Make your own free website on Tripod.com
พาโยมไปพระนิพพาน

พิมพ์โดย คุณสมชายและพี่สาว

บันทึกความจำ วันนี้วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๓๕ ก็จะขอบันทึกความจำเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๕ ทั้งนี้ก็เพราะว่าวันนั้น ป่วยมาก จะต้องไปสั่งการให้นายช่างทำมณฑป พระยืน ๘ ศอก ซึ่งขวัญหรือเยาวลักษณ์ มิตรศรัทธา เป็นคนบริจาคทรัพย์มา ๑ แสนบาท แต่ว่าเงิน ๑ แสนบาทของเธอที่ส่งมาให้ ก็เป็นเงินมากแต่ทว่างานที่สั่งทำถึงล้านบาท นี่ก็เป็นของธรรมดาที่จะต้องใช้เงินส่วนอื่นเข้าประสม เพื่อเป็นการเจริญศรัทธา วันนี้ก็จะขอทบทวนความเป็นมาของวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๕ หลังจากกลับไปดูงานแล้ว ไปสั่งงานเสร็จ ก็กลับมานอนพักรู้สึกว่างงมากและเหนื่อยมาก มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ร่างกายนี้คงจะทรงตัวได้ไม่นาน มันอาจจะตายเสียภายในไม่ช้านี้ก็ได้ จึงได้รวบรวมกำลังใจ ขึ้นไปเฝ้าองค์สมเด็จพระจอมไตร คือพระพุทธเจ้าที่วิมานบนนิพพาน คำว่านิพพานนี่ ใครจะว่าสูญก็เป็นเรื่องของท่าน อาตมามีความรู้สึกว่าไม่สูญ

ความจริงเรื่องของพระพุทธศาสนาถ้าเราจะอ่านกันแต่เพียงหนังสืออย่างเดียวก็คงไม่เข้าถึงพระพุทธศาสนาแน่นอนนัก เพราะความเห็นของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทางที่ดีก็ควรจะค้นคว้าด้วยวิธีปฏิบัติ มี ๔ อย่าง คือ ๑สุกขวิปัสสโก ๒เตวิชโช ๓ฉฬภิญโญ ๔ปฏิสัมภิทัปปัตโต ถ้าเราทำได้ครบทุกอย่างจะไม่สงสัยในพระพุทธศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนั้นในเมื่อไปถึงนิพพานแล้ว ไปนั่งที่ที่เคยนั่ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ประทับอยู่หลายองค์ ที่เขาว่าสูญกันนะความจริงไม่สูญ ไปถึงกราบนมัสการท่าน ท่านก็บอกว่า คุณ .. เทวดา นางฟ้า พรหม เขาคอยอยู่ที่เทวสภาเต็มหมด ทำไมไม่ไปแวะที่นั่นก่อน กลับไปก่อน กลับไปที่เทวสภาก่อนจึงได้กราบท่านแล้วมาที่เทวสภา

