ่อจริงและรับเลี้ยงไว้แต่อาศัยพระพุทธเจ้า นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การไม่ให้ทานมีอานิสงส์อย่างนี้ แต่การให้ทานจริง ๆ มีอานิสงส์ใหญ่ ดูตัวอย่างท่านเมณฑกเศรษฐี จะขอนำเรื่องโบราณมาพูดให้ฟัง แต่ประเดี๋ยวก่อนเว้นไว้ก่อน การให้ทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทำอย่างนี้เป็นการตลอดกาลตลอดสมัย เขาจะมีชีวิตอยู่ ทรงตัวอยู่ได้และทรัพย์สมบัติส่วนใดที่เขานำไปถวายพระจัดเป็นสัมฆทาน เรียกว่า สังฆทานทั่วประเทศ เป็นสังฆทานตลอดกาล เขาทำบุญเมื่อไรเราก็ได้เมื่อนั้น นี่เป็นทานใหญ่นะ

ทีนี้ ก็มาดูกฏของกรรมของคนที่จนแต่ให้ทานเป็น ขอนำเรื่องสมัยโบราณที่ท่านคุยกัน จะหาตามบาลีก็ไม่พบ ถ้าตามบาลี อาตมาก็ไม่ค่อยได้หานัก ไม่มีตำราค้นคว้า บาลีก็ไม่ค่อยจะรู้พอรู้บ้างเล็กน้อยท่านนั้นเอง เอาตามคนเก่า ๆ ที่ท่านเทศน์ ท่านบอกว่า

มีครอบครัวหนึ่ง สองคนตายายเป็นคนแก่ทั้งคู่ ยากจนมาก บ้านอยู่ใกล้วัด แต่ทว่าไม่มีโอกาสจะทำบุญ ความจริงบ้านติดรั้ววัดแต่ไม่มีโอกาสทำบุญเพราะยากจน ไม่ใช่ขึ้เหนียวอย่างอานันทเศรษฐี เป็นเพราะไม่มีของจะทำบุญ ตอนเช้าเป็นคนจนเขาก็ต้องไปทำงานรับจ้างเมื่อได้เงินมาบ้างก็ซื้อกิน อาบน้ำอาบท่าแล้วก็เข้านอน ตอนเช้าก็ต้องไป ได้เงินรับจ้างมันก็เล็กน้อย ไม่เหลือ กินวันก็หมด จะหาเช้ากินค่ำ หาค่ำกินเช้า ต่อมาเขาสร้างวัดกันก็อยากจะช่วยเขาสร้างแต่วันว่างก็ไม่มี ต้องรับจ้างเขากิน ก็น่าเห็นใจนะบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายเขามีศรัทธา มาตอนท้ายที่สุดเขาสร้างวัดเสร็จเขาก็สร้างส้วม เขาขุดหลุมเพื่อให้พระถ่ายอุจจาระลงหลุม ตอนนั้นเวลากลางคืนปรากฏว่า ๒ ตายายมาปรึกษากันว่าวัดเขาสร้างข้างบ้านเรา แต่เราไม่มีโอกาสที่จะช่วยทำวัดแม้แต่งานการก็ไม่สามารถจะช่วยทำ เราไม่มีโอกาสทำบุญเลย แต่เวลานี้เรามีทองคำอยู่แผ่นหนึ่ง เป็นทองทำเปลว มันบางเท่าปีกริ้น ตามบาลีว่าอย่างนั้น ทองคำเปลว ตั้งใจจะทำบุญ จะทำบุญแบบไหนดี จะไปปิดที่พระก็มองไม่ค่อยเห็นพระพุทธรูป เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ๒ คนตายายปรึกษากัน เราเอาทองนี้ไปปิดก้นหลุมที่พระถ่ายอุจจาระเป็นการบูชาพระรัตนตรัย ตัดสินใจแล้วตอนกลางคืนก็ไปตามนั้น แล้วกลับมารับจ้างทำงานต่อไป รวมความว่า วันนั้นเขาได้ทำบุญเขามีความปลี้มใจมาก ต่อมาไม่ช้าไม่นานนัก คน ๒ คน ก็ต้องตาย

ตายแล้วก็ไปเกิดใหม่บนสวรรค์ ชั้นดาวดึงสเทวโลก ที่ชาวบ้านเขาลือว่า ตายแล้วสูญ พระพุทธเจ้าท่านบอกไม่สูญ นี่พระพุทธเจ้าท่านตรัส หลังจากนั้นมาเมื่อหมดอายุจากความเป็นเทวดา ก็มาเกิดเป็นลูกในตระกูลเศรษฐี อย่าลืมว่าทองคำเปลวแผ่นเดียวนะบรรดาญาติโยมพุทธบริษัท เอาไปปิดก้นส้วม แล้วก็ตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดาเป็นนางฟ้า ตายจากเทวดานางฟ้ามาเกิดเป็นคนในตระกูลของมหาเศรษฐี สามีก็มาเป็นสามี ภรรยาก็มาเป็นภรรยา ตอนนี้อาศัยที่จิตใจของท่านทั้งสองเป็นนักบุญมาแต่ชาติก่อนแต่ว่าไม่มีโอกาสทำบุญ เมื่อเวลาถึงปีทำนาได้ข้าวมาก ท่านจะเก็บไว้กินเพื่อ ๓ ปี โดยคิดว่า เผื่อว่าทำนาจะไม่ได้อีก ไอ้คนรับใช้ในบ้านก็มาก ตัวเองก็ต้องกินต้องใช้ ต้องเก็บไว้กิน สมมติปีกิน ๑ เกวียน ปีหนึ่งทำข้าวได้เก็บไว้ ๓ เกวียน เก็บไว้เผื่อว่าปีหน้าปีโน้นมันไม่ได้ข้าวจะได้มีกินกัน บังเอิญ ในครั้งนั้นข้าวยากหมากแพง ฝนแล้งไม่ตกต้องตามฤดูกาลเขาทำนากันไม่ได้ บ้านทุกบ้านอด ท่านทำอย่างไร บ้านอื่นเขาอด แต่บ้านท่านมีกิน จิตใจท่านก็ทนไม่ไหว ก็แจกข้าวเท่าที่มีอยู่ ใครไม่มีข้าวมาเอาข้าว ใครไม่มีข้าวมาเอาข้าว แจกไป แจกไป แจกจนหมด หมดยุ้งหมดฉาง ทีแรกก็กันไว้เพื่อกินก่อน แต่เมื่อมีคนมาขอข้าวก็มีความสงสาร ให้จนหมด ก็จึงไปนำข้าวผสมกับดินเหนียวที่ยาฉางยายุ้งไว้มาขยำกับน้ำ บอกทาสกรรมกรทั้งหลาย ว่าทุกคนเป็นอิสระหมดความเป็นทาส ต่างคนต่างไปเถอะหากินตามสบายใจ อยู่กับฉันอดตายแน่ ไม่มีจะกินแล้ว แต่ก็มีทาสอยู่คนหนึ่งชื่อ นายบุญ ไม่ยอมไป ว่าเจ้านายอยู่ที่ไหนผมจะอยู่ที่นั่น เมื่อตายก็ตายด้วยกัน อดก็อดด้วยกัน