มาถึงเห็นท่านผู้มีคุณ คือ บิดามารดาเดิม ครูบาอาจารย์ ท่านย่า ปู่ใหญ่ ท่านผู้มีคุณทั้งหลาย ก็รวมความว่า ชาติปัจจุบัน ก็ถือว่าเทวดา นางฟ้า พรหมทั้งหมด มีคุณทั้งหมด ทั้งนี้เพราะว่า งานทุกอย่างท่านช่วย ช่วยงานทุกประเภท ที่ทำความสำเร็จขึ้นมาได้นี้ก็เพราะ ๑พระพุทธเจ้า ๒พระปัจเจกพระพุทธเจ้า ๓พระอรหันต์ ๔เทวดา นางฟ้า พรหม ๕ท่านย่ากรุณาส่งลูกแก้วให้ แก้วจักรพรรดิพิมานหรือ แก้วเพชรจักรพรรดิ ก็ตาม ตามใจจะเรียก องค์นี้หลวงปู่ชุ่มให้ไว้ก่อน แต่ว่าองค์เล็กให้อรรณพไป สัณห์ไปใช้ ใช้ในทางที่ผิด กลับไปที่เดิม ต่อมาท่านแม่นำกลับมาให้บอกว่าองค์นี้เป็นองค์เล็ก เป็นองค์น้อง มีไว้ ๒ องค์ งานทุกอย่างจะสำเร็จหมดตามประสงค์ แต่แก้วจักรพรรดินี่รู้สึกว่าหลวงปู่ชุ่ม ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไว้องค์หนึ่งเป็นองค์ใหญ่ ในเมื่อกราบท่านเสร็จ ขอบคุณท่านเสร็จ ก็บอกว่า ต่อนี้ไปอาตมาจะไปนิพพาน มีท่านผู้ใดบ้างจะไปนิพพานกับอาตมา เชิญไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิมานหลังใหญ่ที่พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้ทุกท่านไปพัก ทุกท่านไปพักได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องมีอาตมานำไป ประการที่ ๒ บริเวณทั้งหมดเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล เดินเล่นตามสบาย หลังจากนั้นวิมานของใครวิมานของมัน คือต่างองค์ต่างมีวิมานบนนิพพานอยู่แล้ว ทุกท่านจะไปวิมานของท่านก็ได้ จะไปเที่ยววิมานของอาตมาก็ได้เมื่อพูดจบก็ลุกจากที่ เมื่อลุกจากที่แล้ว เทวดา พรหม นางฟ้าทั้งหมด ก็ตามมา


พระพุทธมหาชนก

มาถึงก็นั่งที่เดิม นมัสการพระพุทธเจ้าแล้ว เทวดา นางฟ้า พรหมทั้งหมดท่านก็นั่งที่วิมานหลังใหญ่ ความจริงเทวสภาน่ะใหญ่มากแต่ก็แน่นขนัด วิมานหลังนี้ รู้สึกว่าจะเล็กไปหน่อย แต่ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์ในเมื่อเทวดา นางฟ้า และพรหม ท่านขึ้นไปก็ปรากฏว่า วิมานหลังที่เห็นว่าเล็กไปหน่อยก็ใหญ่ขึ้นมากเต็มพอดีสำหรับเทวดา นางฟ้า และพรหมนั่ง สำหรับวิมานหลังที่อาตมานั่ง ก็มีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดนั่งอยู่เต็ม ก็พอดี หันไปทางขวา เจอะท่านนั่งอยู่ด้านขวา จึงถามโยมผู้ชายว่า โยม ขึ้นมาบนสวรรค์ได้อย่างไร ถ้าโยมมีบาปมากเพราะอาศัยความรักลูก เป็นห่วงลูก เกรงว่าลูกจะอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศีล ๔ ข้อ โยม ครบถ้วน แต่ศีลข้อที่ ๑ คือ ปาณาติบาต โยมจับสัตว์นั้นมาให้ลูกกิน คือ ปลา มันก็บาป แล้วโยมทำไมจึงได้มาสวรรค์ได้ โยมท่านบอกว่า ขณะที่ท่านหนุ่ม ๆ ผมทำอย่างนั้นจริง และไม่ค่อยได้เข้าวัด การปฏิบัติในศีลในธรรมทุกอย่างครบถ้วนเว้นไว้แต่ปาณาติบาต เหล้าไม่กิน ฝิ่นไม่ฉัน บุหรี่ไม่สูบ ทุกอย่างครบถ้วน แต่ทว่า ตอนแก่ลงมา คุณอยู่ที่วัดบางนมโคก็ดี คุณอยู่ที่กรุงเทพก็ดี ฉันมีความห่วงคุณเป็นอันมาก ทุกวันทุกคืนนึกถึงแต่คุณองค์เดียว ว่า อยู่ไกลจากพี่จากน้อง จะมีความลำบากนึกถึงอย่างนี้ จนกระทั่งเวลาป่วย ยิ่งเวลาป่วยยิ่งนึกถึงมากขึ้น เพราะอาศัยนึกถึงคุณเป็นอารมณ์อย่างนี้อย่างเดียวโดยเฉพาะ นี่บรรดาท่านพุทธบริษัท อย่างนี้เรียกว่าสังฆานุสติ คือ นึกถึงพระสงฆ์เป็นอารมณ์ พอตายจากความเป็นคน โยมก็ขึ้นไปเป็นเทวดาชั้นยามา แต่ตามปกติเป็นมนุษย์ โยมก็ชอบบูชาพระ สวดมนต์ อยู่เสมอ วัดจะไม่ค่อยได้ไปก็ไม่เป็นไร แต่ที่บ้านทำ ก็ถามว่าโยมบนนิพพาน นี่โยมมีวิมานแล้วยัง? โยมก็ตอบว่ามี ชี้มือไปทางด้านขวา วิมานของโยมตั้งด้านขวาวิมานของคุณ ทางด้านโน้น ก็เหลียวไปดูตามมือของท่าน เห็นวิมานของท่านตั้งสวยสดงดงามมาก

จึงได้ถามโยมผู้หญิงว่า โยม ในสมัยที่เป็นมนุษย์ เป็นนักบุญชอบบูชาพระ ชอบไปวัดชอบฟังเทศน์ไม่ขาด เกือบทุกวันพระเรื่องเกี่ยวกับบุญ เกี่ยวกับอะไรก็ตาม สนใจทุกอย่าง เวลานี้โยมอยู่ชั้นไหน โยมผู้หญิงก็ตอบว่า ท่านอยู่ชั้นยามาเหมือนกัน แต่ว่าฉันชอบบูชาพระทุก ๆ วัน จะให้นางฟ้าก็ดี ฉันก็ดี จะช่วยกันเก็บดอกไม้ ในวิมาน เป็นดอกไม้สีขาว ชั้นยามานี่สีขาวหมด แล้วนำมาบูชาพระ ก็ถามว่าดอกไม้ที่เหลือจากการบูชาพระ มันไม่เหี่ยวไม่แห้งหรือ ท่านก็บอกมันไม่เหี่ยวไม่แห้ง ถ้าเราไม่ต้องการดอกไม้ก็หายไป ไม่ต้องทิ้ง แล้วเราก็ไปเก็บมาใหม่ทำอย่างนี้ทุกวัน ก็ถามว่า ในเมื่อโยมเป็นนักบุญแบบนี้แล้วละก็เวลานี้บนนิพพานมีหรือยัง ท่านตอบว่า ยัง ก็แปลกใจว่า โยมผู้ชายความจริงเสียเปรียบโยมผู้หญิง เพราะทำปาณาติบาตมาก แต่โยมผู้หญิงนี่ ไม่ค่อยได้ทำปาณาติบาต บาปไม่ค่อยได้ทำ ทำแต่บุญ ทำไมจึงไม่มีวิมานบนนิพพาน ก็ถามท่านว่า พระพุทธเจ้าเทศน์ตั้งหลายครั้งน่ะ โยมจำไม่ได้หรือ? ท่านบอกว่าจำเหมือนกันแต่มันเพลินความสุขไม่เคยคิดว่าจะจุติ ไม่เคยคิดว่าจะตายจากวิมานนี้ นี่นับว่ามีความประมาทมากจึงต้องบอกท่านว่า ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โยมออกมานั่งข้างหน้า ท่านก็มานั่งข้างหน้าแล้วก็บอกท่านว่า ให้หันหน้าไปทางพระพุทธเจ้า ท่านก็หันหน้าไปทางพระพุทธเจ้า ท่านกราบพระพุทธเจ้า แล้วต่อนี้ไปองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว คือสมเด็จองค์ปฐม ก็ทรงเทศน์ว่า