ในวันหนึ่ง ตามธรรมดา มหาเศรษฐีต้องเฝ้าพระมหากษัตริย์อย่างขุนนางทั้งหลาย วันหนึ่งเมื่อเข้าไปในวังพระมหากษัตริย์แล้ว ไอ้ข้าวน่ะมันเหลืออีกวันเดียว มันจะต้องกิน กลับมาจากเฝ้าพระมหากษัตริย์ก็ถามภรรยาว่า ข้าวมีไหม ภรรยาบอกว่า มี แต่ถ้าหุงกินได้วันนี้วันเดียวหมด ถ้าต้มกินได้ ๒ วันหมด หมดแล้วก็หมดเลย ท่านมหาเศรษฐีก็ตัดสินใจว่า เอางี้ก็แล้วกัน ในเมื่อมันจะตายเพราะอด ก็ให้มันตายไปเถอะ วันนี้เรากินให้อิ่ม หุงก็แล้วกัน เมื่อหุงข้าวเสร็จก็ปรากฏว่าตั้งใจจะกิน วันนั้นบังเอิญพระปัจเจกพุทธเจ้าออกจากนิโรธสมาบัติ ที่ภูเขาคันธมาส ท่านก็ทราบว่าถ้ามาที่บ้านนี้จะได้ข้าวฉัน จึงเหาะมาจากเขาคันธมาสแล้วลงเดินมายืนรับบาตร ท่านมหาเศรษฐีเห็นเข้าก็คิดในใจว่า อาศัยเรามีข้าวอยู่อิ่มเดียว ถ้าจะกินก็ตาย ไม่กินก็ตาย กินวันนี้พรุ่งนี้ตาย ทำบุญดีกว่า ก็เลยทำบุญทั้งหมด ขอเล่าลัด ๆ เวลาจะหมดอยู่แล้ว ในเมื่อทำบุญไปหมดแล้ว ใส่บาตรหมดแล้วก็อธิษฐานว่า ธรรมใดที่พระผู้เป็นเจ้าเห็นแล้ว ขอให้ผมเห็นธรรมนั้นด้วยเถิด แล้วอธิษฐาน ในเกิดเป็นผัวเป็นเมียเป็นลูกเป็นเต้ากันใหม่ ย่อ ๆ นะ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไปแล้ว ท่านมหาเศรษฐีก็หิว ถามภรรยาว่า ยาย ไอ้ข้าวติดก้นหม้อ มีบ้างไหม เอาน้ำคลุก ๆ มาให้ฉันกินหน่อยก็ได้พอชื่นใจ ยายเข้าไปในครัวก็แปลกใจ เห็นข้าวสุกเต็มหม้อ แกงเต็มหม้อ เรียกทุกคนมากิน กินเท่าไรก็ไม่ยอมยุบ ในที่สุดก็เรียกชาวบ้านใกล้เคียงมา ตักข้าวสุกแจกให้ ตักแกงแจกให้ เท่าไรก็ไม่ยอมยุบ ก็แจกกันหลายตำบล ต่างคนต่างมารับ ก็แจกกันอย่างหนัก ไม่ยอมหมด เมื่อตายจากคนไปเกิดเป็นเทวดาลงมา มาใหม่คราวนี้มาเกิดเป็นลูกชาวนา พอเด็กเข้าครรภ์ เช้าพ่อตื่นมาแต่เช้า หน่อไม้รอบบ้านกลายเป็นทองคำทั้งหมด พอลูกออกมาก็มีแพะทองคำหลายร้อยตัวตัวเท่าช้างสารอ้าปากมีสายไหมในปาก ต้องการเงินดึงออกมาเป็นเงินไหล ต้องการทองทองจะไหล ต้องการเพชรเพชรจะไหล ก็เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ เพราะการให้ทาน

บรรดาญาติโยม พุทธบริษัททุกท่าน กฏของกรรมก็เล่าเพียงเท่านี้เพราะเวลาหมดขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแต่มหาชนทั้งหลายที่รับฟังทุกท่าน สวัสดี

โดยเสด็จพระราชกุศล ( ๑ )โดยเสด็จพระราชกุศล ( ๓ )Copyright © 2001 by
Amine
22 พ.ย. 2547