เจ้าผู้เจริญ เจ้ายังไม่มีวิมาน อยู่บนนิพพานใช่ไหม? โยมผู้หญิงก็ตอบว่า ใช่ ทั้งนี้เพราะเจ้ามีความประมาทมากเกินไป มีความเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ ถือตัวว่ามีบริวารมาก มีวิมานใหญ่ มีความสุข ตั้งใจบูชาพระแต่การบูชาพระของเธอเป็นการบูชาพระแต่ผิวเผิน เป็นการเข้าถึงพระแบบผิวเผิน ไม่ใช่ลึกซึ้งนัก ฉะนั้นจึงไม่มีวิมานอยู่บนนิพพาน เธอจงทบทวนถึงความจริงของเธอ ในสมัยที่เป็นมนุษย์เธอมีบาปอะไรบ้าง โยมก็ตอบว่า มีหลายอย่าง ท่านก็ถามว่า เธอรู้จักนรกไหม โยมผู้หญิงก็ตอบว่า ไม่รู้จัก เธอเชื่อไหมว่ามีนรก โยมผู้หญิงก็ตอบว่า เชื่อ ท่านตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นเธอจงดู แล้วก็ชี้มือลงเบื้องต่ำ เห็นนรกแดงฉานไปหมด มีตั้งหลายขุม ขุมใหญ่ ๘ ขุม ขุมเล็กนับไม่ถ้วน รวมแล้ว ๔๐๐ ขุมกว่า ท่านบอกว่าบาปของเธอที่มีอยู่ตถาคตจะพูดให้ฟัง บาปอย่างนี้ ในเมื่อเธอจุติจากชั้นยามา จะพุ่งหลาวลงนรกขุมนี้ เธอจงดูการลงโทษ การถูกเผาไฟ จะมีอย่างนี้ตลอดเวลา ไฟนรกโชติช่วง พื้นเหล็กก็แดงฉานทั้งหอกทั้งดาบ ดาบก็ฟันหอกก็แทง ค้อนก็ทุบ เมื่อพ้นบาปชุดนี้แล้ว ต่อไปก็ลงขุมที่ ๒ ไม่ใช่นับ ๑ , ๒ , ๓ ตามลำดับขุมนรกนะ เป็นขุมที่ ๒ ที่ต้องลง เมื่อลงแล้วก็ต้องลงขุมที่ ๓ จากนั้นก็มาขุมที่ ๔ ขุมที่ ๕ ลงหลายขุม ท่านบอก นี่เธอ จงจำไว้ว่าเข้าเธอจุติ การที่เธอมาเกิดเป็นนางฟ้าชั้นยามานี่ เพราะอาศัยบุญเล็กน้อยที่ชอบการบูชาพระชอบให้ทาน ชอบรักษาศีล ชอบเจริญภาวนา แต่กำลังใจของเธอไม่มีความจริงจัง ทำตามประเพณีเสียส่วนมาก เห็นผู้ใหญ่เขาทำก็ทำ จิตใจมีความไม่มั่นคงนัก เพราะอาศัยบุญเล็กน้อยบันดาลให้เธอมา เธอนึกถึงบุญก่อนบันดาลให้เธอเกิดบนสวรรค์ชั้นยามา จงอย่าลืมว่าในอีกไม่ช้านัก เธอก็จะหมดบุญ ในเมื่อหมดบุญแล้วก็จะต้องตกนรก เธอกลัวไหม โยมก็บอกว่ากลัว

ตอนนี้รู้สึกว่า หน้าท่านจะซีด ๆ ผิวพรรณไม่ค่อยผ่องใสแสดงว่ากลัวนรก องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาองค์ปฐมพระองค์ตรัสว่า ดูก่อน หญิงผู้เจริญ เอาอย่างนี้แล้วกัน ตถาคตจะแนะนำให้ตัดนรกดีไหม? เอาไหม? ถ้าปฏิบัติได้ นับแต่นี้ไปเธอจะไม่ลงนรก จะไม่ต้องเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ต้องเกิดเป็นเทวดา นางฟ้า เป็นพรหม จะมานิพพานเลย ความเป็นมนุษย์ เธอก็เต็มไปด้วยความทุกข์ ทรัพย์สินที่หามาได้มันก็ไม่ค่อยจะพอใช้ ตัวเองน่ะเหลือใช้ แต่ลูก ๆบ้าง เพื่อนบ้านใกล้เคียงบ้าง ช่วยกันใช้ เธอก็มีแต่ความหนักใจ ความเป็นมนุษย์มีความแก่เป็นประจำเธอก็ไม่นึกถึงความแก่ ความเป็นมนุษย์มีความป่วยเป็นประจำเธอก็ลืมนึกถึงความป่วย ความเป็นมนุษย์ต้องมีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นประจำ พ่อตาย แม่ตาย พี่ตาย น้องตาย ลูกตาย หลานตาย เห็นอยู่เสมอ แต่เธอไม่เคยนึกว่าจะตาย อาศัยที่เป็นคนประมาทในสมัยที่เป็นมนุษย์ มาเป็นนางฟ้า ก็มาเป็นนางฟ้าประมาท เพลิดเพลินในทิพย์สมบัติมากเกินไป มีวิมานหลังใหญ่ มีบริวารมาก มีความสุข ไม่มีการงานทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จด้วยความเป็นทิพย์ มีความสุขมากเกินไป จนลืมนึกถึงความตายจากความเป็นนางฟ้า ถ้าตายจากความเป็นนางฟ้าเมื่อไรต้องลงนรกเมื่อนั้น ต่อนี้ไปตถาคตจะแนะนำว่า ถ้าเธอปฏิบัติได้ จะไม่ต้องลงนรกต่อไป บาปทั้งหมดจะไม่ให้ผลจะมีอย่างเดียวคือ ก้าวเข้าสู่พระนิพพาน ถ้าเธอตัดสินใจได้ตามนั้น วิมานจะปรากฏบนนิพพาน หลังจากนั้นท่านก็เทศน์ ๕ ข้อข้อที่ ๑

เธอจงคิดไว้เสมอว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ความตายเป็นของเที่ยง การเป็นเทวดา นางฟ้า พรหม จะไม่มีอายุอยู่ตลอดกาล ตลอดสมัย สักวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องตาย หรือที่เรียกว่า จุติ ศัพท์ชาวบ้านเขาเรียกว่า ตาย เธอเข้าใจไหม แน่ใจไหมว่าต้องจุติ โยมก็ตอบว่า แน่ใจเจ้าค่ะ จุติแน่แต่ไม่รู้เวลา ท่านก็บอกใช้ได้ ให้มั่นใจว่าวันหนึ่งจะต้องจุติ วิมานหลังที่เธออยู่ วิมานทั้งหมดจะหายไป สมบัติปัจจุบันจะไม่มีสำหรับเธออีก เหมือนกับสมัยที่เป็นมนุษย์ สมัยที่เป็นมนุษย์เธอสะสมทรัพย์สมบัติไว้ไว้มากแต่เธอตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว คนอื่นเข้ามาปกครอง เวลานี้สมบัติเป็นชิ้นเป็นท่อนเป็นตอน จากชิ้นใหญ่เป็นชิ้นเล็ก บางชิ้นก็ถูกขายไปบ้างเธอก็ไม่สามารถจะห้ามปรามเขาได้ เธอเหน็ดเหนื่อยมากฉันใด ทรัพย์สมบัติส่วนนั้นเธอก็ไม่สามารถ ปกครอง ระวัง รักษาได้ ข้อนี้ฉันนั้น

ขอเธอจงนึกว่า สักวันหนึ่งข้างหน้า วิมานที่สดสวยงดงามของเธอ บริวารของเธอ ร่างกายเป็นทิพย์ของเธอจะสลายตัว นั่นคือตาย ท่านถามว่า นึกออกไหมและมีความมั่นใจไหม โยมก็ตอบว่ามีความมั่นใจเจ้าค่ะ คราวนี้มั่นใจแล้วว่าต้องจุติ เพราะเทวดา นางฟ้า พรหมเคยจุติให้เห็นอยู่เสมอแต่ก็ไม่เคยคิดว่าตัวจะต้องจุติ เวลานี้คิดแล้วเจ้าค่ะ ท่านถามว่า เธอมั่นใจรึท่านก็ตอบว่า มั่นใจเจ้าค่ะ ต่อนี้ไปเธอจงกลับใจเสียใหม่ การบูชาพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ที่เธอทำอยู่เป็นของดีแต่ว่าความมั่นคงยังมีน้อยยังมีความเคารพตามแบบฉบับประเพณีนิยม หลังจากนี้ไป จงตัดกำลังใจ ว่าเราจะมีความเคารพในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง เคารพในพระธรรมอย่างยิ่ง เคารพในพระอริยสงฆ์อย่างยิ่ง นั่นหมายความว่าจิตเราจะไม่ปล่อยพระพุทธเจ้า ไม่ปล่อยพระธรรม ไม่ปล่อยพระอริยสงฆ์จิต จะจดจ่ออยู่ที่พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์เป็นปกติ ท่านถามว่า เธอทำได้ไหม? โยมก็ตอบว่า ทำได้แล้วเจ้าค่ะ เวลานี้มีความมั่นใจ เพราะอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ต่อหน้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่อหน้าพระอริยสงฆ์และต่อหน้า พรหมเทวดาทั้งหมด ทุกอย่างมีความมั่นใจหมด

พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า เธอต้องการมานิพพานไหม? ท่านก็ตอบว่าต้องการอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ทีแรกไม่เคยรู้เลย ว่านิพพานมีอยู่ ท่านก็ถามว่าลูกชายของเธอ พาเทวดา นางฟ้า พรหม มาอยู่เสมอ ทำไมจึงไม่ตามมา ท่านตอบว่า ไม่อยากจะไปไหนมีความสุขกับวิมาน มีความสุขกับการบูชาพระ เวลาบูชาพระแล้วไม่อยากเลิกนั่งอยู่ข้างหน้าพระ ท่านบอกว่า ทีหลังเอาใหม่นั่นกายนั่ง ทีนี้เอาใจนั่งไว้ที่พระ กายจะนั่งจะนอนจะยืน จะเดินก็ได้ แต่ใจนั่งไว้ที่พระใจนึกถึงพระพุทธเจ้า ใจนึกถึงพระธรรม ใจนึกถึงพระอริยสงฆ์เป็นนิจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะทำ เราจะนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมพระอริยสงฆ์ก่อน เธอทำได้ไหม โยมก็ตอบว่า มั่นใจแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปท่านก็บอกว่า ศีล ๕ เธอสามารถรักษาได้ไหม ? โยมก็กลับนึกถึงเมื่อคราวเป็นมนุษย์ว่า ศีล ๕ บางสิกขาบท บกพร่องเจ้าค่ะ สมเด็จองค์ปฐม จึงตรัสว่า นี่เธอ ฉันถามในฐานะที่เธอเป็นนางฟ้านะ ไม่ใช่ถามถึงความเป็นมนุษย์ เวลานี้ความเป็นมนุษย์หมดไปแล้ว เรื่องบาปประเภทนั้น ไม่ต้องคิดถึงมัน เวลานี้เราไม่มีบาปจะทำ มีทำอย่างเดียวคือบุญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทวดา นางฟ้า ชั้นยามา ได้เปรียบกว่าชั้นอื่น นอกจากชั้นดุสิต นั่งบำเพ็ญบุญบำเพ็ญกุศลตลอดเวลา แล้วท่านก็ถามว่า มีความมั่นใจไหมว่าจะรักษา ศีล ๕ ได้ครบ โยมก็นิ่ง ท่านก็บอก ๑. ปาณาติบาตการไม่ฆ่าสัตว์เธอทำได้ไหม? โยมนิ่งประเดี๋ยวตอบว่าได้เจ้าค่ะ ๒. อทินนาทาน การไม่ลักทรัพย์เธอทำได้ไหม? โยมก็ตอบว่า ทำได้เจ้าค่ะ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร เธอจะไม่ละเมิดความรักของผู้อื่นทำได้ไหม? ก็ตอบว่าได้เจ้าค่ะ ๔. มุสาวาทจะไม่กล่าวเท็จทำได้ไหม? ท่านก็ตอบว่า ได้เจ้าค่ะ ๕. สุราเละเมรัยเราจะไม่ดื่มทำได้ไหม? ท่านก็ตอบว่า ทำได้เจ้าค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุราเมรัย การพนัน ในสมัยที่เป็นมนุษย์ ก็ไม่ทำอยู่แล้ว

องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็บอกว่าความจริงการเป็นเทวดา นางฟ้า หรือพรหม การมีศีล ๕ น่ะ มันปกติอยู่แล้ว การฆ่าสัตว์ไม่มีสัตว์จะฆ่า การขโมยทรัพย์ ไม่มีความจำเป็นจะขโมย ถ้ามันไม่ใช่ทรัพย์สินของเรา เราเอามาไม่ได้ เพราะที่นี่ มีแต่ความเป็นทิพย์ ความรักในระหว่างเพศก็ไม่มี ไม่มีการยุ่ง การพูดมุสาวาทก็ไม่มี ไม่มีความจำเป็น การดื่มสุราเมรัยก็ไม่มี ไม่มีจะดื่ม ก็รวมความว่าการเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมมีศีลบริสุทธิ์อยู่แล้ว ต่อนี้ไปเธอจงตัดใจ ทำลายอวิชชา คือ ความโง่ เธอนึกว่ามนุษย์โลกดีหรือไม่ดี โยมก็ตอบว่าไม่ดีเจ้าค่ะ ท่านถามว่าไม่ดี เพราะอะไร เพราะว่า ๑. เกิดแล้วก็แก่ ๒.มีการงาน ๓.มีการป่วย ๔.มีการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ๕. มีความปรารถนาไม่สมหวัง ๖. ต้องตาย ตายแล้วก็ไม่สามารถนำทรัพย์สมบัติที่หามาได้ติดตัวไป และ มีความเป็นมนุษย์ก็วุ่นวายเรื่องการงาน เหน็ดเหนื่อยอยู่เสมอ เหนื่อยทั้งกาย เหนื่อยทั้งใจ ท่านบอกก็ถูกแล้ว เธอต้องการเป็นมนุษย์อีกไหม โยมบอกไม่ต้องการเจ้าค่ะ การเป็นนางฟ้า เทวดา พรหม จะต้องจุติ เธอต้องการ อีกไหม? โยมก็ตอบว่าไม่ต้องการเจ้าค่ะ การมาอยู่ที่นิพพานนี่ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องจุติไม่มีการป่วย ไม่มีกิจการงานใด ๆ อะไรก็ตาม ถ้าเป็นความเหมาะสมมันจะปรากฏขึ้นมาเอง โดยที่เราไม่ต้องจับ โดยที่เราไม่ต้องนึก เธอต้องการไหม โยมก็ตอบว่า ต้องการเจ้าค่ะ แล้วท่านก็บอกว่า เธอนั่งนิ่งสักประเดี๋ยวหนึ่ง ตัดสินใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่ จะทำได้ไหม? โยมก็นั่งนิ่งสักอึดใดหนึ่ง ก็ลืมตาขึ้นมา บอกตัดสินใจได้แล้วเจ้าค่ะ พร้อมแล้วที่จะมานิพพานท่าเดียว ขออย่างเดียวคือมานิพพานพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ก็จบแค่นี้ พอบอกว่า จบแค่นี้ วิมานก็ปรากฏทันที ท่านชี้ให้ดูทางด้านขวามือของท่าน ท่านหันหน้าไปทางทิศใต้ว่าโน่นวิมานขอเธอปรากฏแล้ว สวยสดงดงามอย่างยิ่ง หลานหญิงคือพรทิพย์กับพวงทิพย์ พาย่าไปชมวิมานซิ ท่านก็บอกว่ายังไม่ไปเจ้าค่ะ ข้าพระพุทธเจ้ายังอยู่ที่นี่ยังไม่ขอลุกไปก่อน

เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เวลามันหมดพอดีก็เป็นอันว่า หลังจากนั้นไป พระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้า เทวดา นางฟ้า และพรหมทั้งหมด ต่างคนต่างเข้าวิมาน แยกย้ายไปสู่วิมานของตนในนิพพานที่ยังไม่มีวิมานก็มีอยู่ ก็กลับที่เดิม ที่ยังไม่มี ก็บอกว่า ตั้งใจจะปฏิบัติให้ได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอนเมื่อกี้นี้ เป็นของไม่ยาก ต้องพยายามมีวิมานให้ได้

บรรดาท่านทั้งหลาย หมดเวลาแล้วขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแก่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชน ผู้รับฟังผู้อ่านทุกท่าน สวัสดี

ไปพบคนที่สำนักพระยายม , พบเทวดาใหม่ (๒)โดยเสด็จพระราชกุศลCopyright © 2001 by
Amine
15 พ.ย. 2547